กลุ่มของซิ่นปิงพาเราเดินมาถึงบริเวณที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ มีทางเดินหลายทางวกวนเหมือนเขาวงกต จนเราสงสัยกันว่าพวกเขาเดินกันถูกทางได้ยังไงโดยไม่หลง ซิ่นปิงจึงคุยโอ้อวดว่า พวกเขาเดินกันมาตั้งแต่ยังเด็กแทบจะหลับตาเดินยังได้เลย
เขาชี้ให้เราดูแนวต้นไม้ข้างหน้า แล้วบอกเราว่าพอพ้นแนวต้นไม้นั่น จะเข้าเขตม่านหมอก ให้ทุกคนจับมือเกาะแขนกันไว้อย่าปล่อยมือจากกัน เพราะทางข้างหน้ามีหมอกลงหนามากจะพลัดหลงทางกันได้ ขนาดพวกเขายังต้องเดินจับมือกัน
เรารีบจับมือแล้วเดินกันเป็นกลุ่ม โดยมีซิ่นปิงเป็นคนเดินนำหน้า ชิงอิ๋งจึงคว้ามือข้างหนึ่งของเหยียนเหล่ยไปจับ ส่วนเหยียนเหล่ยก็ยื่นมืออีกข้างหนึ่งมาจับมือฉันไว้ ในขณะที่ฉันกำลังจะหันไปจับมือกับเฝิ่นลู่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่หลวนเฉินมาคว้าจับมือกับฉันไว้แทน ฉันจึงยิ้มแม้ในใจจะพยายามคิดทุกครั้งว่าหลวนเฉินคือเพื่อน แต่ก็มีบางครั้งที่ใจฉันแอบคิดเกเรบีบมือกันเป็นการหยอกเย้า
เราจับมือเกาะแขนเดินฝ่าหมอกหนากันไปได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็พ้นเขตม่านหมอกออกมาได้ จากนั้นเดินกันอีกไม่ไกลนักก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งที่นี่สมกับเป็นหมู่บ้านไม้ดำ เพราะบ้านเรือนปลูกด้วยไม้สีดำทุกหลัง
ซิ่นปิงบอกว่าไม้ดำเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทาน อีกทั้งเปลือกไม้ ใบ ผล ยังสามารถนำมาปรุงเป็นยารักษาโรคได้ คนในหมู่บ้านบ้านจะปลูกพืชผักไว้กินเอง และชอบปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับดอกไม้และผลไม้
แต่ผลไม้ที่นี่ออกผลผลิตไม่ค่อยดี ตั้งแต่อดีตธิดาเหม่ยเตี๋ยผู้มีพลังหมื่นบุปผาจากไป ผลไม้ก็ออกผลน้อยลงและบางต้นก็ไม่ออกดอกออกผลอีกเลย ซึ่งในขณะที่เราเดินผ่านผู้คนในหมู่บ้านต่างหันมามองดูเราด้วยความสนใจ บางคนก็ออกมายืนดูหน้าบ้าน และหลายคนเดินตามมาเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าพวกเราเป็นใครและมาทำอะไรที่นี่
ซิ่นปิงพาเราเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซิ่นปิงบอกว่านี่คือบ้านของผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งผู้นำหมู่บ้านก็คือพ่อของเขากับชิงอิ๋ง แล้วพาเราเดินเข้าไปด้านในบ้านที่ภายในกว้างขวางโอ่อ่า
เราพบชายสูงอายุผู้นำหมู่บ้าน หน้าตาดุ แต่ภูมิฐาน มาดสุขุม กำลังยืนอ่านกระดาษสองสามแผ่นในมือแล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด กลุ่มคนโพกผ้าทักทายเขาเป็นภาษาชนเผ่าและเรียกเขาว่าลุงสุ่ย เขาจึงเงยหน้าจากกระดาษในมือ หันมามองหน้าพวกเราทีละคน แล้วทำสีหน้าแปลกใจเพียงล็กน้อย เขาจึงเอ่ยเชิญให้เรานั่งด้วยภาษาในเมืองเพื่อให้พวกเราฟังเข้าใจ
จากนั้นซิ่นปิงก็รายงานกับลุงสุ่ยว่า ฉันคือธิดาหยางเถาผู้มีพลังหมื่นบุปผา ส่วนคนอื่นๆคือคนที่มาด้วยกัน และยังรายงานอีกว่ามีชายอีกสามคนแต่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันหลบหนีเข้าไปในป่า ขณะนี้คนของเขาสี่คนกำลังตามไล่ล่าอยู่
ลุงสุ่ยจึงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบว่า ถ้ายังจับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยส่งคนออกค้นหาต่อ ยังไงซะสามคนนั้นก็หาทางเข้ามาในหมู่บ้านไม่ได้ จากนั้นลุงสุ่ยก็สั่งให้จ้าวหลิวออกไปตามแม่เฒ่ามาที่นี่ แล้วลุงสุ่ยก็หันมาทักท่านอ๋องว่า
ลุงสุ่ย : ข้าไม่คิดว่าท่านอ๋องหกจะให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนเราถึงหมู่บ้านไม้ดำ รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้ต้อนรับท่าน
อ๋องหก : ท่านรู้ด้วยรึว่าข้าเป็นใคร?
ลุงสุ่ย : ท่านอ๋อง แม้ข้าจะอยู่ในป่าในดง แต่ข้าก็รู้เรื่องราวในเมืองหลวง
จากนั้นลุงสุ่ยเดินมาหาฉันแล้วบอกให้ฉันยื่นแขนให้เขาดู แล้วถลกแขนเสื้อฉันขึ้นถึงหัวไหล่ ใช้นิ้วโป้งกดลงบนฝ่ามือจนฉันรู้สึกร้อนไปทั้งตัว จนมีดอกท้อสีแดงปรากฏบนต้นแขน ลุงสุ่ยจึงหยุดแล้วจับแขนเสื้อฉันลงตามปกติ
ทุกคนที่เห็นดอกท้อสีแดงปรากฏบนแขนฉันต่างพากันประหลาดใจ ยกเว้นเหยียนเหล่ยที่มีสีหน้าไม่ชอบใจนัก ที่คนอื่นเห็นดอกท้อสีแดงบนผิวหนังของฉัน เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าดอกท้อบนผิวหนังฉันเป็นของรักของหวงของเขาคนเดียว
จากนั้นลุงสุ่ยก็พูดว่าฉันเป็นธิดาหยางเถาจริงๆ ฉันจึงถามลุงสุ่ยว่าทำไมฉันเป็นธิดาหยางเถา ทั้งๆที่ฉันไม่ใช่คนในหมู่บ้าน และไม่ใช่คนชนเผ่าไม้ดำเลย และธิดาเหม่ยเตี๋ยต่างกับธิดาหยางเถายังไง
ลุงสุ่ยจึงอธิบายว่า ธิดาเหม่ยเตี๋ย คือคนหรือลูกหลานภายในหมู่บ้าน ที่ถูกคัดเลือกมาจากตระกูลที่เคยสืบทอดตำแหน่งธิดาเหม่ยเตี๋ย จากรุ่นสู่รุ่นและเป็นผู้สืบทอดพลังหมื่นบุปผา จะมีหน้าที่ดูแลรักษาพืชพันธุ์ในหมู่บ้านให้ผลิดอกออกผลสมบูรณ์ตรงตามฤดูกาลอยู่เสมอ
และเมื่อใดที่พืชพันธุ์ไม่งดงาม ธิดาเหม่ยเตี๋ยจะทำพิธีร่ายรำเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ด้วยการปล่อยพลังหมื่นบุปผาไปบำรุงรักษาให้พืชพันธ์กลับมาสมบูรณ์งดงามดังเดิม
แต่อยู่มาวันหนึ่งอดีตธิดาเหม่ยเตี๋ยได้กระทำผิดกฏของหมู่บ้าน นางหายตัวไปจากหมู่บ้านพร้อมกับตำราหมื่นบุปผา หนีไปกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่หลงทางเข้ามาในหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านรุ่นก่อนๆจึงจำเป็นต้องแต่งตั้งธิดาเหม่ยเตี๋ยคนใหม่ แต่ปราศจากพลังหมื่นบุปผามาช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์
ท่านอ๋องจึงถามว่า อดีตธิดาเหม่ยเตี๋ยผู้นั้น คือฮูหยินเฟิงฟางเหนียน ภรรยาท่านอาจารย์เฟิงหย่าที่เสียชีวิตไปแล้วใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดจึงไม่ตามกลับมา ลุงสุ่ยจึงตอบว่านางคือฟางเหนียน และที่คนในหมู่บ้านไม่ไปตามนางกลับมา เพราะจิตใจของฟางเหนียนไม่ได้ยึดติดอยู่กับหมู่บ้านไม้ดำอีกแล้ว การจะตามฟางเหนียนกลับมาทำหน้าที่ธิดาเหม่ยเตี๋ยตามเดิมมันก็ไร้ประโยชน์
ส่วนธิดาหยางเถา คือคนภายนอกหมู่บ้านแต่ถูกเลือกจากตำราหมื่นบุปผาให้เป็นผู้สืบทอดพลังหมื่นบุปผาโดยใช้เหตุผลอะไรในการเลือกนั้น ลุงสุ่ยก็มิอาจทราบได้ แต่จะให้คนในหมู่บ้านทำใจยอมรับให้เป็นธิดาเหม่ยเตี๋ยนั้นค่อนข้างยาก เราจึงเรียกบุคคลภายนอกว่าธิดาหยางเถา
เวลาผ่านไปไม่นานนัก มีหญิงชราผมหงอกขาวทั้งหัวมัดมวยผมรวบไว้บนศรีษะเดินถือไม้เท้าเข้ามาในบ้านพร้อมกับจ้าวหลิว ลุงสุ่ยจึงบอกกับทุกนว่าหญิงชราผู้นี้คือแม่เฒ่า ที่ทุกคนในหมู่บ้านให้ความเคารพ แม้กระทั่งลุงสุ่ยหัวหน้าหมู่บ้านยังเกรงใจให้ความนอบน้อม
แม่เฒ่าจึงเดินมาหยุดมองจ้องหน้าฉันครู่หนึ่งด้วยแววตาไม่เป็นมิตร เหมือนโกรธเคืองฉันมาสิบชาติ ท่านอ๋องจึงพูดขอร้องแม่เฒ่าทันทีว่า ขอให้เปิดทางให้พวกเรากลับออกไปจากหมู่บ้าน แม่เฒ่าจึงตอบท่านอ๋องด้วยน้ำเสียงดุดัน น่าเกรงขามว่าจะไม่มีใครได้กลับออกไปจากที่นี่ เพราะทุกคนจะต้องอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะฉันจะต้องอยู่เป็นคนของหมู่บ้านไม้ดำ
แม่เฒ่ายังพูดต่ออีกว่าจะไม่ยอมปล่อยให้พวกเราออกไปบอกความลับ และบอกทางเข้าออกของหมู่บ้านไม้ดำให้กับผู้อื่นล่วงรู้เด็ดขาด ท่านอ๋องจึงเอ่ยปากสัญญากับแม่เฒ่าว่าพวกเราจะไม่บอกเรื่องหมู่บ้านไม้ดำกับใครแน่นอน
แม่เฒ่าจึงพูดสวนท่านอ๋องทันควันว่า มีคนเคยพูดเช่นเดียวกับท่านอ๋อง คืออาจารย์เฟิงหย่า แต่เขาก็พาฟางเหนียนหนีหายไปจากหมู่บ้าน จนหมู่บ้านต้องประสบกับปัญหาพืชผลไม่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งแม่เฒ่ายังรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของท่านอ๋อง ว่ามาที่นี่เพราะต้องการจะเข้าไปในหุบเขาจันทร์ดับ แม่เฒ่ายังพูดต่ออีกว่า
แม่เฒ่า : ในเมื่อตอนนี้ท่านอ๋องก็ได้เข้ามาในหมู่บ้านแล้ว ใยจึงร่ำร้องอยากจะกลับออกไป สู้อยู่ด้วยกันที่นี่ซะเลยสิถ้าท่านอ๋องอยากจะไปหุบเขาจันทร์ดับ ข้าก็จะไม่ห้ามเลย
อ๋องหก : นั่นก็จริงที่ข้าอยากไปหุบเขาจันทร์ดับ แต่ข้ามิได้ต้องการจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านไม้ดำ
แม่เฒ่า : หึ! ท่านจะต้องการหรือไม่ข้าไม่สน! แต่ทุกคนต้องอยู่ที่นี่ ส่วนนาง! ที่มีพลังหมื่นบุปผาจะต้องคืนพลังนั้นกลับคืนสู่หมู่บ้านไม้ดำด้วย!
มี่จื่อ : จะให้ข้าคืนยังไง ข้าไม่รู้วิธีคืนให้
แม่เฒ่า : เจ้าใช้วิธีอะไรได้มา เจ้าก็ใช้วิธีเดิมสิ!!
ฉันถึงกับยิ้มและบอกแม่เฒ่าว่า ถ้าเป็นวิธีเดิมนั้นไม่ยากเลย เดี๋ยวฉันจะจัดให้แบบฟินๆ แต่ปัญหาติดอยู่ตรงที่ว่าฉันไม่ได้นำตำราหมื่นบุปผาติดตัวมาด้วย เพราะฉันคิดว่ามีพลังหมื่นบุปผาอยู่ในตัวแล้ว ตำราจึงไม่จำเป็นต้องใช้ เลยทิ้งตำราไว้ที่จวนฮุ่ยเฉิง
แต่เหยียนเหล่ยรีบตอบว่าเขานำตำราติดตัวมาด้วย เพราะเขาคิดว่าตำราคือส่วนหนึ่งของพลังหมื่นบุปผาและคิดว่าบางทีอาจจำเป็นต้องใช้จึงนำติดตัวมาด้วย
ฉันจึงยิ้มโล่งอกที่เหยียนเหล่ยรอบคอบและมักคิดเผื่อฉันเสมอ ฉันจึงบอกแม่เฒ่าว่า ขอห้องพักส่วนตัวเงียบๆหนึ่งห้องสำหรับฉันกับเหยียนเหล่ย เพราะฉันจะต้องทำพิธีส่งคืนพลังหมื่นบุปผากลับเข้าในตำรา
●
●
●
หมายเหตุ
*ฟางเหนียน แปลว่า นางฟ้าผู้มีกลิ่นหอม