ทั้งร่างมันสั่นระริกดวงตาเปี่ยมด้วยความเกลียดชังผสานโศกเศร้า น้ำตาก็หลั่งไหลไม่หยุดหลี่เฉิงเฟิงเดินไปยังพวกโจรที่ยังมีชีวิตอยู่ เห็นดังนั้นไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ห้ามปรามเพียงหยิบหนามธารน้ำแข็งสีครามจากข้างศพหัวหน้าหอแซ่จงเดินเข้าหมู่บ้านไป
เสียงร้องโหยหวนดังจากด้านหลังครั้งแล้วครั้งเล่ามันถอนหายใจเบาๆแต่ก็ไม่ได้หันไปมอง
เหล่าชาวบ้านวุ่นวายกับการกำจัดศพของพวกโจรอยู่ทั้งวันอาวุธและเงินทองถูกยึดเอาไว้ ที่เหลือล้วนถูกฝังรวมกันในหลุมศพเนื่องเพราะมีพวกโจรล้มตายไปมากมายชาวบ้านจึงไม่อาจทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้มิเช่นนั้นอาจกลายเป็หายนะของหมู่บ้านได้
พวกโจรตายไปทั้งสิ้นสามสิบหกศพแม้แต่โจรที่ไป๋หยุนเฟยจับตัวมาก็ถูกฆ่าหลังจากถูกสอบปากคำ หากปล่อยให้มีคนเล็ดรอดไปได้ย่อมนำมาซึ่งหายนะอย่างใหญ่หลวง
เช่นเดียวกับม้าหากขายทั้งหมดในคราเดียวย่อมเกิดคำถามเพราะถูกสังเกตพบโดยง่ายดังนั้นพวกมันจึงเก็บม้าเอาไว้ที่หลังเขาค่อยๆทยอยขายออกไป
หลังประสบเหตุการณ์ครานี้ชาวบ้านล้วนรู้สึกว่าพวกมันโชคดีที่รอดพ้นหายนะได้ไป๋หยุนเฟยและหลี่เฉิงเฟิงก็กลายเป็วีรบุรุษของหมู่บ้านไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลี่เฉิงเฟิง นอกจากดูคลุ้มคลั่งไปบ้างยามเผชิญหน้าพวกโจรตัวมันเองเป็คนจิตใจดีงามและสัตย์ซื่อยิ่งหลิงเอ๋อร์ก็ติดตามอยู่ข้างกายคอยทำแผลให้มันอย่างระมัดระวัง
… … … …
วันต่อมา ก่อนรุ่งสางไป๋หยุนเฟยลืมตาขึ้นช้าๆหลังจากผนึกมือในรูปแบบที่แปลกพิสดารมันนั่งขัดสมาธิฝึกปรือฝีมือมาทั้งคืนเมื่อเหยียดเอวบิดี้เีทั้งร่างก็ส่งเสียงกระดูกลั่นไม่หยุด ไป๋หยุนเฟยถึงกับครางเบาๆอย่างสุขสบาย
มันยกมือขวาขึ้นกำหมัดตรงหน้ารอยยิ้มยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ปัจเจกิญญาระดับต้น...ข้าได้รับประโยชน์จากการต่อสู้เมื่อวานไม่น้อย...การใช้กระบวนการอัพเกรดนับเป็หนทางลัดที่จะเพิ่มพูนพลังิญญาได้แต่ยังคงจำเป็ต้องฝึกหาประสบการณ์ในการต่อสู้จริง หากข้า้าเป็ผู้เข้มแข็งยังต้องผ่านหนทางอีกยาวไกลนัก!”
หลังจากบรรลุด่านปัจเจกิญญาแล้วสิ่งแรกที่มันกระทำคือนำม้วนเคล็ดวิชาออกมาฝึกฝนการควบคุมโลหิตและกระดูกของด่านปัจเจกิญญาเนิ่นนานจึงวางม้วนคัมภีร์ลงและก้มหน้ากล่าวอย่างครุ่นคิด “การควบคุมโลหิตและกระดูกช่างซับซ้อนและยากเย็นกว่าการควบคุมิัและกล้ามเนื้อมากนัก...ข้าเพียงเรียนรู้ได้ทีละน้อยจากการเข้าสมาธิฝึกปรือ ต่อไปก็...”
ด้วยการเพ่งจิตสิ่งของหลากหลายในแหวนช่องมิติก็ปรากฏในความคิดมันพลังิญญาของมันััม้วนคัมภีร์สองม้วนที่ก่อนนี้ไม่อาจนำออกมาได้ยามนี้ความรู้สึกของไป๋หยุนเฟยกระจ่างชัดกว่าเดิมจึงรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าพลังิญญาของมันถูกพลังจากคัมภีร์ม้วนหนึ่งผลักดันอย่างนุ่มนวลขณะที่พยายามจะเข้าไปััจึงไม่อาจส่งพลังิญญาเข้าไปใกล้ได้ กับคัมภีร์อีกม้วนยามที่พลังิญญาของมันััถูกก็หายวับมาปรากฏในมือของไป๋หยุนเฟย
เมื่อมองม้วนคัมภีร์สีขาวในมือ ไป๋หยุนเฟยก็ตื่นเต้นไม่น้อยมันถ่ายเทพลังิญญาเข้าไปอย่างเร่งรีบ
“‘วิชาระลอกคลื่น’เป็เคล็ดิญญาชั้นมนุษย์ระดับกลาง ใช้วิธีอันพิสดารควบคุมการปะทุและยืดขยายกล้ามเนื้อและกระดูกแขนส่งพลังหมัดออกราวระลอกคลื่น ปลดปล่อยพลังมากกว่าการออกหมัดทั่วไปหลายเท่า...”หลังจากรับทราบเนื้อหาของคัมภีร์แล้ว ไป๋หยุนเฟยเรียบเรียงทำความเข้าใจอย่างละเอียดอยู่ชั่วครู่“เคล็ดิญญานี้... ข้าต้องควบคุมทั้งกล้ามเนื้อและกระดูกในคราเดียวกันมิน่าจึงสามารถฝึกได้เมื่อบรรลุด่านปัจเจกิญญา เช่นนั้นก็หมายความว่าอย่างน้อยข้าต้องบรรลุด่านวีรชนิญญาจึงจะใช้งานคัมภีร์ม้วนสุดท้ายได้ในนั้นจะมีเคล็ดิญญาอีกหรือไม่?”
“อีกทั้งนอกจากวิชาระลอกคลื่นยังมีวิชาทวนนี่หมายความว่า...” ยามนี้ไป๋หยุนเฟยมีสีหน้ายินดีอีกคราพลังิญญาของมันกวาดผ่านภายในแหวนช่องมิติแล้วทวนสีชาดก็ปรากฏอยู่ในมือ
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกหนักอึ้งจนข้อมือมันแทบพลิก“ทวนนี้... ช่างหนักอึ้ง อย่างน้อยต้องหนักกว่าร้อยชั่ง คนทั่วไปจะกวัดแกว่งมันยังยากอย่าว่าแต่จะใช้ต่อสู้มิน่าเล่าต้องเป็ผู้บรรลุด่านปัจเจกิญญาเช่นข้าจึงจะใช้ได้”
หอกนี้ยาวหนึ่งวากับสองเชียะค่อนข้างหยาบหนา เป็สีแดงชาดั้แ่หัวจรดท้าย ทั้งยังแผ่ความร้อนออกมาจางๆอีกด้วยบริเวณคอทวนฝังไว้ด้วยผลึกกลมสีแดงโปร่งแสงจำนวนสามลูก
ไป๋หยุนเฟยวาดทวนอย่างชื่นชมก็รู้สึกได้ถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมามันแทบอดใจไม่ไหวออกไปทดลองกวัดแกว่งดูสักครา
ทันใดราวกับมันนึกบางอย่างออก ไป๋หยุนเฟยจับจ้องไปยังทวนในมือและเพ่งความคิด
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 586”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด:แต้มิญญา 85 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยตาถลนอ้าปากค้างอยู่เนิ่นนานจึงสั่นศีรษะโดยแรงหลังจากตรวจสอบข้อมูลของทวนอีกคราก็พึมพำ ตะกุกตะกัก “มะ... มารดาของเรา! พลังโจมตีห้าร้อยแปดสิบหก นี่... นี่มันบ้าอะไร?”
ผ่านไปเนิ่นนานสุดท้ายมันจึงสงบใจได้“สมบัติตกทอดระดับต่ำ? ข้ากลับไม่เคยพบเห็นระดับสิ่งของเช่นนี้มาก่อนอีกทั้งการอัพเกรดคราแรกยังใช้แต้มิญญาถึงแปดสิบห้าแต้มนี่เท่ากับที่ใช้อัพเกรดมีดสั้นจนถึงระดับ +10 ทีเดียว”
“ใช่แล้ว...” ไป๋หยุนเฟยวางทวนลงบนตักแล้วพลิกข้อมืออาวุธที่ได้มาจากหัวหน้าหอแซ่จงนั้นก็ปรากฏในมือนับว่าตรงข้ามกับทวนยาวอย่างชัดเจน อาวุธนี้เย็นเฉียบราวน้ำแข็งและแผ่กระแสอากาศเย็นะเืออกมาเล็กน้อยคำว่า ‘หนามธารน้ำแข็ง’ ที่ปรากฏเหนือด้ามจับ สมควรเป็ชื่อของอาวุธนี้
“ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 237”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด:แต้มิญญา 63 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ “หายากระดับต่ำ?เป็ระดับสิ่งของที่ข้าไม่เคยเห็นอีก ดูเหมือนความเข้าใจต่อกระบวนการอัพเกรดของข้ายังคงห่างไกลจากความถูกต้องนัก...”
“อาวุธทั้งคู่นี้เห็นได้ชัดว่าระดับแตกต่างจากที่ข้าซื้อหาจากข้างถนนหรือเพราะเป็อาวุธสำหรับผู้ฝึกปรือิญญา? ไม่ถูกต้องอาวุธที่ทรงพลังเช่นนี้ไม่สมควรมีแพร่หลาย เดิมทีหัวหน้าหอแซ่จงนั้นก็ใช้เพียงดาบใหญ่ธรรมดาเช่นกัน...”
“ไม่ทราบว่าหากอัพเกรดแล้วจะเป็เช่นไร...”
เมื่อติดสินใจได้ก็ดำเนินการทันทีก่อนอื่นมันเก็บทวนเอาไว้ หากให้เลือกจะอัพเกรด หนามธารน้ำแข็งนี้นับเป็ทางเลือกที่เหมาะสมเพราะสูญเสียพลังิญญาที่ใช้อัพเกรดน้อยกว่า
ผ่านไปครู่ใหญ่ไป๋หยุนเฟยฝืนยิ้มที่มุมปากมองดูหนามธารน้ำแข็งในมือ“แต้มิญญาที่ต้องใช้อัพเกรดกลับไม่เพิ่มขึ้น ยังคงใช้หกสิบสามแต้มอยู่ตลอดแต่ทว่า... ยังคงไม่เพียงพออีก!”
“ระดับไอเทม: หายากระดับต่ำ”
“ระดับการอัพเกรด: +8”
“พลังโจมตี: 237”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 89”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด:แต้มิญญา 63 แต้ม”
แม้ว่ามันจะโชคดีเป็พิเศษที่อัพเกรดไม่ผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียวแต่หลังจากอัพเกรดครั้งที่แปด ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกว่าพลังิญญามันใช้ไปแทบหมดสิ้นยามนี้แม้มันบรรลุระดับต้นด่านปัจเจกิญญา แต่เป็ไปได้ว่าพลังิญญาของมันจะมีปริมาณเพียงราวห้าร้อยแต้ม
ยามนี้ฟ้าสางแล้ว ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ใส่ใจจะค้นคว้าอีกมันเริ่มนั่งเข้าสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังิญญา จนกระทั่งด้านนอกมีผู้มาเคาะประตูเชื้อเชิญไปรับประทานอาหารเช้ามันจึงลุกขึ้นและออกจากห้องไป...
… … … …
ยามที่ไป๋หยุนเฟยบอกกล่าวทุกคนว่าจะออกเดินทางไปยังภูไม้ดำหลี่เฉิงเฟิงก็เงียบงันอยู่นาน แต่ทันใดมันก็พลันกล่าวว่า้าร่วมทางไปกับไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยทราบว่าความเกลียดชังพวกโจรของมันกลับไม่ได้ลดทอนลงหลังจากฆ่าล้างหัวหน้าหอแซ่จงทั้งกลุ่มกลับกันเนื่องเพราะมันที่ได้รับพลังมาก็ไม่ระงับความเคียดแค้นในใจอีกการได้เป็ผู้แข็งแกร่งและทำลายล้างพวกโจรที่ทำให้มันทุกข์ทนไม่จบสิ้นกลับเป็สิ่งที่มันปรารถนาอย่างแท้จริง
อันที่จริงไป๋หยุนเฟยก็เข้าใจความรู้สึกของหลี่เฉิงเฟิงได้มันก็มิใช่อยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันหรอกหรือ...?
เดิมทีหลี่เฉิงเฟิงอาศัยอยู่ใกล้กับภูไม้ดำดังนั้นจึงคุ้นเคยกับบริเวณโดยรอบอีกทั้งยามนี้มันได้กลายเป็ผู้ฝึกปรือิญญาหาใช่ชาวบ้านอ่อนแออีกต่อไปการเดินทางสู่ภูไม้ดำครานี้ย่อมต้องอันตรายกว่าที่ไป๋หยุนเฟยเคยคาดการณ์ไว้อันที่จริงก่อนหน้านี้มันไม่คาดคิดว่ากลุ่มโจรเหล่านี้จะชุมนุมไปด้วยผู้ฝึกปรือิญญาเช่นนี้
ดังนั้นหลังจากใคร่ครวญชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็ตกลงให้หลี่เฉิงเฟิงร่วมทางตามที่ขอ
… … … …
ขณะยืนที่หน้าหมู่บ้านมองไปยังูเาและป่าทึบซึ่งห่างออกไป แววตาไป๋หยุนเฟยเลื่อนลอยไม่อาจทราบได้ว่ามันครุ่นคิดอันใดพลันมีเสียงฝีเท้าแว่วมาปลุกมันจากภวังค์จึงหันไปพบเห็นหลี่เฉิงเฟิงวิ่งมาเบื้องหน้าพร้อมห่อผ้าสะพายบนไหล่ด้วยท่าทีสำนึกผิด“จอมยุทธ์ไป๋ ขออภัยที่ให้ท่านรอคอย...”
ไป๋หยุนเฟยโบกมือด้วยท่าทีไม่ใส่ใจกล่าวอย่างยิ้มแย้ม“ไม่เป็ไร พวกเราร่วมต่อสู้เคียงข้างกันมา ฉะนั้นต่อไปเรียกข้าว่าหยุนเฟยเ้าปลอบขวัญหลิงเอ๋อร์แล้วหรือไม่? อย่าได้ทำให้นางเศร้าโศก...”
“ฮ่า ฮ่า... ดีเช่นนั้นต่อไปท่านต้องเรียกข้าว่าเฉิงเฟิงเช่นกันอย่าได้ห่างเหินไปนัก ข้าให้สัญญากับหลิงเอ๋อร์ว่าหลังกลับจากภูไม้ดำจะไปสู่ขอนางและดูแลนางไปตลอดชีวิต...”หลี่เฉิงเฟิงยิ้มอย่างเป็สุขมันหันกลับไปมองที่หมู่บ้านอีกคราและโบกมือให้แก่หญิงสาวซึ่งยืนจับจ้องมาจากอยู่หน้าบ้านตนเองแล้วมันจึงหันหลังจากไปพร้อมไป๋หยุนเฟยและค่อยๆลับตาเข้าไปในป่า
ยามนี้เนื่องเพราะมีหลี่เฉิงเฟิงเป็ผู้นำทางและทั้งคู่มีฝีเท้าที่รวดเร็วจึงรีบเร่งเดินทางเพียงสามวันพวกมันก็มาถึงละแวกใกล้ภูไม้ดำตามคำบอกของหลี่เฉิงเฟิงพื้นที่อิทธิพลของค่ายไม้ดำกล่าวได้ว่าเริ่มต้นจากที่นี้พวกโจรในบริเวณนี้จะรวมกลุ่มวนเวียนออกชิงทรัพย์หมู่บ้านใกล้เคียงหรือออกปล้นชิงขบวนสินค้าที่เดินทางผ่าน
มีถนนสายหลักเชื่อมจากเมืองลั่วซีไปยังเมืองกานหลิงผ่านทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือไม่ไกลจากภูไม้ดำเนื่องเพราะขบวนสินค้าระหว่างทั้งสองเมืองมักจะใช้เส้นทางนี้จึงกลายเป็เป้าหมายหลักของพวกโจรทว่าพวกโจรไม่ได้ฆ่าผู้คนทุกคราไปขอเพียงขบวนสินค้าส่งมอบ’ค่าผ่านทาง’ที่น่าพอใจให้พวกมันจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไร้อันตรายหาไม่แล้วพวกโจรจะฆ่าล้างขบวนสินค้าและปล้นสินค้าไปอย่างโเี้แน่นอนว่ามีขบวนสินค้าที่สามารถผ่านไปได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางหากมีผู้คุ้มกันที่ผู้เข้มแข็งดังเช่นผู้ฝึกปรือิญญา
ยามสนธยาภายในป่ากว้างได้ยินเสียงต่อสู้อย่างรุนแรงจากเงาร่างสองเงาเข้าต่อสู้พัวพันและปะทะชนกันเสียงกำปั้นพวกมันปะทะกันช่างน่าหวาดเสียวนัก
ทว่าเห็นได้ชัดว่าสองคนที่ต่อสู้กันสาสมใจยิ่งเหงื่อเม็ดโตไหลจากหน้าผากผ่านรอยยิ้มที่มุมปากพวกมันทั้งคู่ปล่อยหมัดขวาชกใส่ไหล่ซ้ายของฝ่ายตรงข้ามพร้อมกันพวกมันทั้งคู่ก็ถอยกายไปหลายก้าวจึงหยุดยืนเผชิญหน้ากัน
พวกมันจะเป็ใครหากไม่ใช่ไป๋หยุนเฟยและหลี่เฉิงเฟิง
“วันนี้หยุดเพียงเท่านี้เถอะเฉิงเฟิงเ้านับว่าเชี่ยวชาญการควบคุมกล้ามเนื้ออย่างยิ่งแล้วเ้าฉวยโอกาสปะทุพลังอย่างเหมาะเจาะ ข้าต้องขายหน้าที่ด้อยกว่าแล้ว”หลังจากบีบนวดไหล่ซ้ายเล็กน้อย ไป๋หยุนเฟยพลิกมือขวาก็ปรากฏถุงใส่น้ำสองถุงในมือมันโยนให้แก่หลี่เฉิงเฟิงถุงหนึ่งจากนั้นเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่แล้วดื่มน้ำหลายอึกใหญ่
หลี่เฉิงเฟิงนั่งลงบนพื้นดื่มน้ำหลายอึกและสั่นศีรษะกล่าว “ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้าที่เป็เช่นนั้นเพราะเ้ากดพลังเอาไว้ให้เท่ากับข้า หากเ้าใช้วิชาระลอกคลื่นเกรงว่าข้าไม่อาจต้านรับได้แม้แต่หมัดเดียว...”
“พลังิญญาเ้าตื่นขึ้นเต็มที่ไม่กี่วันก่อนแต่เ้าใกล้บรรลุระดับกลางด่านนวกะิญญาแล้วข้าไม่ทราบว่าผู้ฝึกปรือิญญาอื่นฝึกฝนได้เร็วเพียงใดแต่เ้ากลับฝึกได้รวดเร็วกว่าข้าเมื่อแรกเริ่มมากนัก ช่างน่าอนาถที่ข้าเคยคิดว่าตนเองพัฒนาได้รวดเร็ว”
“แยกกันฝึกต่อเถอะข้าต้องฝึกวิชาทวนเพิ่มเติมเพื่อสามารถรับมือการต่อสู้ในอนาคตอันใกล้ได้ จริงสิเ้าไม่้าหนามธารน้ำแข็งนั้นจริงหรือ? นั่นเป็อาวุธที่ร้ายกาจกว่ามีดสั้นคู่นั้นมากนัก”
“ไม่จำเป็มีดสั้นคู่นี้นับว่าดีมากแล้ว พวกมันไม่อ่อนด้อยแม้แต่น้อยข้ายังรู้สึกละอายที่รับมาจากเ้าด้วยซ้ำ แล้วยังจะให้ข้ารับหนามธารน้ำแข็งอีกหรือ?มิหนำซ้ำข้าไม่คุ้นเคยกับอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเพียงอย่างเดียว”หลี่เฉิงเฟิงสั่นศีรษะและชักมีดสั้นทั้งคู่จากข้างเอวมาสะบัดควงอย่างคล่องแคล่ว
ไป๋หยุนเฟยก็ไม่กล่าวอันใดอีกมันเดินไปอีกด้านและยื่นมือออก ทวนสีแดงเพลิงยาวหนึ่งวาสองเชียะก็ปรากฏในมือและแผ่คลื่นความร้อนออกมารอบด้านแม้แต่หลี่เฉิงเฟิงที่ห่างออกไปสิบห้าวายังรู้สึกได้ ยามมองทวนสีชาดในมือไป๋หยุนเฟยดวงตาหลี่เฉิงเฟิงก็ทอประกายชื่นชม
หลังจากหมุนควงทวนอย่างเรียบง่ายมันก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดการใช้ทวน
กวาดขวาง ทะลวงตรง ตวัดขึ้น ฟาดลง...แม้ว่ามันเรียนรู้เพียงสามวัน แต่กระบวนท่ามันนับว่าสอดคล้องกลมกลืน อีกทั้งยิ่งมายิ่งรวดเร็วยามนี้ไป๋หยุนเฟยถูกปกคลุมด้วยเงาทวนพร่าเลือนนับไม่ถ้วนมองจากที่ห่างไกลดูราวกับลูกไฟ
ฉับพลันร่างมันหยุดเคลื่อนไหวเงาทวนมากมายก็สาบสูญไป มันะโเสียงค่อยพุ่งหอกไปยังต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบเบื้องหน้า
ยามที่พุ่งออกทวนทั้งเล่มพลันเปล่งสีแดงน่าหลงใหลผลึกทั้งสามที่คอทวนก็แดงเจิดจ้าดูราวกับห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีชาด
“ผัวะ!”ได้ยินเสียงดังแ่เบายามปลายทวนผ่านเนื้อไม้เข้าไปในอย่างง่ายดายขณะที่ทวนทะลวงเข้าสู่ต้นไม้ ดวงตาไป๋หยุนเฟยสาดประกายวูบ มันะโเสียงทุ้ม“ปะทุ!!”
“ปัง!!!”
เศษไม้ปลิวว่อนออกรอบด้านแสงเจิดจ้าส่องผ่านรอยแตกบนต้นไม้ จากนั้นส่วนลำต้นพลันะเิออกคลื่นความร้อนที่ดุดันกว่าเดิมหลายเท่าแผ่กระจายออกทุกทิศทางจากนั้นต้นไม้ใหญ่นี้ก็ล้มลงไปด้านหลัง ที่ลำต้นส่วนโคนถูกคว้านหายไปหลงเหลือไว้เพียงรอยตัดที่ถูกเผาไหม้เป็สีดำ...