เมื่อนักล่าผู้ใช้การโจมตีระยะไกลทั้งหมดขึ้นมาด้านบนของกำแพงเมืองไวท์ชาโดว์เดินขึ้นมาจนครบแล้ว นักล่าที่ยืนอยู่บนกำแพงมีอยู่ประมาณสองถึงสามร้อยคนจากจำนวนนักล่าทั้งหมดในเมืองไวท์ชาโดว์ที่มีอยู่ประมาณสองพันกว่าคน ทั้งหมดเป็นนักล่าระดับทองขึ้นไปเท่านั้นที่จะโจมตีจากระยะสองถึงสามกิโลเมตรได้ ถ้าเป็นนักล่าที่ระดับต่ำกว่านี้นั้นพลังเวทที่ปล่อยออกมาจะไม่มีกำลังมากพอที่จะทำอะไรสัตว์อสูรจากระยะไกลขนาดนี้ได้เลย
สำหรับเจ้าเมืองของเมืองไวท์ชาโดว์นั้น มีชื่อว่า โนเอล วาร์สไตร์มไฮม์ เป็นน้องสาวของอีริกผู้จัดการสาขาของสมาคมนักล่าอสูร โดยเธอนั้นเป็นหญิงสาวแสนสาวราวกับภาพวาด ซึ่งถ้าดูจากอายุแล้วเหมือนหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆเท่านั้นเอง แต่เมื่อเธอนั้นมีศักดิ์เป็นถึงเจ้าเมืองก็สามารถทำให้คาดเดาได้ถึงความสามารถของเธอเลยทีเดียว และอายุของเธอก็คงไม่น้อยอย่างแน่นอน เรือนผมสีม่วงแดงให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา ที่ใต้ดวงตาข้างซ้ายมีปานรูปดาวสีฟ้าดวงเล็กๆเรียงกันอยู่สามดวง เธอสวมชุดรัดรูปด้วยหน้าอกหน้าใจที่ล้นทะลักออกมาจากชุดที่ดูรัดรูปนั้นดูแล้วเซ็กซี่เป็นอย่างมาก ชุดที่เธอสวมใส่ยังเผยให้เห็นถึงหน้าท้องที่แบนราบ เธอยืนอยู่เคียงข้างกับพี่ชายของเธออยู่ด้านบนของกำแพงเมือง และเธอยังเป็นนักล่าระดับไดม่อนหนึ่งดาวในจำนวนนักล่าระดับไดม่อนทั้งหมดหกคนที่อยู่ภายในเมืองไวท์ชาโดว์อีกด้วย
ตระกูลวาร์สไตร์มไฮม์ของอีริกและโนเอลนั้น ปกครองเมืองไวท์ชาโดว์มาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน พวกเขาเป็นเพียงตระกูลชั้นสูงตระกูลเดียวของเมืองไวท์ชาโดว์ และเมื่อมาถึงรุ่นของอีริกและโนเอลก็ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเลยทีเดียว ตระกูลวาร์สไตร์มไฮม์ของพวกเขานั้นไม่เพียงแค่ปกครองเมืองไวท์ชาโดว์นั้น แต่ยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจของเมืองอีกด้วย โรงแรมสายลมสีขาวที่พวกอิกนัสไปพักก็เป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลวาร์สไตร์มไฮม์ด้วย
ในส่วนของนักล่าที่ระดับต่ำกว่าลงไปหรือนักล่าสายประชิดตัวที่มีระดับทองขึ้นไป ก็กำลังเตรียมที่จะจัดรูปขบวนอยู่ด้านนอกกำแพงเมืองกันอยู่ ซึ่งก็รวมไปถึงอิกนัสและพรรคพวกด้วย โดยที่ว่าถึงจะอยู่นอกกำแพงแต่พวกเขาก็ยังคงอยู่ในม่านพลังป้องกัน
นักล่าที่อยู่ตรงนี้นั้นจะจัดรูปขบวนเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียงกันเป็นชั้นๆตามระดับของพลังชีวิต โดยตั้งแต่ชั้นนอกสุดจะเป็นนักล่าระดับไดม่อนที่นำโดย เซเบล ฟรอนเทียร์ และสลัคม่า ออสโลว์ รองผู้จัดการสาขาของสมาคมนักล่าอสูรและผู้จัดการสาขาขององค์กรนักล่าอาหารของเมืองไวท์ชาโดว์ ซึ่งเป็นนักล่าระดับไดม่อนหนึ่งดาวทั้งคู่ ชั้นถัดๆลงมาก็เป็นชั้นของนักล่าระดับแพทตินั่ม ทอง เงิน ทองแดงและด้านหลังสุดจะเป็นนักล่าระดับเหล็ก ซึ่งพวกอิกนัสจะอยู่เยื้องไปทางขวาของชั้นของนักล่าระดับเงิน โดยทุกคนนั้นจะยืนกระจายๆกันอยู่หลวมๆตามรูปสามเหลี่ยมโดยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มนักล่าของตัวเอง
“เอาหล่ะปิดประตูเมืองได้” เสียงของอีริกดังขึ้นอย่างทรงพลัง เขาสั่งปิดประตูเมืองทันทีที่ถึงเวลาที่กำหนดไว้
ยามที่พระอาทิตย์ขึ้นตรงกลางศีรษะบ่งบอกว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว ประตูเมืองฝั่งทิศตะวันตกจึงปิดลง เหล่านักล่าที่อยู่ด้านนอกของกำแพงเมืองต่างนั่งล้อมวงกินอาหารกันอย่างเงียบสงบ ทุกๆคนต่างอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย จะกดดัน หวาดกลัว หรือแม้แต่สิ้นหวังก็ตาม
อิกนัสนั้นนั่งลงกินอาหารพร้อมกับเพื่อนของเขาทั้งสองคน พวกเขาต่างไม่พูดจาอะไรกันเพียงได้แต่กินอาหารอย่างเงียบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พวกเขาจะได้รับประทานหรือไม่? พวกเขาก็ไม่อาจที่จะรู้ได้ แต่ที่รู้ได้ก็คือถ้าไม่สู้พวกเขาจะต้องพ่ายแพ้และตายไปอย่างแน่นอน
ในขณะที่นั่งกินอาหารอยู่พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของผืนแผ่นดิน นักล่าทุกคนรับรู้ได้ว่าการต่อสู้กับสัตว์อสูรกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
เมื่อนักล่าทุกคนกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เตรียมจัดกระบวนทัพรับศึกกับสัตว์อสูรที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง
อิกนัสที่อยู่ภายในขบวนทัพ ก็นำหมาป่าสีเลือดหรือเจ้าเบลซและกิเลนจันทราหรือเจ้าแบล็คสัตว์อสูรที่อิกนัสได้มาจากการฟักไข่เมื่อวานนี้ออกมาร่วมต่อสู้กับเขาด้วย กิเลนจันทราในวัยเด็กนั้นตัวเท่ากับสุนัขที่ตัวใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง
นักล่าในบริเวณนั้นก็สังเกตเห็นถึงชายหนุ่มผมสีเงินในชุดสีดำในทันทีที่นำสัตว์อสูรออกมา พวกเขาก็มองออกได้ทันทีเลยว่าอิกนัสนั้นเป็นผู้ควบคุม เพียงแต่ว่าระดับชีวิตที่พวกเขามองเห็นจากตัวของชายหนุ่มคนนั้นยังคงต่ำเกินไป ถ้าระดับชีวิตสูงขึ้นมากกว่านี้ก็คงช่วยอะไรพวกเขาได้มากไปกว่านี้ ถ้ามีเวลาให้ชายหนุ่มคนนี้ฝึกฝนมากกว่านี้ก็คงเป็นกำลังในการต่อสู้กับกองทัพสัตว์อสูรได้บ้างไม่มากก็น้อย
ซึ่งภายในกลุ่มนักล่าที่เตรียมต่อสู้อยู่ด้านหน้าของกำแพงเมืองก็มีผู้ควบคุมอยู่บ้างประปราย มีหลายคนที่เป็นผู้ควบคุมระดับสูง แต่ก็ไม่มีใครเลยที่เป็นผู้ควบคุมระดับแพทตินั่มหรือไดม่อน และเมื่อเทียบกับจำนวนสัตว์อสูรที่บุกมาในครั้งนี้นั้น แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย
สำหรับผู้ควบคุมนั้น ความแข็งแกร่งของระดับชีวิตนั้นก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะจะทำให้สามารถควบคุมสัตว์อสูรระดับสูงขึ้นไปได้อีก และยังมีจำนวนสัตว์อสูรที่สามารถควบคุมได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับระดับชีวิตและพลังใจในการควบคุมสัตว์อสูร
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้อิกนัสนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ในการควบคุมสัตว์อสูรแต่อย่างใด สำหรับเขานั้นแค่เพียงเขามีระดับพลังชีวิตที่สูงขึ้นก็จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้มากขึ้น และเมื่อทำการเปลี่ยนสัตว์อสูรที่สังหารได้เป็นการ์ดเขาก็จะควบคุมสัตว์อสูรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เหมือนกับผู้ควบคุมคนอื่นๆที่จะต้องใช้พลังใจที่เหนือกว่าในการกำราบสัตว์อสูรให้อยู่ภายใต้พันธะสัญญา เพียงแค่เขาไม่ตายไปในการต่อสู้ครั้งนี้เขาก็จะสามารถเป็นผู้ควบคุมที่แข็งแกร่งได้ในอนาคต
“ฟิ้ว...ฟิ้ว...”
ในตอนที่เห็นกองทัพสัตว์อสูรอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกเขา ที่บนท้องฟ้านั้นก็ปรากฏเส้นแสงสีต่างๆกันโบยบินมาจากทางกำแพงเมืองราวกับแสงสีของงานเฉลิมฉลองดูแล้วอลังการเป็นอย่างยิ่ง
เหล่านักล่าที่อยู่บนกำแพงเริ่มโจมตีด้วยเวทมนตร์จากระยะไกล เมื่อเห็นสัตว์อสูรเข้ามาอยู่ในระยะโจมตีของพวกเขาแล้ว
สำหรับนักล่าที่อยู่ด้านล่างนั้นพวกเขามองออกไปก็เห็นกองทัพสัตว์อสูรที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กำลังพุ่งตรงมาที่กำแพงที่พวกเขาอยู่
สัตว์อสูรที่โดนเวทมนตร์โจมตีจากระยะไกลต่างล้มตายราวกับใบไม้ร่วง เวทมนตร์ต่างๆฉีกกระชากร่างของสัตว์อสูรที่อ่อนแอจนกลายเป็นเศษเนื้อจนแยกไม่ออกว่าตัวอะไรเป็นตัวอะไร แต่สัตว์อสูรที่ตายไปก็เป็นส่วนน้อยจากกองทัพขนาดใหญ่ที่บุกเมืองไวท์ชาโดว์
ส่วนที่ตายก็ตายไป ส่วนที่ยังอยู่ก็ยังคงวิ่งห้อตระบึงเข้าไปเรื่อยๆ สัตว์อสูรที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันอยู่แล้วเหยียบย่ำเศษซากของพวกพ้องมุ่งหน้าเข้าหากำแพงเมืองอย่างไม่ลดละ
“โจมตีต่อไปอย่าหยุด พวกเราจะหยุดก็ต่อเมื่อสังหารพวกมันสิ้น” เมื่อเห็นจำนวนที่เหมือนจะไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยของกองทัพสัตว์อสูร อีริกที่เป็นผู้บัญชาการทัพนักล่าในครั้งนี้ก็ออกคำสั่งให้นักล่าที่อยู่บนกำแพงเมืองโจมตีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
3000 เมตร...
2500 เมตร...
2000 เมตร...
ระยะห่างระหว่างกองทัพสัตว์อสูรกับกำแพงเมืองไวท์ชาโดว์ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ นักล่าที่อยู่บริเวณหน้ากำแพงเมืองมองดูด้วยความวิตกกังวล แต่ภายในหัวใจของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ที่จะพ่ายแพ้
เวทมนตร์แขนงต่างๆจากด้านบนของกำแพง สาดซัดลงมาที่กองทัพสัตว์อสูรอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อหวังว่าจะฆ่าได้เพิ่มมากขึ้นสักตัวก็ยังดี เพื่อที่จะลดภาระของนักล่าที่อยู่แนวหน้าลงได้บ้าง
ที่บนท้องฟ้าก็มีสัตว์อสูรประเภทบินได้คอยโจมตีลงมาอยู่มากมายแต่ก็ไม่อาจที่จะผ่านม่านพลังป้องกันของเมืองไปได้ แต่ถ้ายังคงมีการโจมตีอย่างนี้มาเรื่อยก็มีรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ม่านพลังจะต้านทานไว้ได้
ผู้คนภายในเมืองมองดูการสั่นสะเทือนของม่านพลังอย่างวิตกกังวล เมื่อไหร่ที่ม่านพลังแตกออก พวกเขาก็คงไม่พ้นเป็นเหยื่อของเหล่าสัตว์อสูรเป็นแน่ เหล่าผู้ภายในเมืองไวท์ชาโดว์ต่างสวดมนต์ภาวนาเพื่อหวังให้ทวยเทพที่พวกเขานับถือปกปรักคุ้มครองพวกเขาให้อยู่รอดปลอดภัย
1500 เมตร…
1000 เมตร...
ระยะห่างค่อยๆลดลงเรื่อยๆ พร้อมกับกองซากศพของสัตว์อสูรที่อยู่ตามรายทางที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ไม่อย่าที่จะหยุดยั้งจำนวนที่มากมายของกองทัพสัตว์อสูรเอาไว้ได้ และส่วนใหญ่ที่ตายไปก็เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำๆเท่านั้น สัตว์อสูรระดับสูงยังไม่แม้แต่จะโผล่มาให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรระดับไดม่อนทั้งสี่ตัวที่เป็นเสมือนผู้นำกองทัพสัตว์อสูรในครั้งนี้
“พวกเราเตรียมตัวให้ดีหล่ะกองทัพสัตว์อสูรใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว” เสียงของสลัคม่า ผู้จัดการสาขาขององค์กรนักล่าอาหารประจำเมืองกล่าวขึ้น
นักล่าทุกคนเต็มไปด้วยความตรึงเครียด มือที่จับอาวุธอยู่เกร็งจนเห็นเส้นเลือด บ้างมือไม้สั่นเต็มไปด้วยความหวดกลัว แต่ก็เป็นเฉพาะกับนักล่าระดับต่ำๆ ส่วนนักล่าระดับสูงนั้นส่วนใหญ่เคยผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายมามากแล้วทำให้พอที่จะความคุมสติเอาไว้ได้
900 เมตร...
800 เมตร...
ระยะทางที่ใกล้จนมองเห็นสัตว์อสูรกำลังวิ่งเข้าใส่พวกเขา พร้อมกับพื้นแผ่นดินที่สั่นสะเทือนเพราะการเคลื่อนที่ของกองทัพสัตว์อสูร แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะก้าวออกไป เพราะสัตว์อสูรยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในแนวปะทะของพวกเขา
700 เมตร...
600 เมตร...
“ทุกคนเตรียมพร้อมอย่าให้พวกสัตว์อสูรเข้าไปทำร้ายครอบครัวของพวกเราได้” เซเบล รองผู้จัดการสาขาของสมาคมนักล่าอสูรกล่าวขึ้นมา ในตอนที่สัตว์อสูรอยู่ใกล้จนพวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกมัน
นักล่าที่อยู่ตรงนั้นกำอาวุธในมือไว้มั่น เพียงแค่รอสัญญาณจากผู้นำของพวกเขาก็พร้อมที่จะฟาดฟันกับเหล่าสัตว์อสูรที่จะเข้ามา สำหรับเหล่านักล่าที่มาร่วมป้องกันเมืองนั้น ไม่เหมือนกับเหล่าทหารหาญ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อเมืองแห่งนี้ ไม่ได้ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีบ้าบออะไรพวกนั้นพวกเขานั้นไร้ระเบียบวินัย มองดูแล้วคล้ายกลุ่มอันธพาลด้วยซ้ำไป พวกเขาบางคนมาก็เพราะคนในครอบครัวอยู่ภายในเมือง บางคนก็มาเพราะหวังเงินทอง แต่ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เมื่อถึงคราวที่จะต้องต่อสู้พวกเขาก็จะสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น
“อิกนัสเจ้าเคยถามความเห็นของข้าเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตใช่หรือไม่ ข้าว่าข้าได้คำตอบให้เจ้าแล้วล่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าด้วยนั่นแหละนะ” เสียงอันไพเราะของริโอมังกรสาวผู้พิทักษ์ของอิกนัสดังขึ้นภายในหัวของอิกนัส ท่ามกลางความเงียบงันอันตึงเครียดที่เหล่านักล่าทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการสู้รบที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
“เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตเหรอ? ตอนนี้นะหรือจะหาได้จากไหนกันล่ะริโอ? หรือว่าจะ…” อิกนัสอุทานพร้อมกับคิดตามคำพูดของผู้พิทักษ์สาว
“ใช่แล้วอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ก็จากสัตว์อสูรที่บุกกเมืองในครั้งนี้อย่างไงล่ะ เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถทำได้หรือไม่อิกนัส?”
“แน่นอนอยู่แล้ว แล้วเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ริโอบอกมันมีสามารถอะไร? และหาได้จากสัตว์อสูรตัวไหนกันล่ะ?”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน เมล็ดพันธุ์ที่ข้าคิดว่าเหมาะสำหรับเจ้าในตอนนี้หาได้จากสัตว์อสูรแมงมุมครึ่งปีศาจยังไงล่ะ สัตว์อสูรระดับเงินสี่ดาวที่อยู่ภายในกองทัพสัตว์อสูรที่บุกเมืองในครั้งนี้” ริโอกล่าวเสียงเรียบขึ้นภายในหัวของอิกนัส