ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 89 สิ้นศึกแรก

            หลังจากที่จั้วหย่งนำทหารออกไล่ตามพวกโจรไปนี่ก็สมควรเป็นเวลาพักผ่อนบ้างแล้ว ทหารทั้งห้าร้อยนายพากันตั้งกระโจมพักผ่อนค่ำคืนนี้แสงจันทร์สาดส่องลงมาไม่ถึงถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกอากาศเย็นสบายพัดโชยมาทำให้ผู้คนหลับฝัน

             

            ท่ามกลางกระโจมและผู้คนมากมาย มีบุรุษผู้หนึ่งยืนโดดเดี่ยวบนเรือทอดสายตามองไปยังสาครที่ยาวสุดลูกหูลูกตา จากนั้นก็เอนตัวลงไปที่เก้าอี้ที่มีพนักพิงแหงนหน้ามองนภาที่บัดนี้ไม่เห็นแสงจันทราแลดวงดาวสายลมหอบหิ้วความเย็นสบายมามอบให้แก่ชายหนุ่ม ชายหนุ่มค่อย ๆหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย แล้วก็หลับไปตามระเบียบ

             

            ...

             

            เวลาผ่านไปสามชั่วยาม ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาก็อออกคำสั่งรวมพลอีกครั้ง ครั้งนี้จะรอรวมกองทัพแล้วถอยไปตั้งค่ายหลังแม่น้ำน้อยสายนี้

             

            จั้วหย่งนำทัพกลับมาพร้อมกับกองทัพของจงฉีและจางจิ้นจี้ที่ได้รับคำสั่งลอบโจมตีค่าย ทหารทั้งหมดได้กลับมารวมกัน เหลือทั้งสิ้นสองพันเศษสูญเสียไปทั้งหมดเจ็ดร้อยเศษ นับว่าได้กำไรอยู่บ้าง เสียไปเจ็ดร้อยแต่ได้ชัยกองทัพร่วมหกพันนาย นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง

             

            หลังเสร็จสิ้นสงครามครั้งนี้ชื่อเสียงของแม่ทัพหนุ่มก็ดังไปทั่วทุกสารทิศผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามายังค่ายทหาร เพียงวันเดียวที่เปิดรับสมัครกองทัพผู้เข้ารับการทดสอบเข้าเป็นทหารก็ปาเข้าไปกว่าสี่พันคนแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อแม้แต่ผู้บัญชาการค่ายบูรพาที่ได้ยินข่าวยังต้องตะลึง

             

            การคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มงวด ข้อกำหนดใหม่นี้ค่อนข้างสูงระดับพลังยุทธ์หนึ่ง จิตใจหนึ่งข้อแรกนับว่าง่ายขอเพียงผู้เข้าร่วมกองทัพต้องมีระดับพลังยุทธ์ไม่ต่ำกว่าขอบเขตแดนกายาขั้นที่เจ็ดหากอยู่ขอบเขตแดนพลังจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษส่วนข้อที่สองนั้นยากจิตใจมนุษย์สุดจะยากหยั่งถึง คดเคี้ยวเลี้ยวลดยากนักจะล่วงรู้การทดสอบนี้จำเป็นต้องคัดสรรอย่างถี่ถ้วนผู้ควบคุมการทดสอบนี้จำเป็นต้องมีสติปัญญามากจงฉีจึงได้รับมอบหมายโดยเฉพาะ

             

            เนื่องจากทัพตะวันส่งเรื่องขอเพิ่มกำลังเพียงสามพันนายเท่านั้นทำให้กองกำลังของหนิงเฟยหลงไม่อาจจะขยายได้มากกว่านี้ แม้ว่ากองทัพต้องการคนมากแต่ก็ไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้ ไม่เช่นนั้นคำว่ากบฏคงรออีกไม่ไกล  ทำการสิ่งใดควรคิดให้ถี่ถ้วนรอบคอบเข้าไว้จะผิดพลาดไม่ได้

             

            การคัดเลือกเป็นไปอย่างล่าช้าผ่านไปครึ่งค่อนวันมีคนผ่านเพียงยี่สิบคนเท่านั้น ทั้งวันคงได้ประมาณสี่สิบเท่ากับว่าต้องใช้เวลาถึงยี่สิบห้าวันจึงจะรับสมัครได้ครบพันคนแต่อย่าลืมว่าทุกวันอาจได้คนไม่เท่ากัน บ้างได้มากบ้างได้น้อยหากเป็นเช่นนี้ต่อคงจะต้องใช้เวลาเดือนหนึ่งจึงแล้วเสร็จ

             

            ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาหนิงเฟยหลงไม่อาจใช้เวลามากเกินไปการหารือจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

             

            “เรามีเวลาไม่มากพอ เช่นนี้เถอะรับคนมาเกินพันคนเลือกจากพลังยุทธ์แล้วค่อยคัดออกที่หลัง” จงฉีเสนอขึ้นมาทุกคนคล้ายจะเห็นด้วยรอเพียงคำตอบจากชายหนุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ

             

            “ตกลง เริ่มดำเนินการได้” ชายหนุ่มครุ่นคิดชั่วครู่แล้วจึงกล่าวต่อ“ข้าให้เวลาพวกท่านฝึกฝนทหารหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนนี้ทหารต้องพร้อมใช้ อยากได้โอสถอาวุธ หรือสิ่งใดให้แจ้งแก่จางจิ้นจี้ เขาจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ส่วนท่านทั้งสาม(จางจิ้นสิง จั้วหย่ง จงฉี) จงเร่งฝึกฝนทหารเถิด”

             

            หนิงเฟยหลงต้องการให้ทหารของตนพร้อมออกรบในเวลาเพียงหนึ่งเดียว แค่คิดก็พอจะรู้ว่าการฝึกฝนต่อไปนี้จะเข้มข้นเพียงใดปกติแล้วใช้เวลาร่วมปีในการฝึกให้พร้อมรบแต่นี้กำหนดเวลาสั้นมากหนิงเฟยหลงถือว่าการเข้าสมรภูมิจริงเป็นการฝึกฝนที่ดีที่สุดเร่งศักยภาพของกองทัพได้มากที่สุดแต่ทั้งนี้กองทัพของมันควรมีพื้นฐานเบื้องต้นเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็เหมือนนำพวกมันไปขึ้นเขียงก็เท่านั้น

             

            การเสนอของจงฉีและการตอบรับของหนิงเฟยหลงนำมาซึ่งความกดดันที่หนักอึ้งของเหล่าขุนพลผู้แบกรับการฝึกซ้อมยากจะปฏิเสธเรื่องนี้ได้ไม่เพียงแต่ทหารเท่านั้นที่จะเหน็ดเหนื่อยผู้บังคับบัญชาของพวกมันก็คงจะแย่ไม่แพ้กัน

             

            ...

             

            เวลาผ่านไปอีกสิบวันกองทัพตะวันออกได้ส่งทัพหนุนมาตามสัจจะที่ให้ไว้แก่ชายหนุ่มผู้บัญชาการค่ายพิทักษ์บูรพาทำตามคำพูดแล้ว ทหารกว่าสองพันนายถูกส่งมาทำให้ตอนนี้กองทัพของชายหนุ่มมีกำลังพลถึงเจ็ดพันนาย ต้องคัดออกอีกสองพันนาย

             

            การฝึกฝนเป็นไปอย่างราบรื่น ทีนี้ก็ถึงเวลาต้องบ่มเพาะตนเองบ้างแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ที่ชายหนุ่มมารับตำแหน่งล้วนแล้วแต่ทุ่มเทไปกับการทหาร ไม่ได้ใช้เวลาฝึกฝนตนเองมากนักจึงทำให้พลังยุทธ์ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรแต่ถึงอย่างนั้นมันก็อยู่กำเนิดพลังขั้นที่หกแล้ว เตรียมทะลวงสู่ขั้นปลายอันจะหาผู้ใดที่อายุน้อยเช่นนี้ ที่มีระดับการบ่มเพาะสูงขนาดนี้ไม่ได้

             

            หลังจากที่เปิดจุดใหม่อีกครั้งและสร้างเมล็ดพลังหยวนมันก็ทำให้ชายหนุ่มก้าวหน้าเร็วกว่าในอดีตจนกระทั่งเมื่อได้รับโอสถวิเศษทั้งสามภายในถ้ำดินแดนลับของสำนักยุทธ์หลวงจากผู้สูงส่ง นั่นก็ทำให้ความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นสิบเท่าเรียกได้ว่าเหนือกว่าระดับกำเนิดพลังไปแล้วในยามนี้

             

            แต่อย่างหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจมันมานานคือการที่มันไม่รู้ว่าตนเองมีฝีมือเทียบเท่ากับผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์ระดับขั้นใดกันแน่หากมันทุ่มสุดตัว

             

            ตั้งแต่จบการหารือครั้งนั้นชายหนุ่มก็ออกคำสั่งห้ามใครก็ตามรบกวนเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มอีกหนึ่งเดือนข้างหน้ามันจะออกมาจากการเก็บตัว เพื่อตรวจตรากองทัพอีกครั้ง

             

            ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้จั้วหย่งและจงฉีทุ่มเทสติปัญญาฝึกฝนกองทัพอย่างดีโดยมีจางจิ้นสิงและลู่คงคอยช่วยเหลือ

             

            ในเวลาที่ทุกคนกำลังฝึกฝนอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้นก็มีหน่วยสอดแนมเข้ามาแจ้ง “รายงาน ! รองแม่ทัพจงห่างจากค่ายทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือระยะทางสิบลี้มีรถม้าคันใหญ่พร้อมด้วยทหารกว่าพันคนชุดเกราะพยัคฆ์ธงที่ถือมาปักอักษรคำว่า ‘อี้’กำลังเคลื่อนทัพเข้ามา ขอรับ”

             

            “หืม ? อี้ ? อี้อ๋อง !!” จงฉีเบิกตากว้างมันไม่เข้าใจว่าอี้อ๋องมาถึงชายแดนตะวันออกทำอะไรกัน ?“เร็วเข้าจัดขบวนทหารออกไปต้อนรับ ส่งคนไปบอกท่านแม่ทัพ ไม่สิ...ตอนนี้ไม่ได้เอาเป็นว่าเจ้ารีบไปแจ้งขุนพลคนอื่น ๆ ให้ไปรวมกันที่ประตูค่ายทิศเหนือ”

             

            “ขอรับ”

             

            จงฉีรีบสาวเท้าไปหน้าประตูทิศเหนือจัดทหารห้าร้อยออกมายืนรักษาการณ์รอรับขบวนเสด็จของอี้อ๋องและยังส่งทหารอีกห้าร้อยออกลาดตระเวนรอบค่ายทางทิศเหนือ ห่างออกไปอีกสี่ถึงห้าลี้ป้องกันความผิดพลาด

             

            เพียงสองเค่อรถม้าคันโอ่อ่าก็มาถึงพร้อมกับกองทัพม้าพยัคฆ์กว่าพันนายจงฉีทำหน้าที่แทนแม่ทัพออกไปต้อนรับ “ข้าน้อยผู้แทนแม่ทัพ รองแม่ทัพนามจงฉี”มันกล่าวพร้อมกับย่อเข่าลงทหารทั้งหมดก็ย่อลงตาม

             

            ชายหนุ่มผู้ทรงศักดิ์ขยับกายเคลื่อนตัวลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้มอาภรณ์เหลืองลายมังกรอันเป็นชุดที่ได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิสะท้อนแสงส่องสว่างดูโดดเด่นเป็นที่น่าเคารพย่ำเกรงประหนึ่งเปล่งรัศมีโชติช่วงเป็นการบอกถึงบารมีอันหาที่สุดมิได้

             

            ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน มันคืออี้อ๋อง เยว่หวง เดินทางไกลมาจากพระนครเหอผิง เพื่อถ่ายทอดราชโองการและเยี่ยมเยียนกองทัพทางตะวันออก

             

            “ทุกท่านตามสบาย” ขุนพลแลทหารต่างลุกขึ้นรอรับสั่งต่อไป

             

            จงฉีลุกขึ้นแล้วก็รีบเชิญอี้อ๋องเข้าไปประทับยังโถงบัญชาการ“ท่านอ๋องเชิญเสด็จ” เมื่อเยว่หวงเดินนำแล้วจงฉีคอยบอกทางเดินตามไปข้าง ๆโดยมีบุรุษชุดเกราะพยัคฆ์ผู้หนึ่งเดินประกบอีกข้าง

             

            โถงบัญชาการ

             

            “สหายเราอยู่ที่ใดรึ ?” เยว่หวงถามอย่างไม่ถือตัวเมื่อไม่เห็นสหายรัก

             

            “ทูลท่านอ๋องท่านแม่ทัพกักตนปิดด่านอยู่คาดว่ากำลังจะทวงขั้นจึงมีคำสั่งห้ามใครรบกวนข้าน้อยไม่กล้ารบกวนจึงไม่ได้แจ้งท่านแม่ทัพเรื่องที่ท่านอ๋องเสด็จมาขอท่านอ๋องโปรดอภัยโทษ”

             

            “บังอาจ !ท่านอ๋องเสด็จมานับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งพวกเจ้าถือดีอย่างไรจึงไม่เร่งเข้ามาคำนับ ? เป็นถึงขุนนางไม่รู้จักธรรมเนียมมารยาทบ้างเลยรึ?” ทหารเกราะพยัคฆ์ผู้ตามเสด็จท่านอ๋องมาตะคอกอย่างไม่พอใจ

             

            “หุบปาก !”อี้อ๋องตวาด บรรยากาศภายในห้องก็หนักอึ้ง ไม่มีใครรู้ว่าอี้อ๋องผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่กันต่างมองไปที่ท่านอ๋องผู้นี้ดวงความระแวดระวัง  

             

            อยู่ ๆ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากนอกโถง “นั่นใครกัน ?”ทหารพยัคฆ์จดจ้องหน้าโถงไม่เว้นว่าง เสียงหัวเราะหายไป

             

            วืด !

             

            สายลมพัดกระโชกเข้าไปในโถง คนในโถงต่างพากันมองหาสิ่งผิดปกติแต่แล้วก็พบแต่ความว่างเปล่าแต่ทหารพยัคฆ์นั้นกลับแปลกกว่าผู้อื่นดวงตามันเบิกโพลง สีหน้าซีดเผือด แย่แล้ว ! อี้อ๋องหายไป !!