6 ปีผ่านไป…
เช้าตรู่บนยอดเขาเหมันต์ แสงแดดอ่อนๆ ทาบลงบนลานหิมะอันกว้างใหญ่ ลมเย็นๆพัดพาเกล็ดอะอองหิมะปลิวว่อนไปในอากาศราวฝูงผีเสื้อน้อยสีขาวบินตอมกันไปมา กลิ่นจางๆของชาหอมหมื่นลี้ลอยออกมาจากตำหนักดอกเหมย ที่ยังคงเงียบสงบเหมือนดังเช่นทุกวัน เสียงใสๆของกระดิ่งลมแก้วที่สั่นไหวฟังแล้วชวนให้รู้สึกได้ถึงความสงบ เยือกเย็น
ราชามันตราและราชินีมันปนิตา ซึ่งพระนามเดิมคือ “ไป๋เหยียนจื่อ” แต่ได้เปลี่ยนพระนามใหม่เพื่อเข้าราชสกุล “มัน” ตามพระราชนิยมแห่งราชวงค์ทางฝ่ายของพระสวามี ทั้งสองทรงช่วยกันจูงพระราชโอรสองค์โต “มันตริน” และอุ้มพระราชธิดาองค์รอง “มันฑนา” เดินฝ่าหิมะไปยังตำหนักดอกเหมย ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ดอกเหมยสีชมพูอ่อนที่กำลังบานสะพรั่ง
“เสด็จแม่ลูกจะเดิน…” มันฑนาเริ่มงอแง ทำให้ผู้เป็นมารดาต้องวางลูกน้อยลงบนพื้นไม้หน้าตำหนัก
ในวันนี้ ความเงียบสงบนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะคิกคักและฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่งไปมาราวกับลูกกระต่ายสองตัว
"พี่มันตริน! รอน้องด้วยสิ!" เสียงเล็กแหลมของ มันทนา พระราชธิดาองค์รองวัยสามขวบร้องตามพี่ชาย ขณะที่วิ่งต้วมเตี้ยมไล่ตามพี่ชายบนระเบียงไม้ จนเปียคู่ที่ประดับดอกเหมยเล็กๆเอาไว้ แกว่งไปมาตามจังหวะก้าวน้อยๆของเธอ
"ถ้าตามทัน พี่จะให้กินขนมดอกเหมยของเสด็จยายเพิ่มอีกหนึ่งก้อน!" มันตริน พระราชโอรสองค์โตวัยห้าขวบหันมายิ้มกว้าง ดวงตากลมใสเปล่งประกายซุกซน เขาวิ่งหลบหลังเสา หัวเราะเบาๆ ราวกับกำลังเล่นซ่อนหา
เบื้องหลังเด็กน้อยทั้งสองคือราชามันตราและพระราชินีมันปนิตา ที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินตามมาอย่างเย็นพระทัย
"สองคนนี้... เพิ่งมาถึงก็วิ่งวุ่นเสียแล้ว" พระราชินีกล่าวยิ้มๆ พลางมองลูกทั้งสองวิ่งไล่กันจนพวงผมและชายเสื้อคลุมสั้นปลิวไสว
พอเด็กทั้งคู่วิ่งมาถึงห้องโถงใจกลางตำหนัก เสด็จยาย ไป๋หานเย่ว์ ซึ่งสวมชุดผ้าขาวและนั่งจิบชาอยู่ เมื่อเห็นหลานตัวน้อยเสด็จยายก็ยิ้มกว้าง กล่าวต้อนรับด้วยความดีใจ "มาแล้วหรือ... หลานยาย… เข้ามาให้ยายหอมแก้มที"
ทันใดนั้น มันทนา ก็วิ่งมาหยุดตรงหน้าเสด็จยาย แหงนหน้าขึ้นยิ้มตาหยี ก่อนจะยื่นมือเล็กๆ จับชายผ้าของเสด็จยาย
"เสด็จยาย… หลานขอกอดหน่อยได้หรือไม่?"
ไป๋หานเย่ว์หัวเราะเบาๆ เอื้อมมือโอบอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา มันทนากอดแน่นราวกับลูกแมวน้อย ก้มหน้าซุกอกผู้เป็นยาย
ส่วนมันตรินก็ก้าวเข้ามาอย่างสุภาพตามที่พระราชบิดาสอน แต่พอเห็นน้องได้กอดก่อน เขาก็เอียงหน้าทำเสียงงอแงเล็กน้อย
"เสด็จยาย หลานก็อยากกอดบ้าง"
"เอ้า! มาๆ เข้ามาให้ยายกอดกันทั้งคู่เลย" ไป๋หานเย่ว์อุ้มมันตรินขึ้นอีกข้างหนึ่ง แม้อ้อมแขนจะเต็ม แต่หัวใจของนางกลับอบอุ่นเต็มล้นยิ่งกว่า
มันฑนาเหลียวไปทางถาดขนมดอกเหมยสีชมพูที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ดวงตาเธอก็เป็นประกาย
มันฑนา: “ขนม…!” เธอคว้าได้ชิ้นหนึ่งแล้วหันมายิ้มหวาน เหมือนจะขออนุญาตแต่ก็กัดไปแล้วครึ่งคำ
ไป๋หานเย่ว์หัวเราะเบาๆ ลูบศีรษะหลานสาวอย่างเอ็นดู
ไป๋หานเย่ว์: “ซนจริงๆ เหมือนแม่เจ้าตอนเด็กๆไม่มีผิด”
มันตรินหันไปทำความเคารพอย่างนอบน้อมต่อเสด็จยาย ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงชิ้นขนมที่ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งจากมือของน้อง
มันตริน: “น้องของพี่…อย่ากินขนมคนเดียวสิ”
มันฑนาย่นจมูกใส่ผู้เป็นพี่ชาย “ก็พี่มัวแต่ชักช้าเองนี่นา”
ทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาแต่รวดเร็วแทรกเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นนี้ ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย ธิดาเทพแห่งสำนักเหมันต์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นองค์หญิงไป๋อวิ๋นเอ๋อ องค์หญิงใหญ่แห่งอาณาจักรเหมันต์ และเป็นพี่สาวแท้ๆ ของพระราชินีมันปนิตา ก้าวเข้ามาอย่างไม่มีใครทันสังเกต
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยสวมชุดคลุมยาวสีขาวปักลายดอกเหมยสีชมพู ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม แต่เมื่อดวงตาของเธอเหลือบมาเห็นสองหลานรัก ความอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความรักก็ฉายชัดขึ้นภายในแววตา
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย : "ไหน…ใครเข้ามาหาป้าก่อน ป้ามีขนมให้เป็นรางวัลนะ"
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยย่อตัวลง ล้วงขนมหวานละอองหิมะจากแขนเสื้อออกมาพลางชูให้เด็กน้อยทั้งสองดู
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย : "นี่คือของรางวัลสำหรับผู้ชนะ!"
มันตรินรีบวิ่งปรู๊ดไปยืนข้างผู้เป็นป้าแล้วยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ
มันตริน : "กระหม่อมถึงก่อน กระหม่อมชนะ!"
แต่ทันใดนั้น มันฑนาก็ทำหน้างอ ย่นจมูกอย่างไม่ยอมแพ้
มันฑนา : "ไม่จริง! หลานก็ถึงเหมือนกัน!"
มันฑนาวิ่งปราดมากอดขาพี่ชาย แล้วฉวยขนมจากมือป้ามาแบ่งครึ่งโดยไม่ลังเลพลางหัวเราะอย่างมีความสุข
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย : "เจ้าตัวเล็กสองคนนี้…ป้าอยู่นี่แล้ว ให้ป้ากอดทีเถอะ"
มันฑนาพุ่งเข้าสู่อ้อมแขนป้าด้วยเสียงหัวเราะสดใส มันตรินตามมาด้วยรอยยิ้มขรึมๆ แต่แววตาเป็นประกายไม่แพ้น้อง
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยอุ้มมันฑนาขึ้นมา แล้วหมุนหนึ่งรอบจนเด็กน้อยหัวเราะเสียงใสดังก้อง จากนั้นก็อุ้มเข้าที่สะเอว ส่วนมืออีกข้างลูบศีรษะมันตรินอย่างเอ็นดู
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย : "เจ้าคนพี่นี่ตัวโตขึ้นเยอะเลย… ใกล้จะเป็นหนุ่มแล้วป้าอุ้มไม่ไหวจริงๆ ดูๆไปเจ้านี่หล่อกว่าเสด็จพ่อของเจ้าเสียอีก"
มันตรินหน้าแดงเล็กน้อย "กระหม่อม…แค่ดูดีใกล้เคียงกับเสด็จพ่อขอรับ"
มันฑนากลั้วหัวเราะ เอื้อมมือแตะผมดำสลวยของป้า
มันฑนา : "ผมของป้าสวยจังเลย"
ด้านหลัง พระราชินีมันปนิตาและราชามันตรายืนมองด้วยรอยยิ้ม ไป๋หานเย่ว์หันกลับไปมองทั้งสองแล้วหัวเราะเบาๆ
ไป๋หานเย่ว์ : "ฝ่าบาท ให้หลานอยู่ที่นี่สักเดือนเถิด จะได้เล่นกับป้าทุกวัน"
มันฑนาเบิกตากว้าง
มันฑนา : "จริงหรือเจ้าคะ!? หลานจะปีนต้นเหมยทุกวันเลย!"
มันตรินรีบเสริม
มันตริน : "ส่วนกระหม่อมจะสร้างป้อมหิมะไว้รอเสด็จพ่อมาเล่นต่อสู้กัน!"
เสียงหัวเราะของทุกคนดังสะท้อนอยู่ภายในตำหนักดอกเหมย กลิ่นหอมของดอกเหมยคลอเคล้าไปกับไอเย็นของหิมะ ทั้งหมดนั้นถูกเก็บไว้ในความทรงจำอันอบอุ่น
เสียงหัวเราะยังไม่ทันจางลง ทันใดนั้น เสียงลมหมุนวนดังขึ้นนอกตำหนัก ประตูไม้สั่นสะท้านเล็กน้อย ก่อนกลุ่มหมอกขาวปกคลุมพื้นห้อง
จากหมอกนั้น ร่างสตรีสูงสง่าในชุดขาวปักลายหิมะปรากฏขึ้น ดวงตาเยือกเย็นราวน้ำแข็งฤดูหนาว นางก็คือนักพรตหญิงเสวียนหานจื่อ เจ้าสำนักเหมันต์
เสวียนหานจื่อ โค้งคำนับ “ฝ่าบาท… หม่อมฉันจำต้องมาด้วยตนเอง เพื่อขอกำลังสนับสนุนติดตามของวิเศษกลับคืน ก่อนที่โลกนี้จะไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวแห่งความสงบ”
ทุกคนหันไปมองเจ้าสำนักเหมันต์ บรรยากาศอันอบอุ่นเหมือนจะหายวับไปในทันทีที่เธอเอ่ยปากออกมา