บรรยากาศกลางลานเทศกาลอาหารแปรเปลี่ยนจากความตึงเครียดระทึกขวัญ กลายเป็นภาพสมานฉันท์อันน่าขบขันอย่างที่สุด เมื่ออดีตหัวโจกแก๊งอันธพาลคุมตลาดอย่าง พี่ใหญ่สง เดินหน้าแดงแก้มปริเข้ามากุมมือหลินเสี่ยวฟานไว้แน่น ดวงตาบากยาวเต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนยอมรับนับถือลึกซึ้ง
“พี่ใหญ่เสี่ยวฟาน! ข้าและพี่น้องแก๊งขวานซิ่งตาไม่มีแวว เกือบจะทำลายร่องรอยสวรรค์ของท่านเสียแล้ว!” พี่ใหญ่สงประกาศลั่นพร้อมคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าฝูงชน “ต่อจากนี้ไป... พวกเราขอมอบกายถวายชีวิต ผันตัวมาเป็น ‘กองกำลังพิทักษ์สำนักไหมฟ้า’ คอยคุ้มกันรถศึกเสบียงสวรรค์ของท่านชั่วนิรันดร์! ใครหน้าไหนกล้ามาเบี้ยวแถว หรือมาทำลายร้านน้ำปั่นและขนมสายไหมของท่าน พวกข้าจะสับมันด้วยขวานให้เละ!”
“โอ้โห... พลิกแพลงกลยุทธ์จากเจ้าหนี้กลายเป็นเบ๊คุ้มครองร้านซะงั้น!” นายน้อยกู้ (กู้เทียนเหว่ย) ที่แอบดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ตลึงในศาสตร์แห่งการเจรจาแกมกวนประสาทของเสี่ยวฟาน
หลินเสี่ยวฟานยืดอกกอดอก ยักคิ้วข้างซ้ายให้คนทั้งโลก วาดยิ้มมุมปากขี้โกงอย่างผู้เหนือกว่า “ฮ่า ๆ ๆ! ดีมากพี่ใหญ่สง! ในเมื่อพวกท่านกลับใจ สำนักไหมฟ้าก็ยินดีต้อนรับ ส่วนเรื่องหนี้สินวัตถุดิบ 20 ตำลึงเงินนั้น... ข้าจะหักลบกลบหนี้จากค่าน้ำปั่นและขนมหวานที่พวกท่านจะมาขอดูดฟรีวันละแก้วสองแก้วก็แล้วกัน! วิน-วิน กันทั้งสองฝ่าย!”
การจัดตั้งกลุ่ม "ผู้พิทักษ์น้ำปั่น" ทำให้แผงรถเข็นสีแดงของเสี่ยวฟานมีบารมียิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นมาทันที นักเลงโตพวกนี้คอยทำหน้าที่จัดระเบียบแถวลูกค้าอย่างเข้มงวด และใช้กำลังพละกำลังช่วยแบกขนส่งผลไม้ป่าสด ๆ เกรดพรีเมียมจากยอดเขามาให้แผงของเขาฟรี ๆ ทุกวัน เสี่ยวฟานยืดอกขิงนายน้อยกู้ทันที “เห็นไหมล่ะเจ้าน้อยกู้... เงินทองหาเมื่อไหร่ก็หาได้ ขาดทุนตัวเลขช่างมัน แต่บารมีและหน้าตาของข้าตอนนี้ มีแก๊งนักเลงโตคอยยืนคุ้มกัน คอยกางร่มให้ เกียรติยศข้าพุ่งทะยานทะลุฟ้าโว้ยยย!”