“เฮ้อ...”
เสียงทอดถอนหายใจดังขึ้นภายในสวนอันเงียบงันยามค่ำคืนร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทสีขาวเดินทอดน่องไปตามทางเดินของคฤหาสน์แม่ทัพอย่างเหม่อลอย
สองเท้าก้าวเดินไปเรื่อยๆในขณะที่ภายในหัวคิดสะระตะถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาจนกระทั่งเขาเดินผ่านสวนข้างคฤหาสน์ศาลาหลังสีขาวโดดเด่นที่ตั้งอยู่กลางสวนได้ดึงดูดสายตาของเขาให้หยุดมองความคุ้นเคยผสมปนเปกับความแปลกใจก็ทำให้เจ้าตัวนั้นชะงักเท้าก่อนจะเปลี่ยนทิศทางตรงเข้าไปยังศาลาแห่งนั้น
แปลงดอกไม้ที่จัดเอารอบศาลาส่งกลิ่นหอมจางๆที่ไม่ได้ชวนคลื่นไส้ทำให้ผู้ที่เดินเข้ามาชมอย่างเขานั้นไม่รู้สึกหงุดหงิดกับกลิ่นของมันไม้เลื้อยที่ถูกปลูกเอาไว้รอบเสาชวนให้รู้สึกรมรื่นหากมานั่งชมตอนกลางวันแต่ในยามค่ำคืนที่แสงจันทร์สาดส่องแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในศาลานั้นด้อยค่าลงเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าชายหนุ่มจะรู้สึกคุ้นตากับบรรยากาศภายในศาลานี้เช่นไรแต่เพราะอะไรๆหลายๆอย่างในหัวที่วนเวียนไปมาอยู่จึงทำให้นาธานไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก หย่อนตัวลงนั่งก่อนจะหลับตาเพื่อสงบจิตใจที่ว้าวุ่นของตน ก่อนจะกลับไปสมทบกับคนอื่นๆภายในงาน
คำพูดของเพื่อนสนิททั้งสองที่บอกให้สงบใจยังคงวนเวียนไม่จางหาย...
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเช่นไรความคิดร้ายๆภายในหัวกลับไม่ได้เบาบางลงเลยแม้แต่น้อยมันกลับติดงันเสมือนไม่ยอมให้เขาเลิกคิดถึงมัน มันจะปล่อยวางลงได้ยังไง...ในเมื่อเรื่องร้ายๆแบบนี้มันเกิดกับครอบครัวตัวเองแบบนี้...
จะให้โทษฟ้าโทษชะตามันก็ไม่ใช่...เพราะทุกๆอย่างมันเกิดขึ้นเพราะความโลภความต้องการของมนุษย์ทั้งนั้นถ้าจะโทษ...คงจะต้องโทษตัวเขาเองกระมั้งที่ไม่รู้สึกตัวทั้งๆที่เมื่อสี่ปีก่อนตัวเขาเองก็อยู่ในขบวนแท้ๆแต่กลับไม่ได้สังเกตหรือเอะใจกับสิ่งน่าสงสัยใดๆที่เกิดขึ้นภายในขบวน...
ต่อให้บอกว่าตัวเขาเมื่อสี่ปีก่อนจะยังมีวุฒิภาวะมากพอก็ตามแต่การที่เขาปล่อยผ่านเรื่องน่าสงสัยพวกนั้นไปง่ายๆก็ถือว่าเป็นความผิดเช่นกัน...หากไม่มีเอกสารที่เฟอร์ตรวจพบในวันนั้นในวันนี้เขาก็คงจะยังไม่ทราบเรื่องและทำได้เพียงมองคนในครอบครัวของตัวเองในชาตินี้ถูกตัดสินโทษไปแล้ว...
ยิ่งภายในสวนนั้นเงียบสงบเท่าไหร่ภายในสมองของนาธานก็ยิ่งเต็มไปด้วยคำกล่าวโทษตัวเองมากมาย ชายหนุ่มเงยหน้ามองดวงจันทร์ดวงกลมโตที่ลอยค้างอยู่บนฟ้าอย่างเหม่อลอยจมอยู่กับความคิดและความว้าวุ่นใจจนปล่อยผ่านเวลาไปนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้...
.
.
.
“มาสเตอร์ลิเบอต้า?”
เสียงหวานแปลกปลอมที่เอ่ยเรียกชื่อของตนทำให้คนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ได้สติกลับมาจนละจากดวงจันทร์สีเหลืองนวลก่อนจะพบกับร่างในชุดเดรสสีเดียวกับเรือนผมที่กำลังทำหน้าเป็นห่วงยืนอยู่ตรงทางเข้าของศาลา
“ท่านแม่ทัพวัลคอร์ต?”ผมเอ่ยอย่างแปลกใจกับร่างตรงหน้าที่ไม่สมควรจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ในเวลาแบบนี้ไม่ใช่ว่าหล่อนควรจะอยู่รับแขกภายในงานหรอกรึ?จนผมอดไม่ได้ที่จะถามออกไปเพื่อแก้ความสงสัยในใจของตน
“ไม่ใช่คุณควรจะอยู่รับแขกที่มาภายในงานหรือครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต?”
“หากนับจากตอนเปิดงานวันเกิดข้าตอนนี้มันก็อยู่ในช่วงเต้นรำส่งท้ายแล้วล่ะค่ะ ท่านผู้ดูแลหอสมุดบอกว่าท่านออกมาเดินเล่นนอกงานแล้วให้ข้าตามมาดูหน่อย เพราะท่านผู้ดูแลหอสมุดบอกว่าท่านดูเหม่อๆกลัวว่าจะหลงทางเอาได้น่ะค่ะ” พอได้ยินเช่นนั้นในหัวของผมก็มีหน้าของคลูสในสภาพชูสองนิ้วแสยะยิ้มลอยเข้ามาจนผมเผลอถอนหายใจอย่างเซ็งๆ
“ท่านถอนหายใจทำไมรึคะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”อีกฝ่ายถามอย่างเป็นห่วง ในขณะที่ผมก็โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะอ้าปากตอบ
“แค่เหนื่อยใจกับนิสัยของเพื่อนตัวเองเท่านั้นแหละครับแล้วท่านแม่ทัพวัลคอร์ตไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไมล่ะครับ เข้ามานั่งสิครับยังไงซะศาลานี้ก็เป็นของบ้านท่านนะครับ ไม่ใช่ของผม”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอรบกวนท่านแล้วล่ะค่ะมาสเตอร์ลิเบอต้า” สิ้นคำหญิงสาวผมแดงที่วันนี้เปลี่ยนลุคเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์เต็มขั้นก็เดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม
“วันนี้ท่านแม่ทัพแตกต่างจากทุกทีนะครับเนี่ย”ผมพูดพลางกวาดสายตามองร่างที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตัวเองแต่อีกฝ่ายกลับส่งยิ้มแหยๆกลับมาให้ผมแทนหลังจากที่ผมพูดจบ
“คงดูไม่เหมาะกับชั้นสินะคะมาสเตอร์ลิเบอต้า”หล่อนว่าเช่นนั้นพร้อมกับม้วนผมเล่นอย่างไม่คุ้นชินกับสภาพของตัวเองอ่า...เข้าใจได้ล่ะนะครับ เพราะสมัยก่อน ตอนผมลองแต่งชุดสูทดูใหม่ๆผมยังรู้สึกมันแปลกๆเลย
“ผมว่ามันก็ดูเหมาะดีนะครับท่านแม่ทัพเพียงแค่ตอนนี้ท่านไม่ชินกับชุดก็เท่านั้นเอง” ผมกล่าวชมอย่างจริงใจในขณะที่อีกฝ่ายนั้นยิ้มรับอย่างว่าง่ายกับคำชมดังกล่าวแม้ว่าจะดูเคอะเขินอยู่ก็ตาม
“แล้วไหงท่านถึงตัดสินใจทำผมแต่งหน้าแบบนี้ล่ะครับ?ปกติท่านไม่ชอบอะไรแบบนี้ไม่ใช่หรือครับ?” ผมถามอย่างแปลกใจชุดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอการแต่งหน้าทำผมนี่สิมันไม่น่าจะใช่ไอเดียของเจ้าตัวเองยังไงไม่รู้
“เป็นความคิดของกราเซียกับอเล็กซ่าน่ะ...ข้าเพียงแค่อยากจะลองแต่งตัวดูบ้าง...แต่พอบอกทั้งสองคน...มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้น่ะ...”
“ฮ่ะๆ...เหนื่อยหน่อยนะครับ...”ผมหัวเราะแห้งๆ ในขณะที่แม่ทัพสาวถอนหายใจอย่างปลงตกพี่อเล็กซ่าก็ยังคงเป็นพี่อเล็กซ่าอยู่วันยังค่ำจริงๆล่ะนะ...แต่ผมไม่นึกว่าเลดี้กราเซียเองก็จะเอากับเขาด้วยแบบนี้นะเนี่ย...
“แต่จะว่าไป...ทำไมท่านถึงรู้ละคะว่าปกติข้ามักไม่ชอบแต่งหน้าทำผมเราทั้งคู่พึ่งเจอกันได้เพียงแค่ไม่กี่เดือนก็เท่านั้นเองนะคะ?” สิ้นคำพูดของหญิงสาวผมแดง ผมก็ชะงักไปชั่วครู่กับคำถามที่หล่อนถามกลับมาก่อนที่ผมจะปั้นหน้ายิ้มเล่าความเท็จออกไปแทน
“คุณหนูอเล็กซ่าเคยเล่าให้ผมฟังน่ะครับประกอบกับท่าทางของท่านที่ผมสังเกตเห็นน่ะครับเลยคิดว่าท่านน่าจะไม่ชอบแต่งตัวซักกะเท่าไหร่ อ๊ะ แต่จะว่าไปศาลาแห่งนี้สวยมากเลยนะครับเนี่ย ท่านจ้างบริษัทไหนมาทำให้งั้นหรือครับ?” ผมโกหกไปว่าพี่อเล็กซ่าเคยเล่าให้ฟังก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปที่ศาลาหลังนี้แทนเพราะผมเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับมันมากเช่นกัน แต่เพราะความมืดในขณะนี้ทำให้ผมมองรายละเอียดของศาลา รวมกับการจัดวางแปลงดอกไม้รอบๆศาลานี้ได้ไม่ชัดนัก
“สวยใช่ไหมละคะข้าให้บริษัทการค้าเมลฟอร์ดเป็นคนจัดการให้ โดยใช้แปลนศาลาเดียวกันกับที่ตั้งอยู่ในสวนของคฤหาสน์เมลฟอร์ดกว่าข้าจะขอร้องท่านลุงอเล็นกับท่านอเล็กเซียว่าขอใช้แบบแปลนเดียวกันได้ก็เสียเวลาไปตั้งนานข้าว่าท่านที่พักอยู่ในคฤหาสน์น่าจะเคยเห็นแล้วนะคะ” เซลิน่ากล่าวพลางฉีกยิ้มอย่างภูมิใจผิดกับผมที่เลิกคิ้วแปลกใจ ก่อนจะเพ่งสายตากวาดดูรอบๆศาลาแล้วก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด
“จริงด้วยสิครับพอมองดูดีๆแล้ว ถอดแบบมาจากศาลาที่อยู่ที่คฤหาสน์เมลฟอร์ดเลยนะครับเนี่ย” ผมเอ่ยพลางยิ้มบางๆที่มีคนชอบงานออกแบบของผมแบบนี้ในฐานะอดีตสถาปนิกเก่าแล้ว รู้สึกภูมิใจมากๆเลยล่ะครับ ก่อนที่พวกเราทั้งคู่จะเงียบลงในขณะที่ฝ่ายแม่ทัพสาวนั้นเปลี่ยนมาจ้องผมไม่วางตาแทน แม้ว่ามันจะน่าอึดอัดแต่ผมก็เลือกที่จะปล่อยผ่านมันไป แล้วจมอยู่กับความคิดจองตัวเองอีกครั้ง
“หน้าของผมมีอะไรติดอยู่หรือไงครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ตท่านถึงได้จ้องหน้าผมไม่วางตาแบบนี้เนี่ยครับ?” หลังจากที่พวกเรานั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ผมที่อดไม่ได้ก็เอ่ยปากถามอีกฝ่ายที่จ้องหน้าผมอย่างไม่ยอมลดละมาหลายนาทีต่อให้ไม่ใส่ใจแค่ไหน การที่มาถูกคนอื่นจ้องนานๆมันก็ทำเอารู้สึกแปลกๆเหมือนกันนะครับ
“ข้าแค่รู้สึกว่าท่านดูเหนื่อยๆก็เท่านั้นเองล่ะค่ะมาสเตอร์มีเรื่องอะไรอยู่ในใจรึเปล่าคะ?”
“คิดมากน่ะครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ตดูสิครับ ผมออกจะสบายดี เห็นไหม?” ผมพูดพลางฉีกยิ้มสบายๆเหมือนกับไม่มีปัญหาอะไรเพียงแค่อยากนั่งคิดนู่นคิดนี่เพียงเท่านั้น
“ถึงท่านจะบอกเช่นนั้นแต่บรรยากาศรอบๆตัวท่านมันไม่ใช่เลยนะคะ ถ้าเกิดท่ามีอะไรในใจท่านก็เอ่ยปากเล่าให้ใครฟังบ้างเถอะค่ะ” แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมแพ้หล่อนพูดเสียงนุ่ม ในขณะที่สายตาก็จริงจัง เหมือนกับรับรู้ความเครียดของผมเราทั้งสองเงียบกันอยู่นานก่อนที่ผมจะถอนหายใจยอมแพ้แล้วทิ้งน้ำหนักปล่อยตัวพิงพนักพิงอย่างหมดมาด
“คลูสเล่าให้ฟังหรือครับ?...”
“เปล่าหรอกค่ะท่านผู้ดูแลหอสมุดเพียงแค่เปรยๆว่าท่านเหมือนจะมีเรื่องหนักใจให้คิดแล้วขอให้ข้าออกมาดูท่านก็เท่านั้น”
“เป็นแบบนั้นเองสินะครับ”ผมพยักหน้ารับรู้สิ่งที่อีกฝ่ายบอก ถึงแม้ว่าใจใจจะอยากด่าคลูสมากแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่อยู่ก็ไม่สมควรจะเอามาเป็นอารมณ์หงุดหงิดเพิ่ม...เพราะว่าแค่ในหัวตอนี้มันก็มากเกินพอแล้ว...
“แล้วมาสเตอร์ลิเบอต้ามีเรื่องกลุ้มใจอะไรอย่างนั้นหรือคะ?พอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
“เล่าอย่างงั้นหรือครับ...”ผมพึมพำพลางย่นคิ้วกับคำพูดของอีกฝ่ายเล่าได้ก็บ้าแล้วไหมล่ะครับ...ก็ในเมื่อคนดูแลคดีนี้อยู่มันคือหล่อนไม่ใช่รึไงขืนผมเล่าให้ฟัง เธอไม่รุดหน้าไปจับครอบครัวผมยกบ้านเลยหรือยังไงกันเล่า? ผมนั่งเงียบหลังจากที่เซลิน่าพูดจบไปพักใหญ่ๆก่อนที่อีกฝ่ายจะถอนหายใจ แล้วกล่าวประโยคต่อมา
“ถ้าลำบากใจท่านก็ไม่ต้องเล่าให้ข้าฟังก็ได้นะคะ แต่ท่านอย่าได้ลืมว่าเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ควรพึ่งพาคนอื่นบ้างจะได้ไม่ทำให้ท่านเครียดอยู่แบบนี้ เพราะหลายๆคนก็เป็นห่วงท่านอยู่เช่นเดียวกัน”คำพูดของหล่อนทำให้ผมเลิกคิ้ว เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างงุนงงไม่เข้าใจว่าหญิงสาวต้องการอะไรกันแน่ก่อนจะพบกับรอยยิ้มอ่อนหวานที่อีกฝ่ายส่งมาให้
เหมือนกับว่าภายในหัวผมขาวโพลนเพราะอะไรบางอย่างมองอีกฝ่ายตาค้าง ในขณะที่ในใจสับสนงุนงงกับรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาก่อนที่สาวเจ้าจะเบนสายตาหลบไปอย่างอายๆที่ผมจ้องมากเกินไป
“มาสเตอร์ลิเบอต้า...ท่านจ้องมากเกินไปแล้วนะคะ...”
“อ๊ะ...ขอโทษครับ”ผมรีบกล่าวขอโทษอีกฝ่ายทันที ถึงจะไม่ได้พิศวาสอะไรอีกฝ่ายก็ตามทีแต่การไปจ้องหน้าผู้หญิงแล้วทำสีหน้าประหลาดๆใส่มันก็ไมเป็นเรื่องที่ไม่สมควรล่ะนะครับ...จากที่ท่านแม่ใหญ่ค่อยพร่ำกรอกหูผมล่ะนะ
ในขณะที่เราทั้งสองกำลังเคอะเขินจากเรื่องเมื่อครู่สมองของผมที่เริ่มหายตื้อบ้างแล้วก็เหมือนกับฉุกคิดคำพูดบางอย่างที่หญิงสาวพูดเมื่อครู่ ภายในหัวแล่นเร็ว คำนวณถึงความเป็นไปได้ต่างๆเท่าที่ผมจะนึกออกๆก่อนที่ผมจะเงยหน้ามองอีกฝ่ายเพื่อถามคำถามนึงที่จะตัดสินเรื่องราวที่ผมกังวลอยู่ว่าจะเป็นไปในทางใด
“ท่านแม่ทัพวัลคอร์ต”
“คะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”
“ถ้าหากว่าคนใกล้ตัวของท่านเกิดไปพัวพันกับคดีใดคดีหนึ่งเข้าโดยที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้เรื่องและยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องหาในคดีนั้นเข้า แต่หลักฐานไม่ได้ชี้ไปที่เขาหรือครอบครัวของเขาตรงๆท่านจะยังเชื่อในตัวเขา หรือเชื่อมั่นในหลักฐานตรงนั้นครับ?” ผมเอ่ยปากถามพร้อมกับประสานสายตากับหญิงสาวผมแดงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาจริงจังเซลิน่านิ่งไปหลังจากได้ยินคำถามดังกล่าว ก่อนจะหลับตาลงแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแล้วลืมตาจ้องกลับมาด้วยแววตาเดียวกับตอนที่ผมเคยเห็นเป็นประจำเมื่อสี่ปีก่อน
“สำหรับข้าแล้ว...ถ้ามันเกิดขึ้นจริงคิดว่าข้าคงจะยังเชื่อมั่นในตัวเขาค่ะ เพราะหลักฐานเพียงแค่นั้น ข้าไม่สามารถนำมาฟันธงได้หรอกนะคะมาสเตอร์ลิเบอต้าและอีกอย่าง ข้าเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบจับแพะซะด้วยฉะนั้นข้าคงจะสืบจนถึงที่สุดเท่านั้นแหละค่ะ” ผมพยักหน้ารับกับคำตอบที่อีกฝ่ายบอกมาภายในสมองก็กลั่นกรองแผนการบางอย่างก่อนที่เสียงเพลงที่แสดงถึงการเข้าสู่ช่วงสุดท้ายจะดังขึ้นมาจากภายในงานนั่นทำให้ผมระบายรอยยิ้มยินดีออกมา แล้วผุดลุกขึ้นยืน
“มาสเตอร์ลิเบอต้าจะไปไหนรึคะ?”แม่ทัพสาวที่เลิกคิ้วสงสัยกับการที่ผมอยู่ๆก็ผุดลุกขึ้นมาอย่างกะทันหันก็ถามออกมาพลางเอียงคอมองผมหลุดหัวเราะเบาๆกับท่าทางแปลกๆของหล่อนที่ภายในใจของผมรู้สึกเอ็นดูแบบแปลกๆก่อนจะยื่นมือออกไปตรงหน้าหล่อน แล้วฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
“พาเจ้าหญิงกลับเข้าไปในงานวันเกิดของตัวเองน่ะสิครับมาเถอะครับ เพลงสุดท้ายเริ่มบรรเลงแล้วนะครับคุณแม่ทัพวัลคอร์ต” ผมกล่าวอย่างอารมณ์ดีในขณะที่อีกฝ่ายนั้นทำสีหน้าไม่แน่ใจกับพฤติกรรมของผมที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนไปแบบนี้
“ก็ได้ค่ะ”หล่อนจ้องมือที่ผมยื่นไปหาอยู่นานเหมือนชั่งใจก่อนที่จะตอบรับแล้วยื่นมือมาจับพร้อมกับลุกขึ้นมายืนตามแรงฉุดของผม
“จะว่าไป...พรุ่งนี้คุณยังอยู่ในเมืองสินะครับ?”แต่ก่อนที่พวกเราจะได้ก้าวเดินออกจากศาลาผมก็โพล่งคำถามบางอย่างออกมาซะก่อน
“ใช่ค่ะพอดีข้าจะต้องเตรียมการบางอย่างสำหรับออกเดินทางในวันมะรืนนี้อาจจะไม่ได้ไปที่กองอัศวินด้วย”
“แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลยล่ะครับ”ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างอารมณ์ดีกับคำตอบที่ได้รับกลับมาแต่นั่นก็ทำให้หล่อนหันหรี่ตามองผมอย่างระแวงกับท่าทางของผม
“มาสเตอร์มีธุระอะไรกับข้าในวันพรุ่งนี้งั้นหรือคะ?”
“ความ-ลับ-ครับ”ผมกล่าวพลางยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากของตัวเองพลางขยิบตาส่งให้เธอด้วยท่าทางเหมือนกับตอนที่ผมทำให้กับลูกค้าสาวๆภายในร้าน
“ช่วยอย่าทำเหมือนกับว่าข้าเป็นสาวน้อยในวัยแรกแย้มที่จะหลงเสน่ห์ผู้ชายที่มาทำท่าทางยั่วแบบนี้จะได้ไหมคะ...ข้าขนลุก...”เซลิน่าเบ้ปากพลางเบือนหน้าหนีแต่ผมก็แอบสังเกตเห็นว่าใบหูของเธอมีสีแดงจางๆอยู่
“ฮ่ะๆล้อเล่นน่ะครับ ตอนนี้เข้างานกันดีกว่านะครับ วันนี้คุณอุตส่าห์แต่งตัวทั้งทีถ้าไม่ทันได้เต้นรำละก็ คงจะน่าเสียดายแย่แน่ๆเลยครับ”
“แล้วใครมัวแต่ชวนข้าคุยจนเพลงสุดท้ายขึ้นแล้วกันล่ะคะ...”เซลิน่าที่ยังคงเบือนหน้าหนีอยู่บ่นงึมงำเบาๆแต่เผอิญโชคดีว่าผมยืนอยู่ใกล้กับหล่อน จึงได้ยินคำบ่นเมื่อครู่เต็มๆนั่นทำให้ผมหลุดหัวเราะอีกรอบกับท่าทางอายๆของสาวเจ้าที่คนส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสที่จะได้เห็น
ผมยิ้มบางๆมองเซลิน่าที่ยังคงเบือนหน้าไม่ยอมสบตาผมซักทีก่อนจะกระชับมืออีกฝ่ายจนคุณแม่ทัพสาวที่เผลอตัวอยู่สะดุ้งเบาๆแล้วจูงมือหญิงสาวผมแดงที่วันนี้อุตส่าห์แต่งตัวซะดิบดีคนนี้กลับเข้าไปในงานอีกครั้งโดยที่ระหว่างทางนั้น ผมอารมณ์ดีจนเผลอฮัมเพลงตลอดทางโดยมีคุณอดีตคู่หมั้นทำสีหน้าอ่อนใจเดินคู่มาด้วยกัน
.......................................................................
เฉลย:จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ