คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    ช่วงเวลาแห่งการพักฟื้น

    [9 พฤษภาคม]

    โป๊ก... โป๊ก... ครืด...

    เสียงกระแทกทึบของโลหะหนักที่ปะทะกับคอนกรีต 

    และเสียงครูดลากของวัตถุขนาดมหึมาดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทที่พร่าเลือน 

    สำหรับอคิน มันไม่ใช่การตื่นจากการพักผ่อนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง 

    แต่มันเหมือนกับการถูกกระชากขึ้นจากก้นมหาสมุทรที่เย็นจัดเข้าสู่กระแสไฟฟ้าแรงสูงกะทันหัน

    เขาสะดุ้งเฮือก ร่างกายดีดตัวขึ้นจากฟูกสนามราวกับถูกสปริงที่มองไม่เห็นกระชาก 

    เปลือกตาเปิดโพล่ง สิ่งแรกที่เขารู้สึกไม่ใช่ความสดชื่นยามเย็น

     แต่เป็นความเจ็บปวดที่แหลมคมราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปตามมวลกล้ามเนื้อ 

    ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับที่บ่าทั้งสองข้างนั้นชัดเจนจนเขานึกว่าตนเองกำลังแบกภูเขาอยู่

    ติ๊ง!

    หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของกระโจมพัก 

    แสงสีนวลของมันวันนี้ดูสั่นไหวเล็กน้อยราวกับเปลวเทียนที่ต้องลม

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ตอนนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 9 พฤษภาคม] 

    [ยินดีต้อนรับกลับ... อคิน]

    [สถานะร่างกาย: ฟื้นฟูสมบูรณ์]

    [พลังงานจิตวิญญาณคงเหลือ: 20% (วิกฤต) ]

    [คำเตือน: ร่างกายมีภาวะ 'วิญญาณล้า' ขั้นรุนแรง โปรดงดการใช้ทักษะระดับสูงและพักผ่อนให้มากที่สุดในคืนนี้]

     

    "ฟื้นฟูสมบูรณ์... บ้านแกสิ" 

    อคินเค้นเสียงพึมพำผ่านลำคอที่แห้งผาก รสชาติของสนิมเหล็กจาง ๆ ยังติดอยู่ที่โคนลิ้น 

    เสียงของเขาเบาหวิวและขาดช่วงเหมือนคลื่นวิทยุที่ถูกสัญญาณรบกวน 

    เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่แผ่นหลังกลับลั่น กร๊อบ จนเขานิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปลาบไปตามไขสันหลัง

    เขาก้มมองมือของตัวเองในความสลัว... ผิวหนังของเขาดูขาวซีดผิดปกติ 

    เส้นเลือดฝอยสีน้ำเงินจาง ๆ ที่พาดผ่านหลังมือนั้นดูเด่นชัดราวกับมันขยับเขยื้อนได้เอง 

    เมื่อเขาลองแตะผิวแก้มดู ความเย็นจัดที่สัมผัสได้นั้นทำให้อคินใจหายวูบ 

    แต่มันเป็นความเย็นที่ไม่เหมือนกับอากาศหนาวทั่วไป มันเป็นความเย็นที่ 'ว่างเปล่า'

    'ไม่มีอะไรหรอกมั้ง มักอีกหน่อยก็คงหาย' 

    เขาคิดเข้าข้างตัวเอง พลางเดินโซเซไปเปิดผ้าใบทางออก

    ภาพเบื้องหน้าคือไซซ์งานก่อสร้างขนาดมหึมาที่อาบด้วยแสงสปอตไลต์นับสิบดวง 

    เมืองฉะเชิงเทราที่เพิ่งผ่านศึกหนักกำลังถูกเยียวยาด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเวทมนตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัย 

    จอมเวทสายดินในชุดกาวน์สถาปนิกกำลังร่ายมนตร์ประสานกับเครื่องจักรหนัก 

    เสียงสวดพึมพำนำทางให้รากไม้ของ 'กำแพงมหาพฤกษา' ค่อย ๆ ถักทอตัวเองใหม่เพื่อปิดรอยแยกที่ถูกทำลาย

    อคินยืนพิงเสากระโจม มองดูสัตยาที่อยู่ไกลออกไป 

    อัศวินหนุ่มในชุดเกราะที่เต็มไปด้วยรอยบุบและรอยเลือดที่แห้งกรังกำลังตะโกนสั่งการด้วยใบหน้าที่อิดโรยแต่เข้มแข็ง 

    อคินก้มมองมือตัวเอง... มือที่คุ้นชินแต่เพียงด้ามดาบและกลิ่นคาวเลือด 

    มือคู่นี้จับเกรียงโบกปูนไม่เป็น และดูเหมือนความโกลาหลของการบูรณะเมืองจะไม่มีที่ว่างสำหรับ 'นักรบรัตติกาล' อย่างเขา

    วูบ...

    สัมผัสที่เย็นเยียบและแข็งแกร่งดันเข้าที่โคนขา โบ้เดินเข้ามาคลอเคลีย แววตาของมันแฝงไปด้วยความกังวลล้ำลึกที่อคินไม่เข้าใจ 

    ส่วนบัวลอยนั่งอยู่บนกล่องกระสุนไม้ฝั่งตรงข้าม เธอเลียอุ้งเท้าอย่างใจเย็นแต่ดวงตาสีมรกตคู่โตนั้นกลับจ้องมองเขาไม่วางตา 

    ราวกับกำลังประเมินว่าร่างที่ยืนอยู่นี้จะ 'ล้มลง' ลงไปเมื่อไหร่

    "ดูเหมือนคืนนี้... พวกเราจะกลายเป็นคนว่างงานแฮะ" 

    อคินแค่นยิ้ม ลูบหัวเหล็กของโบ้เบา ๆ สัมผัสของโลหะที่ควรจะเย็นกลับรู้สึก 'อุ่น' กว่าผิวหนังของเขาเอง 

    "คนอื่นเขาสร้างเมืองกันตอนกลางวัน แต่พวกเรามันสายล่ากลางคืนนี่นา"

     

    [วันนี้ฉันอยากให้นายพักจริงๆ นะ... อย่าไปไหนเลย นอนฟังเสียงนกเสียงไม้ในกระโจมเถอะ ฉันขอร้อง]

     

    ข้อความบนหน้าต่างระบบเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรสีฟ้าสั่นระริกราวกับสะท้อนความกังวลของผู้ส่ง 

    อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ แล่นเข้าสู่หัวใจที่นิ่งสงบ

    "เป็นอะไรไปน่ะ? วันนี้มาแปลกนะ... หรือว่าแกกลัวฉันไปทำพังมากกว่าเดิม?"

     

    [เปล่า... ฉันแค่... กลัวนายหายไป]

     

    อคินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ 

    "หายไปไหนได้ล่ะ ก็แกเชื่อมต่อฉันไว้อยู่แบบนี้... ไม่ล่ะ คนอื่นเขาสู้กันแทบตายเพื่อซ่อมเมือง เราจะมานั่งกินแรงคนอื่นได้ไง ไปกันเถอะ... ไปที่ที่เราควรอยู่"

    ...

    [19:30 น.]

    ณ ชายป่าสอยดาว กลิ่นชื้นแฉะของไอน้ำหลังฝนตกปะทะเข้าที่จมูก 

    แต่มันถูกกลบด้วยกลิ่นคาวสนิมที่อคินจำได้ดี กลิ่นเลือดของอสูรที่ยังตกค้างตามแมกไม้ 

    ป่าสอยดาวในยามนี้เงียบงันจนน่าขนลุก แม้แต่เสียงจิ้งหรีดที่ควรจะระงมก็กลับเงียบกริบ 

    ราวกับพงไพรกำลังกลั้นหายใจต่อหน้าผู้ที่มาเยือน

    แซ่ก...

    พุ่มไม้เบื้องหน้าสั่นไหว อคินกระชับดาบเล่มเขอะสนิมด้วยสัญชาตญาณ 

    โบ้แยกเขี้ยวขู่คำรามต่ำจนขนคอลุกเกรียว เสียงคำรามของมันไม่ได้ดุดันเหมือนทุกที แต่มันคล้ายเสียงเตือนภัย

    เงาสีเหลืองทองพาดกลอนก้าวออกมาจากม่านหมอกอย่างเชื่องช้า... 

    ทองดี ร่างของเสือโคร่งขนาดมหึมาดูทรงอำนาจกว่าครั้งไหน ๆ และบนกิ่งไม้เหนือศีรษะ 

    เงาสีดำทมิฬทิ้งตัวลงมาอย่างไร้เสียง... อัคคี ทั้งสองไม่ได้กางเล็บขู่ 

    แต่กลับยืนนิ่งด้วยท่วงท่าที่ดู... นอบน้อมอย่างประหลาด 

    "เจ้าไม่พักล่ะ อคิน... ยัยแมวนั่นบอกว่าเจ้าต้องพักนะ" 

    อัคคีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก แววตาสีอำพันสั่นไหวเมื่อจ้องมองร่างที่ดูซูบซีดของอคิน

    "ยัยแมว? หมายถึงบัวลอยเหรอ?" 

    อคินขมวดคิ้วสงสัย

    ทองดีไม่ได้ตอบคำถามนั้น 

    เขาเพียงแค่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนอคินสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากลมหายใจของสัตว์ร้ายที่รินรด 

    "เจ้าไปพักเถอะ... ป่าแถบนี้ยังมีขยะสงครามซ่อนตัวอยู่ ข้ากับอัคคีจะล้างพวกอสูรลิงที่เหลือเอง"

    "พวกนายเห็นผมเป็นคนอ่อนแอขนาดนั้นเลยเหรอ?" 

    อคินยกดาบขึ้นพาดบ่า แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบแต่ดุดันแบบที่นักล่ารัตติกาลควรจะเป็น 

    "ในเมื่อผมตื่นมาแล้ว 8 ชั่วโมงนี้มันต้องคุ้มค่า คืนนี้ผมจะไม่ฝืน... ผมจะคอยระวังหลังและใช้สกิล [ปฐมพยาบาล] ให้พวกนายเอง โอเคไหม?"

    ทองดีและอัคคีสบตากันครู่หนึ่ง แววตาของพวกมันสื่อสารกันด้วยภาษาอสูรที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจ ก่อนจะยอมก้มหัวลงต่ำ 

    "ถ้าเช่นนั้น... ตามที่เจ้าปรารถนา ท่านอัศวิน"

    ตลอดคืนนั้น อคินรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วราวกับไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อ 

    เขาเปลี่ยนหน้าที่จากแนวหน้ามาเป็นผู้สนับอยู่ข้างหลัง ร่วมกับจูเลีย มายา และบัวลอย

    ขณะเดียวกัน เมื่อเขาจดจ่อกับการสนับสนุนทีม 

    เขาก็สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของอสูรลิงในเงามืดได้ก่อนที่โบ้จะส่งเสียงขู่เสียด้วยซ้ำ 

    ทุกครั้งที่เขาใช้ [ปฐมพยาบาล] แสงสีส้มอ่อนที่ออกมาจากฝ่ามือของเขานั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด 

    มันไม่ใช่แค่การรักษาแผล แต่มันเหมือนการส่งผ่าน 'ไออุ่น' จากดวงวิญญาณหนึ่งสู่อีกดวงหนึ่ง

     

     

    [10 พฤษภาคม]

    [ระดับพลังงานจิตวิญญาณ: 58%] 

     

    โฮกกกก!

    โทรลล์ถ้ำ ร่างยักษ์ผิวสีเทาตะปุ่มตะป่ำเหวี่ยงท่อนซุงขนาดคนโอบเข้าใส่กลางวง 

    อคินไม่ได้หลบด้วยความตื่นตระหนก เขากลับรู้สึกว่าเวลาช้าลงหนึ่งจังหวะ 

    เสียงหัวใจที่เต้นเนิบนาบในอกบอกให้เขาก้าวไปทางขวาเพียงเล็กน้อย

    'ย่างสามศอก' สกิลใหม่ที่ระบบมอบให้ทำให้ร่างกายของเขาดูพร่าเลือนหายไปจากจุดเดิม 

    ทิ้งไว้เพียงเงาจาง ๆ ที่โทรลล์ฟาดผ่านอากาศไป

    "โบ้! ชนมัน!"

    ตูม! โบ้ในร่างเกราะหนังพุ่งเข้าใส่หน้าแข้งของโทรลล์ด้วยสกิล [โล่กระแทก] 

    แรงปะทะทำให้กระดูกหน้าแข้งอสูรร้ายแตกละเอียด 

    วินาทีที่มันเสียหลัก ทองดีกระโจนเข้างับลำคอหนาเตอะของมันด้วยแรงมหาศาล 

    ขณะที่อัคคีพุ่งจากเงามืดไต่ขึ้นบนหลังและใช้กรงเล็บอาบยาพิษเจาะเข้าที่ดวงตาของมันพร้อมกัน

    อคินทะยานขึ้นกลางอากาศ เขารู้สึกเบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก 

    ดาบสนิมเขรอะในมือดูเหมือนจะยาวขึ้นชั่วขณะภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง 

    เขาปักดาบลงกลางกระหม่อมของโทรลล์อย่างแม่นยำ ไม่มีความต้านทานจากกะโหลกหนา ๆ ราวกับเขาฟันลงบนเต้าหู้

    ในคินนี้อคินเริ่มเข้าสนับสนุนทีมด้วยการสร้างความเสียหายมากกว่าการคอยปฐมพยาบาล

    ทำให้ทีมรุกคืบเข้าไปยังจุดตกสำรวจได้ไกลขึ้นอีก

     

     

    [11 พฤษภาคม]

    [ระดับพลังงานจิตวิญญาณ: 80%] 

    [แจ้งเตือน: สกิล 'หยิบยืมพลัง' พร้อมใช้งาน]

     

    การออกล่าร่วมกับปาร์ตี้ในคืนนี้

    อคินฟื้นเกือบจะตัวเต็มที่แล้ว เขาจึงเปลี่ยนการจากสนับสนุนเข้าไปช่วยปะทะอย่างเต็มตัว 

    ในวันนี้พวกเขาตรวจพบรังขนาดใหญ่ของฝูงหมาป่าทมิฬกลุ่มสุดท้าย 

    ฝูงหมาป่าทมิฬนับร้อยตัวล้อมกรอบพวกเขาไว้ในหุบเขาอับลม ดวงตาสีแดงนับร้อยคู่จ้องเขม็ง 

    อคินยืนอยู่ใจกลางวงล้อม เขาไม่รู้สึกถึงความกลัว... 

    ความจริงแล้ว เขาแทบไม่รู้สึกถึง 'ความรู้สึก' ใด ๆ ที่เป็นมนุษย์อีกต่อไป เหลือเพียงความนิ่งสงบที่สยดสยอง

    "บัวลอย... จับพวกมันซะ"

    บัวลอยสะบัดหางเพียงครั้งเดียว [เงาพันธนาการ] แผ่ขยายออกไปทำให้พื้นดินกลายเป็นวังวนสีดำ 

    ขาของฝูงหมาป่าถูกยึดติดกับพื้นดินอย่างแน่นหนา 

    อคินเริ่มเคลื่อนไหว เขาไม่ได้เดิน แต่เขา 'ลื่นไหล' ไปตามช่องว่างด้วยท่วงท่าที่ดูคล้ายสัตว์สี่เท้าที่ยืนด้วยสองขา 

    " [ฟาดฟัน] !"

    ดาบของเขาสะบั้นหัวพวกมันตัวแล้วตัวเล่าด้วยความเร็วที่ดวงตามนุษย์มองไม่ทัน

    ทุกครั้งที่เขาปลิดชีพศัตรู อคินรู้สึกว่าร่างกายของเขา 'เบา' ขึ้นเรื่อย ๆ 

    ความเจ็บปวดที่เคยมีตอนตื่นหายไปแทนที่ด้วยความคล่องตัวที่น่าประหลาดใจ 

    ราวกับว่าเขาไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว... แต่ใช้ 'ความปรารถนา' ในการพุ่งไปข้างหน้า

    'ทำไมพลังมันถึงเพิ่มขึ้นล่ะ?' 

    เขาคิดในใจ แต่ความโกลาหลเบื้องหน้าทำให้เขาไม่มีเวลาหาคำตอบ 

    พวกเขาจัดการฝูงหมาป่าจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องอัญเชิญ 'ยักษ์' ออกมาด้วยซ้ำ

     

     

    [12 พฤษภาคม]

    [ระดับพลังงานจิตวิญญาณ: 100%] 

     

    อคินนั่งอยู่บนซากของหมูป่ายักษ์ขนาดเท่ารถบรรทุก 

    รอบข้างคือเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังกัดกินซากศัตรูเพื่อฟื้นฟูพลัง 

    มีเพียงบัวลอยที่ยังคงนั่งเลียอุ้งเท้าอย่างสง่างามและจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าที่แมวตัวหนึ่งจะมีได้

    เขายกมือขึ้นบังแสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้ 

    แสงสีนวลนั้นทะลุผ่านฝ่ามือของเขาไปเล็กน้อยจนเขามองเห็นเงาของซากหมูป่าเบื้องล่างผ่านเนื้อหนังของตนเอง

    "แปลกแฮะ..." 

    อคินพึมพำพลางกำมือแน่น 

    "สู้ติดต่อกันสามคืน ไม่ได้กิน ไม่ได้พัก... แต่ทำไมยิ่งสู้ ฉันยิ่งรู้สึกว่าพลังมันเอ่อล้นออกมา? เหมือนกับว่าร่างกายนี้มัน... ไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากความมืด"

    เขาลองหยิบขนมปังแห้ง ๆ ออกมาจากกระเป๋าแล้วกัดเข้าไปหนึ่งคำ 

    รสชาติของมันจืดชืดเหมือนกระดาษที่ไร้รสสัมผัส 

    เขาเคี้ยวและกลืนมันลงไป... แต่มันเหมือนกับความว่างเปล่าที่กลืนกินความว่างเปล่า 

    เขาไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันที่ตกลงสู่กระเพาะอาหารเลยแม้แต่น้อย

     

    [นั่นเพราะนายแข็งแกร่งขึ้นไงอคิน... ฉันบอกแล้วว่าฉันดูแลนายดีกว่าใคร]

     

    หน้าต่างระบบเด้งขึ้นมาทันที ข้อความนั้นปรากฏขึ้นรวดเร็วเหมือนกำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากคำถามในใจของเขา

     

    [แต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 15 นาที...] 

    [พลังงานของนายเหลือน้อยเกินไปแล้ว กลับไปพักเถอะนะ... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป]

     

    "สายเกินไป? แกพูดเหมือนฉันจะตายงั้นแหละ" 

    อคินหัวเราะร่วนพลางลุกขึ้นยืน เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตพนักงานออฟฟิศที่เคยหลังขดหลังแข็ง 

    "เออ ๆ รู้แล้วน่า กลับบ้านกันพวกเรา! พรุ่งนี้ค่อยมาต่อ!"

    อคินผิวปากเรียกทีม โบ้พุ่งเข้ามาหาเขาเป็นตัวแรก 

    ตามด้วยอัคคีและทองดีที่เดินขนาบข้าง 

    เหล่านักล่าแห่งสอยดาวจ้องมองแผ่นหลังของผู้นำมนุษย์ของพวกเขา... 

    แต่ในสายตาของอสูรระดับสูงเหล่านั้น สิ่งที่พวกมันเห็นไม่ใช่พนักงานออฟฟิศในชุดขาดรุ่งริ่งที่สวใทับก้วยเกราะหนัง

    แต่พวกมันเห็น 'ดวงวิญญาณสีฟ้าที่กำลังลุกโชน' ซ้อนทับอยู่ในร่างที่ค่อย ๆ จางลงทีละน้อย 

    กลิ่นอายของอคินในตอนนี้ไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์อีกต่อไป 

    แต่มันคือกลิ่นของ 'พญายักษ์' ที่น่าเกรงขามจนแม้แต่เสือโคร่งระดับจ้าวป่ายังต้องสยบหัวใจ

    ทองดีมองดูเงาของอคินที่ทอดลงบนพื้นดิน... 

    เงาของเขามันช่างสั้นและเบาบางจนเกือบจะหายไป ทั้งที่ดวงจันทร์ยังคงส่องสว่างอยู่กลางหัวพอดี

    เมื่อกลับมาถึงที่พักอคินก็ทิอ้งตัวลงนอนรอหมดเวลาการเชื่อมต่อเช่นเคย

     

    [ระยะเวลาคงเหลือ: 00:00:01] 

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

    ร่างกายของอคินที่กำลังก้าวเดินอยู่ทรุดวูบลงกลางคัน ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีจางซึมลงสู่พื้นดิน 

    ทิ้งไว้เพียงกองเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ไร้เจ้าของ ดาบสนิมเขรอะร่วงกระแทกพื้นดัง เคร้ง! 

    ท่ามกลางกองเสื้อผ้านั้น มีบางสิ่งที่กระดุกกระดิกอยู่ใต้ผ้าเชิ้ตสีขาวที่เลอะโคลน 

    โบ้เดินเข้าไปคาบกองชุดเหล่านั้นไว้อย่างชำนาญ ขณะที่บัวลอยกระโดดลงไปขดตัวนอนทับกองเสื้อผ้านั้น 

    ปลอบประโลมวิญญาณที่กลับคืนสู่ร่างที่แท้จริง

    "อีกไม่นาน... เขาจะรู้ความจริง" 

    อัคคีพึมพำพลางมองดูละอองแสงที่หายไปในกองผ้า

    "ตราบใดที่เขายังมีความสุขในฐานะอัศวิน... ข้าก็จะช่วยยัยแมวนั่นปกปิดต่อไป" 

    ทองดีตอบกลับ เสียงคำรามต่ำของมันหายไปในลมหนาวของป่าสอยดาว 

    ทิ้งไว้เพียงความลับที่อคินไม่มีวันได้ยิน