บรรยากาศรอบตัวที่เคยเต็มไปด้วยความมืดมิด บัดนี้เงียบสงัดเหลือเพียงหมอกจางๆที่ลอยคลุมบึงคนตาย ราวกับว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาคือภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ พื้นดินที่เคยถูกบดขยี้เป็นร่องลึกจากการต่อสู้ตอนนี้สงบลง แต่ทิ้งร่องรอยของการทำลายล้างไว้อย่างชัดเจน
【ติ๊ง! สังหารราชันผีดิบโลกันตร์เลเวล: 25 ได้รับค่าประสบการณ์ 5,000 หน่วย】
【 ........ 】
【ติ๊ง! ค่าประสบการณ์ครบ ผู้เล่นอัพไปเป็นเลเวล 29 ค่าสถานะทุกอย่างเพิ่มขึ้น 100 แต้ม ได้รับค่าสถานะจัดสรร 30 แต้ม】
อนาเธอร์ยืนเงียบอยู่กลางสนามรบ หลังจากการสังหารบอสสำเร็จ พลองสีทองในมือของเขาหดกลับมาที่ขนาดปกติ แสงสีทองที่ส่องประกายจากอาวุธนั้นค่อยๆจางหายไป
เขายืนหายใจเข้าลึกๆเพื่อผ่อนคลายหลังจากการต่อสู้ที่ยาวนานและหนักหน่วง
ในขณะที่ความเงียบปกคลุมดันเจี้ยน เสียงประกาศจากระบบดันเจี้ยนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
【ติ๊ง! ดันเจี้ยนบึงคนตายในระดับนรกถูกเคลียร์ด้วยตัวคนเดียว คุณได้รับค่าประสบการณ์พิเศษเพิ่มขึ้น!】
“การแทรกแซงจากเทพเจ้าผีดิบไม่ถูกนับซินะ?”
เสียงประกาศที่ชัดเจนนี้ทำให้อนาเธอร์รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย หลังจากการต่อสู้อันหนักหน่วง การเคลียร์ดันเจี้ยนระดับนรกไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ว่าเขาจะมีพลังมหาศาลจากร่างจำแลงของซุนหงอคง การต่อสู้กับบอสที่ได้รับพลังเสริมจากเทพปีศาจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
【ติ๊ง! ค่าประสบการณ์ครบ ผู้เล่นอัพไปเป็นเลเวล 30 ค่าสถานะทุกอย่างเพิ่มขึ้น 100 แต้ม ได้รับค่าสถานะจัดสรร 30 แต้ม】
ตอนนั้นอนาเธอร์รู้สึกถึงพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกนี้เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และความแข็งแกร่ง
ค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการสังหารบอสราชันผีดิบมีปริมาณมหาศาล ทำให้เลเวลของเขาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อรวมเข้ากับค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการเคลียร์ดันเจี้ยนระดับนรกแล้ว ทำให้เขาตอนนี้ได้ยกระดับมาเป็นเลเวล 30 ในทันที
เขาได้เปิดค่าสถานะดั่งเดิมขึ้นมาดู
【ชื่อผู้เล่น อนาเธอร์ เผ่าพันธุ์มนุษย์】
【เลเวล: 30】
【อาชีพ: อวาตาร์แห่งผู้สืบทอด ซุนหงอคง】
【ค่าประสบการณ์ 0/10,000】
【พละกำลัง: 3,130+20%】
【ความทนทาน: 3,200+20%】
【ความเร็ว: 3,250+20%】
【จิตวิญญาณ: 3,000】
【ค่าสถานะจัดสรร: 450 แต้ม 】
【เปิดดูทักษะสกิล: การจำแลงร่างซุนหงอคง, พลองเทพสวรรค์】
【ทักษะสกิลติดตัว ร่างกายเพชรอมตะ, พลองในมือข้าไร้เทียมทาน, จิตวิญญาณเทพวานรหิน, เปิดดูทักษะที่เหลือ..】
ที่สำคัญ เลเวล 30 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับอนาเธอร์ มันไม่เพียงแต่แสดงถึงความแข็งแกร่งของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดที่เขาได้รับการปลดล็อกพลังและทักษะใหม่ๆที่เขารอคอยมาโดยตลอด
และมันก็เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคิดเอาไว้จริงๆ เสียงของระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้าได้ดังก้องขึ้นในหัวของเขา มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและความคาดหวัง
【ติ๊ง! เงื่อนไขครบกำหนด ทักษะสกิลเทพเจ้า 'เนตรอัคคีทองสุวรรณ' ถูกปลดล็อก! หวังว่าโฮสต์จะพยายามต่อไป】
คำประกาศนั้นทำให้อนาเธอร์ตระหนักได้ทันทีว่าเขาได้รับพลังใหม่แล้ว
ทักษะเนตรอัคคีทองสุวรรณ เป็นทักษะสกิลระดับเทพเจ้าที่เขารอคอยมาโดยตลอด มันเป็นพลังที่เขาได้ใช้ใส่ราชันผีดิบ
มีความรุนแรงและอานุภาพมหาศาล แต่การปลดล็อกทักษะนี้จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขหลายอย่าง และเลเวลที่สูงเพียงพอ
การที่ตนเองสามารถปลดล็อกทักษะนี้ได้ มันก็ถือเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จและการเติบโตของเขาที่รวดเร็วมาก
ตอนนี้ดวงตาของอนาเธอร์ส่องประกายเป็นสีฟ้าครามสดใส ราวกับว่าเปลวเพลิงสีทองกำลังลุกไหม้อยู่ในนั้น ถึงปลวเพลิงเหล่านั้นจะยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่
แต่พลังที่อยู่ภายในดวงตาคู่นี้ก็ทำให้ร่างกายของเขาเปล่งแสงออกมาเล็กน้อย ทักษะนี้เป็นทักษะพิเศษที่เกี่ยวข้องกับดวงตา สามารถปล่อยเปลวเพลิงสวรรค์ที่มีพลังทำลายล้างสูงออกมา และสามารถควบคุมเพลิงได้ตามความต้องการ
“เนตรอัคคีทองสุวรรณ... ”
อนาเธอร์ยังคงบ่นพึมพำเบาๆ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าครามยังคงลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีทอง
เขาเริ่มรู้สึกถึงพลังของมันที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเขา เปลวเพลิงสวรรค์ที่เกิดจากทักษะนี้ไม่เพียงแค่ทำลายศัตรู แต่ยังสามารถแผดเผาจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตได้ด้วย
ขณะที่ชายหนุ่มยังคงตื่นเต้นอยู่กับทักษะสกิลของตน ช่องว่างประตูมิติที่นำพาผู้เล่นออกจากดันเจี้ยนก็ได้ปรากฏออกมา พลังงานสีฟ้าเรืองรองปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม เป็นสัญลักษณ์ว่าดันเจี้ยนนี้ได้ถูกเคลียร์อย่างสมบูรณ์แล้ว
“กลับได้ซักที.. แต่ขอฉันพักหน่อยละกัน”
อนาเธอร์หันมองไปที่ประตูมิติ และรู้สึกได้ถึงความโล่งใจที่ยากจะบรรยาย
“ก่อนหน้านั้น..”
ขณะที่พูด สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่สิ่งของซึ่งดรอปออกมาจากร่างของราชันผีดิบโลกันตร์ พวกมันเริ่มปรากฏขึ้นกลางสนามรบ
มันคือรางวัลที่คุ้มค่าจากการต่อสู้สุดโหดในดันเจี้ยนระดับนรกนี้
ไอเทมหลากหลายชนิดกระจัดกระจายอยู่บนพื้น มีทั้งไอเทมระดับกลาง ของที่ดูเหมือนจะเป็นไอเทมจิปาถะที่ไม่สำคัญมากนัก
แต่ในกลุ่มไอเทมเหล่านี้ มีหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของอนาเธอร์ทันที มันคืออาวุธประเภทถุงมือที่ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถุงมือคู่นั้นถูกติดตั้งด้วยกรงเล็บที่ยาวแหลมคม ทำจากวัสดุสีดำเข้มที่มีประกายแสงสีเขียวอ่อนปะปนอยู่ในผิวเนื้อของมัน ดูเหมือนเป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังของพิษและความมืด
อนาเธอร์หยิบถุงมือกรงเล็บขึ้นมาอย่างระมัดระวัง และทันทีที่เขาสัมผัสกับมัน ระบบก็แสดงข้อมูลของอาวุธนี้ขึ้นมา
【ถุงมือกรงเล็บโลกันตร์: อาวุธระดับสูง สวมใส่ได้ตั้งแต่เลเวล 100 ขึ้นไป ค่าความทนทาน 1,000/1,000 คุณสมบัติพิเศษ: ทำให้ศัตรูที่ถูกโจมตีติดสถานะพิษ ช่วยให้ร่างกายของศัตรูเคลื่อนไหวช้าลง ลดความรวดเร็ว มีโอกาสที่จะทำให้ศัตรูมึนงงเล็กน้อย】
“สมเป็นไอเทมระดับสูง..”
คุณสมบัติของถุงมือกรงเล็บนี้ทำให้อนาเธอร์รู้สึกประทับใจ เขารู้ดีว่าทักษะที่สามารถสร้างผลกระทบระยะยาวให้กับศัตรู เช่นการติดสถานะพิษนั้นมีประโยชน์มากในการต่อสู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศัตรูที่มีความเร็วหรือพละกำลังสูง การที่ทำให้พวกมันเคลื่อนไหวช้าลง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการโจมตีสวนกลับได้มากขึ้น นอกจากนี้ สถานะมึนงงและปวดหัวจากพิษก็จะทำให้ศัตรูเสียสมาธิและอ่อนแอลงอย่างมาก
นอกจากกรงเล็บที่น่าสนใจนี้แล้ว ยังมีโพชั่นระดับกลางหลายขวดที่ดรอปมาจากบอสด้วย
โพชั่นเหล่านี้มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังงานในปริมาณมาก ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในการฟื้นตัวระหว่างการต่อสู้ที่ยาวนาน
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากหรือบอสที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีไอเทมเล็กๆน้อยๆเช่นเหรียญทอง และ วัตถุดิบหายาก ซึ่งอนาเธอร์เองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเอามันไปใช้ทำอะไร แต่เขาก็เก็บมันไว้ในช่องเก็บของเผื่อว่าจะมีประโยชน์ในภายหลัง
หลังจากเก็บไอเทมทั้งหมดที่ดรอปมา
อนาเธอร์เริ่มรู้สึกถึงพลังที่ลดลงอย่างช้าๆในร่างของเขา สัญญาณนี้บอกให้รู้ว่าร่างจำแลงของซุนหงอคงกำลังจะหมดเวลาแล้ว
และเมื่อเวลาครบกำหนดเวลา 5 นาที ทักษะสกิลร่างจำแลงก็เริ่มสลายหายไป ร่างกายของอนาเธอร์กลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง
ในขณะที่พลังแห่งซุนหงอคงหายไป ร่างของเขาก็กลับมาสู่สภาพเดิมที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอและเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ เสื้อเกราะเบาที่เขาสวมใส่อยู่เต็มไปด้วยรอยขาด รอยบาดแผลจากกรงเล็บและการโจมตีของบอสราชันผีดิบกระจายอยู่ทั่วทั้งตัว เลือดที่เคยหยุดไหลกลับเริ่มซึมออกมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความเจ็บปวด
“เฮ้อ.. แม้ว่าจะชนะแต่ร่างกายนี้ก็เกือบถึงขีดจำกัดแล้ว!”
อนาเธอร์พึมพำเบาๆ ขณะที่เขาทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งเพื่อพักฟื้นชั่วคราว
จากนั้นเขาก็หยิบขวดโพชั่นระดับกลางขึ้นมาจากช่องเก็บของและดื่มมันเข้าไปทันที
รสชาติขมๆของโพชั่นไหลลงผ่านในลำคอ ก่อนที่พลังและพลังงานในร่างกายของเขาจะเริ่มฟื้นฟูกลับมาทีละนิด
ถึงบาดแผลจะไม่หายดีไปทั้งหมด แต่มันก็เพียงพอให้เขาเคลื่อนไหวต่อได้โดยไม่ทรมานจากความเจ็บปวดมากเกินไปนัก
หลังจากนั้นเขาก็ได้ใช้ค่าสถานะจัดสรรเพิ่มเติ่ม เพิ่มไปยังพละกำลังและความทนทานทั้งหมด
【พละกำลัง: 3,380+20%】
【ความทนทาน: 3,400+20%】
“ไม่เลว ค่าสถานะขยับไปทีละนิด”
“ช่วงเลเวลน้อยอาจยังไม่เห็นผล แต่ถ้าเป็นเลเวลร้อย สองร้อย หรือสามร้อยละ ฉันคงมีค่าสถานะเหนือยิ่งกว่าผู้เล่นระดับเดียวกันไปหลายเท่า คงไม่มีใครต่อกรกับฉันได้ในเลเวลที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงพวกอวาตาร์ของเทพเจ้าตนอื่นด้วย”