ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 73 : ทฤษฎีสมคบคิด (เริ่มบทที่ 2)

     

    ตอนที่ 73 : ทฤษฎีสมคบคิด (เริ่มบทที่ 2)

     

              ท่ามกลางความมืดมิดล้อมกรอบทุกด้านราวกับกำลังหลับตา มีเพียงแสงสะท้อนจากจอขนาดใหญ่เบื้องหน้าที่ฉาบย้อมพื้นที่ทำให้คลายความฉงน

              จนรู้ว่านี่เป็นเพียงห้องปิดไร้ซึ่งบานหน้าต่างคล้ายกับห้องนิรภัย มิใช่แดนมหัศจรรย์ที่ไหน

              นอกจากนี้... ยังทำให้เห็นบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าจอภาพขนาดใหญ่ 120 นิ้วนี้ด้วย

     

              คนนึงเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงยังกับนางแบบ มีผมสีน้ำตาลยาวหยักศกในชุดของสาวออฟฟิศ แต่เพราะเธอยืนอยู่ข้างอีกคนซึ่งกำลังนั่งเก้าอี้ ทำให้บรรยากาศของเธอดูคล้ายกับเลขาสาว

              ส่วนคนที่กำลังนั่งเก้าอี้อยู่นั้น คือเด็กหนุ่มผมบลอนด์ทองส่วนสูงราว 160 ซม. ทั้งที่อยู่ ม.ปลายแล้ว ตัวเขาเล็กกว่าคนที่อายุเท่ากันจนอดคิดไม่ได้ว่าโกงอายุมารึเปล่าเลยทีเดียว

              แต่หากจะมีบางสิ่งที่ทำให้หญิงสาวซึ่งเห็นชัดว่ามีอายุมากกว่าต้องยืนรับใช้เด็กหนุ่ม เห็นทีคงจะเป็นเครื่องบ่งชี้ภาวะผู้นำของโลกใบนี้ ซึ่งเด็กหนุ่มเป็นผู้ถือครองอยู่

              ...อย่างรอยสักรูปมงกุฎสีเงินบนหลังมือซ้าย อันมีอักษรโรมันประดับบนนั้นว่า ‘V’

              และใบหน้าท่าทางมั่นใจเกินร้อยของเขา ไม่ว่าคู่สนทนาในจอขนาดยักษ์ตรงหน้าจะเป็นใครก็ตาม

     

    ‘ฉันจะถอนสนธิสัญญาสงบศึก’

    อ้าว?

              แต่มาดผู้นำของเด็กหนุ่มก็เป็นอันต้องเหวอรับประทาน เมื่อเสียงหญิงสาวจากในจอเอ่ยหักข้อเสียงแข็ง เลขาสาวที่อยู่ข้าง ๆ เองก็ถึงกับเหงื่อตกไปด้วย

              โชคดีที่นี่เป็นการสื่อสารเฉพาะทางเสียง ไม่งั้นสีหน้าเหวอของเขาคงยิ่งทำให้เสียมาดหนัก

              ราชาเด็กหนุ่มรีบดึงสติตัวเองอย่างแนบเนียน

     

    “จะเอาแบบนั้นเหรอครับท่านฮ่องเต้? เห็นว่าศึกระหว่างคุณกับวลาดยังไม่เคลียร์เลยนี่ คิดจะเปิดศึกหลายทางน่ะคิดดีแล้วเหรอ?”

              เด็กหนุ่มพยายามพลิกกระดาน เอ่ยถามกลับด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ยิ้มเสียจนเลขาสาวคิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้ประชุมแบบเห็นหน้า เพราะสีหน้าแบบนี้โน้มน้าวใจใครไม่ได้แน่

     

    หรือเพราะรู้อยู่แล้วเลยจงใจก็ไม่รู้

    ตาราชาคนนี้นี่จริง ๆ เลย

              เลขาสาวคิดว่าแบบนั้นก็พอเป็นไปได้จากนิสัยทีเล่นทีจริงของเขา

     

              แม้ไม่นับเรื่องนั้น การชี้ให้อีกฝ่าย... ชี้ให้ท่านฮ่องเต้เห็นข้อเสียของการเปิดศึกหลายทาง เพื่อให้เธอรักษาสนธิสัญญาไว้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ถูกต้องอยู่ดี

              เพราะเลขาสาวเองก็รู้... หากเทียบระหว่างสงครามหนึ่งต่อหนึ่ง 2 ครั้ง กับสงครามสามทาง 1 ครั้ง แบบหลังมันมีความยากกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ นั่นเพราะมีหลายเรื่องให้ต้องนำมาคิดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการหากลยุทธ์เพื่อรับมือสองทิศพร้อมกัน หรือการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ควรกระจายกำลังไปสู้ทั้งสองศึก

              จับปลาสองมืออาจจะเสียทั้งสองตัว... เพราะมีข้อมูลหลายมิติแบบนั้นให้คิด ราชาหลายคนจึงมีสนธิสัญญาสงบศึกชั่วคราว เพื่อให้ตนสามารถโฟกัสกำจัดศัตรูได้แบบทีละคนโดยไม่ต้องพะวงหลายทาง

              แน่นอนว่าราชาหนุ่มของเธอเองก็รู้เรื่องนั้นถึงได้พยายามยุดยื้อสัญญาต่อ และท่านฮ่องเต้เองก็คิดเช่นนั้นถึงได้ทำสัญญาแต่แรก

              ทว่า...

     

    ‘ไม่ล่ะ สำหรับฉันในตอนนี้... จะวลาดหรือนายฉันก็ไม่คิดว่าจะแพ้หรอก’

              ท่านฮ่องเต้สาวกลับยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น ทำเอาเลขาสาวยิ่งเหงื่อตก

              แต่... พอเธอหันไปมองราชาของตัวเองที่นั่งบนเก้าอี้ ราชาเด็กหนุ่มกลับยังไม่เสียรอยยิ้ม

     

    “มั่นใจน่าดูเลยนะครับเนี่ย”

    ‘ดิฉันก็มั่นใจมาตลอดอยู่แล้วค่ะ———’

    “เป็นเพราะได้เครื่องมือชิ้นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงมาเหรอครับ?”

    ‘...’

              ถูกพูดขัด ท่านฮ่องเต้สาวก็ถึงกับนิ่งเงียบ มีเสียงถอนหายใจรดไมค์หนักหน่วงให้ได้ยินชั่วครู่

              ราชาเด็กหนุ่มยิ่งแสยะยิ้มกว้างขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองจี้ได้ถูกจุด

     

    ‘...ฉันไม่จำเป็นต้องบอก รู้ใช่ไหม?’

              ท่านฮ่องเต้สาวเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นยะเยือก ตอบกลับมาโดยไร้ซึ่งความสุภาพที่เคยมี

              แต่การพูดว่าจะไม่บอกด้วยอารมณ์นั้น มันไม่ต่างจากการเผยว่าราชาเด็กหนุ่มคิดถูกเลย

     

    “ใช่... คุณไม่จำเป็นต้องบอกอะไรผมหรอก เพราะเดี๋ยวผมก็รู้ของผมเองนั่นแหละ”

              ราชาเด็กหนุ่มเลยยิ่งตอบกลับอย่างไม่กังวล และมั่นใจ

     

    “กลับกัน คุณล่ะรู้อะไรบ้างท่านฮ่องเต้?” ราชาเด็กหนุ่มยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงโอ้อวด

    “น่าสงสัยจังนะครับ ว่าใครกันแน่ที่ไปก่อกวนคุณที่ฟรองน่ะ”

    ‘!!!? ...เปิดหน้าเร็วเหลือเกินนะ ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์!’

              คำพูดของราชาเด็กหนุ่มทำให้ฮ่องเต้สาวระเบิดอารมณ์ ความระอุราวกับน้ำเดือดถูกส่งผ่านไมค์เข้ามาในสาย จนเลขาสาวยังเผลอกลืนน้ำลาย

     

    ‘แกยิ่งทำให้ฉันคิดถูกเรื่องตัดสนธิสัญญานะ’

    “หรือจริง ๆ แล้ว ผมอาจจะเป็นคนเลือกให้เป็นอย่างนั้นก็ได้นะ”

    ‘โอหังซะจริง!!!’

              ท่านฮ่องเต้ระเบิดเสียงโกรธใส่ซ้ำสอง เธอยอมรับไม่ได้อย่างแรงที่ถูกบอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดินตามเกมของเขา

     

    นี่จะบอกว่าแกคิดหักสัญญาอยู่แล้ว ก็เลยเล่นแง่แล้วส่งคนมาก่อกวนชินที่พิพิธภัณฑ์ ฉันจะได้ถอนสัญญาเองอย่างนั้นเหรอ!?

    มันจะหยามหน้ากันเกินไปแล้ว!!!

              ท่านฮ่องเต้... ชงหยวนผู้หยิ่งทระนงรู้ยิ่งพิโรธหนัก นั่นเลยเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเธอ

     

    ‘ช่างเถอะ... งั้นการพูดคุยคงไม่มีความหมายอีกแล้ว ลาล่ะ’

    “อย่าตัดทางเลือกตัวเองสิครับแหม”

              ราชาเด็กหนุ่มยิ้มหน้าตายทิ้งท้าย หวังว่าน้ำเสียงผสมหัวเราะจะส่งไปถึงท่านฮ่องเต้อีกฝั่ง

              แต่แน่นอนว่าท่านฮ่องเต้ตัดสายทิ้งทันที กับอีกฝ่ายที่เอาแต่พูดจาดูถูก นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะพูดอะไรได้อยู่แล้ว

     

              สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้... เลยมีเพียงหน้าจอที่แสดงว่าสายถูกตัดการเชื่อมต่อ และเสียงถอนหายใจของเลขาสาวที่ยืนอยู่ด้านขวาเพียงเท่านั้น

     

    “เดี๋ยวก่อนสิคะท่าน... ทำไมถึงไปทำให้อีกฝ่ายโกรธอย่างนั้นล่ะคะ?”

    “ผมก็แค่อยากเห็นปฏิกิริยาของท่านฮ่องเต้ที่มีต่อ ‘ผู้ชายคนนั้น’ เอง ผมว่าชัดออกจะตายไปนะรูธ”

              ราชาเด็กหนุ่มยักไหล่ แถมยังมองกลับมาที่เธอด้วยสีหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘ใครก็น่าจะเดาได้นี่นา มันเข้าใจยากเหรอครับ?’

              และแน่นอนว่านั่นแทบจะทำให้เลขาสาว... รูธปรี๊ดแตกตามท่านฮ่องเต้ไปอีกคน

     

    รู้อยู่แล้วหรอกย่ะ!

    ที่อยากถามคือ ทำไมต้องทำให้โกรธขนาดนั้นต่างหาก!!!

    “...เหรอคะ”

              แต่รูธก็ยังเลือกตอบกลับหน้าตายเป็นตุ๊กตาไร้อารมณ์ ถึงจะสวนทางกับข้างในแบบสุด ๆ ก็เถอะ

     

    “โกรธผมป่ะเนี่ย?”

    “ไม่ได้โกรธค่ะ”

              รูธหลับตาตอบแม้ราชาของเธอจะพยายามมองหน้าสงสัย นั่นยิ่งทำให้เขารู้ว่าเธอโกรธจริง

     

    “ผมขอโทษด้วยนะรูธ ...แต่รับประกันไม่ได้หรอกนะว่าจะไม่ทำอีก”

    ไม่เป็นไรค่ะ

    “งั้นก็อย่าขอโทษแต่แรกสิยะ!”

    “ความคิดกับคำพูดสลับกันป่ะเนี่ย?”

              ราชาเด็กหนุ่มตบมุกไปหนึ่งฉาดจนรูธต้องรีบกระแอม เธอตีหนิ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียยังกับว่ามันลืมได้ง่าย ๆ

              แล้วอันที่จริงมันก็เกิดขึ้นบ่อยอยู่แล้ว จนราชาเด็กหนุ่มรู้ได้ทันทีเลยนั่นแหละ

     

    “ฮะฮะฮ่า! โคตรฮา! คุณนี่ตลกจังเลยนะ ผมจะท้องแข็งตายไหมเนี่ย!!!”

              แต่ราชาเด็กหนุ่ม นอกจากไม่โกรธแล้ว เขายังหัวเราะน้ำตาเล็ดจนกุมท้องอีกต่างหาก

              ท่าทางทีเล่นทีจริงนั่นช่างน่าโมโห ...แต่ในส่วนที่ไม่เคยถือโทษโกรธเคืองคำวิจารณ์นี่แหละที่ทำให้รู้สึกว่าทำงานด้วยง่าย

              อันที่จริงรูธก็เป็นคนจริงจังกับงาน เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะหลุดพลาดได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว การที่เธอเผลอพูดใจจริงออกมา มันเลยเป็นเพราะเขาเข้าถึงหัวใจเธอได้ดีเองต่างหาก

              ...แม้ลึก ๆ แล้ว รูธจะพยายามไม่ให้หัวใจตัวเองรู้สึกเช่นนั้นก็ตาม

     

    “...เข้าเรื่องเถอะค่ะ เมื่อกี้ท่านวางแผนอะไรอยู่กันแน่”

              รูธเลยเบี่ยงประเด็น กลับมาเรื่องที่ราชาเด็กหนุ่มยั่วยุฮ่องเต้อย่างจงใจ

              ก็จริงที่อีกฝ่ายติดต่อมาด้วยความตั้งใจที่จะหักดิบ 100% โน้มน้าวไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะสร้างความเป็นศัตรูเกินเหตุ เพราะนั่นอาจเป็นการตัดทางเลือกเจรจาในอนาคต

              และการทำให้ตัวเองเหลือทางเลือกน้อยลง ย่อมไม่ใช่วิธีการที่ฉลาดนัก

              แต่... มีหรือที่ราชาเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่รู้

     

    “งั้นผมก็ต้องถามกลับแหละนะครับ ว่าฝ่ายไหนที่เพิ่มความเดือดก่อน”

    “หมายความว่าไงคะ? ก็คุณเป็นคนยั่วโมโหเขาก่อนไม่ใช่เหรอ?”

    “นั่นเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากล่ะครับ แต่ไม่ใช่เจตนาของผมสักหน่อย”

              ราชาเด็กหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานมืด ๆ เหมือนพยายามรื้อบทสนทนากลับมา

     

    “ลองนึกดูสิครับ ว่าอารมณ์ของฮ่องเต้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อไหร่”

    “อืม... ตอนที่คุณบอกว่าเธอได้เครื่องมือใหม่รึเปล่านะ?”

              รูธนึกบทสนทนาเจ้าปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ราชาเด็กหนุ่มพยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ

     

    “ใช่แล้ว! ทั้งที่ผมก็ไม่ได้พูดถึงอะไรเป็นพิเศษ แต่ฮ่องเต้กลับมีปฏิกิริยารุนแรงกับคำพูดนั้นราวกับว่าไม่อยากให้แตะต้อง ความโกรธนั้นจะมีสาเหตุมาจากทิฐิ ความรัก ความโลภ ความหวงข้าวของก็เป็นไปได้หมด”

              ราชาเด็กหนุ่มพยายามอธิบายอย่างกว้าง ๆ ถึงที่มาของอารมณ์โกรธ

              แต่แม้จะมีมากมาย สาเหตุของอารมณ์ที่มาจากความโกรธนั้นย่อมมีสิ่งเดียว

     

    “ไม่ว่าอย่างไหน บุคคลที่เป็นสาเหตุของเรื่องนั้นก็คือคนที่เราไปแหย่ไว้... ชินยะ นัวรอย”

              ราชาเด็กหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจก่อนจะเสริมต่อ

     

    “วินาทีนั้น ผมรู้เลยว่าชินยะ นัวรอยจะต้องเป็น ‘ไพ่ใบสำคัญ’ ที่จะส่งผลกับฮ่องเต้ ผมถึงพยายามจะเค้นเพิ่มว่าเขาสำคัญขนาดไหน แล้วก็โป๊ะเช๊ะเลย!”

              ราชาเด็กหนุ่มดีดนิ้วยังกับจับไต๋ผู้ร้ายได้ ท่าทางยังกับนักสืบยังไงอย่างนั้น

              รูธฟังแล้วก็พอเข้าใจจนจับคางคิดตาม เพราะถ้ารู้ว่าใครมีผลต่อจิตใจของผู้นำศัตรู ข้อมูลนั้นย่อมเป็นไพ่ตายของเรา

              แต่เธอก็ยังเห็นช่องโหว่ของสิ่งที่ราชาเธอทำอยู่ดี

     

    “แต่เขาอาจจะแค่โกรธ เพราะรู้ว่าคนที่ไปแหย่คือคุณตั้งแต่แรกก็ได้นะคะ”

              ที่ฮ่องเต้เปลี่ยนอารมณ์ อาจจะเป็นเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ยั่วโมโหชินด้วยนักเลงในห้องน้ำนั้นมีราชาเด็กหนุ่มเป็นตัวต้นเรื่อง พอพูดออกมาเลยทำให้ฮ่องเต้โกรธที่เขาแทรกแซงแผนเธอ มากกว่าที่จะโกรธเพราะชายคนนั้นสำคัญกับฮ่องเต้

              รูธพยายามจะบอกเช่นนั้น แต่ว่า...

     

    “เรื่องนั้นก็เป็นไปได้ แต่มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าทำใจเย็นไว้แทนที่จะหัวเสียน่ะ” ราชาแบะมืออย่างมั่นใจ เพราะเขาคิดว่าการถูกแทรกแซงแผนการมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดที่ต้องควันออกหู

    “กลับกัน... ยิ่งหัวเสียแบบนี้ มันยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาคนนั้นเป็นคนสำคัญของฮ่องเต้ไม่ใช่รึไง?”

    “เรื่องนั้นมันก็...”

              รูธโต้แย้งไม่ได้ การแสดงออกของฮ่องเต้หลังยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดมีแต่จะรุนแรงขึ้นจริงดังที่ราชาของเธอว่า

     

    “ด้วยเหตุผลนั้น ผมขอสรุปว่าชินยะ นัวรอยเป็นตัวตนที่สั่นคลอนท่านฮ่องเต้ได้ ถ้าจำเป็นเราก็สามารถใช้งานเขาได้หลากหลายทีเดียว”

              ราชาเด็กหนุ่มลูบคาง แปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นเจ้าแผนการเหมือนทุกที

              บางครั้งก็ทีเล่น บางครั้งก็ทีจริงจัง... แม้ว่ารูธจะอยู่กับเขามานานหลายปี แต่ก็ตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทันเสียที

     

    นี่แหละมั้งที่เขาว่า ‘อัจฉริยะกับคนบ้าอยู่ห่างกันแค่เส้นบาง ๆ’

              รูธคิดยอมแพ้ที่จะเข้าใจราชาตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าราชาของตนคิดถูกมาตลอด

     

    “แต่ผมก็ไม่อยากจับเขาเป็นตัวประกันหรอกนะ ก็ผมเป็นคนมีมนุษยธรรมนี่นา!”

    ก็นั่นสินะคะ

    “จ่ะ พ่อคนดี”

    “เดี๋ยวนะ พูดสลับกับความคิดอีกแล้วเหรอครับ?”

    “เปล่าค่ะ”

              รูธรีบกระแอมปิดปากตัวเอง พอหลุดหลายครั้งเข้าแก้มเธอก็ชักแดงระเรื่อขึ้นมา เป็นที่ยิ้มกรุ้มกริ่มของเจ้าราชาจอมซนของเธอ

              พอเห็นแล้ว มันก็ชุ่มชื่นหัวใจพอให้คลายกังวลได้หน่อยแม้จะไม่ทั้งหมด

              ...นั่นเพราะจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ เขารู้สึกว่าชิ้นส่วนมันยังไม่เข้าที่เข้าทางจนสบายใจได้

     

    “ว่าก็ว่าเถอะนะครับ... ไอ้ข้อมูลที่หลุดมาก่อนหน้านี้ว่า ‘ชินยะ นัวรอยเป็นเป้าหมายของท่านฮ่องเต้ที่ฟรอง’ เนี่ย ใครกันนะที่ส่งมา แล้วส่งมาทำไมกัน”          

              ราชาเด็กหนุ่มกลับมาปะติดปะต่อถึงจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ข้อสรุป เพราะทุกอย่างมันน่าสงสัยไปหมด

     

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้... รูธได้รับข้อความจากสายปริศนาที่ติดต่อเข้ามา

    แค่นี้ก็น่าสงสัยแล้วว่าเป็นใครกันแน่?

     

    คนที่เคยติดต่อกับเราก็มีแต่ฝ่ายของราชาอันดับ 1 จากรัสซาเรีย ราชาอันดับ 4 จากฉิน และราชาอันดับ 6 จากซากุระ

    เราไม่ได้เปลี่ยนช่องทางติดต่อ เพราะงั้นสายลึกลับก็น่าจะมาจากคนพวกนี้ หรือไม่ก็ได้รับช่องทางติดต่อมาจากหนึ่งในพวกนี้อีกที

     

    “หรือว่า... จะเป็นราชาอันดับหนึ่งกันคะ?”

    “ผมเองก็คิดงั้น ก็ราชาจากซากุระแทบไม่สนใจศึกชิงดินแดนเลย เธอคนนั้นพอใจกับแค่การปกครองเขตประเทศตัวเองนี่นา”

              ราชาเด็กหนุ่มเห็นด้วยกับรูธ เขาตัดราชาจากซากุระรวมถึงฝ่ายฉินออกไป เพราะฮ่องเต้คงไม่ปล่อยข้อมูลของเป้าหมายที่ตัวเองกำลังตรวจสอบอยู่แล้ว

              ดังนั้น คนที่ปล่อยข้อมูลมาจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า มาจากฝ่ายของราชาอันดับที่ 1

     

    คำถามคือ... ราชาอันดับ 1 รู้เรื่องที่ว่าชินยะ นัวรอยกับฮ่องเต้เกี่ยวข้องกันได้ยังไงเนี่ยสิ?

    ไม่สิ นอกจากนั้น...

     

    ใครคือชินยะ นัวรอย?

    แล้วเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ยังไงกันแน่?

              มากกว่าเรื่องที่ว่าใครส่งข้อมูลมา ราชาเด็กหนุ่มก็เริ่มสนใจด้วยว่าตัวต้นเหตุคนนั้นคือใคร

              เพราะอย่างไรตอนนี้ฮ่องเต้ก็เปิดหน้าเป็นศัตรูกับเขาแล้ว การรู้เขารู้เราจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากยิ่งขึ้น

     

    ข้อมูลที่อยู่ในมือตอนนี้คือ ‘ฮ่องเต้พยายามตรวจสอบบางอย่างของชินยะ นัวรอย’

    แล้วตรวจสอบอะไรล่ะ?

     

    “...ชินยะ นัวรอยเป็นเด็ก ม.ปลาย อยู่ที่สยามสินะ”

    “ใช่ค่ะ แล้วนั่นก็เป็นเขตของวลาดด้วยค่ะ”

              รูธเสริมข้อมูลช่วยเตือนความจำ แต่แม้ราชาเด็กหนุ่มจะจำข้อมูลที่เสริมมาได้อยู่แล้วก็ไม่ได้โอ้อวด เพราะวงจรในสมองของเขากำลังทำงานอย่างหนักหน่วง

     

    ฮ่องเต้กำลังสืบบางอย่างจากชินยะที่อยู่ในเขตของราชาอันดับที่ 2 อย่างวลาด

    การสืบนี้อาจเกิดขึ้นเพราะอยากรู้ข้อมูลส่วนตัวของชินยะ หรือไม่ก็อยากรู้ความเกี่ยวข้องระหว่างชินยะกับวลาด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

     

    “...สยามช่วงที่ฮ่องเต้เข้าไปแฝงตัวมีการจลาจลขนาดใหญ่ด้วยสินะ”

    “ค่ะ... จากหลักฐานที่พวกเรารวบรวม เป็นไปได้ยากที่จะเป็นการก่อการร้ายในเขตประเทศนั้นค่ะ”

     

    ก็นั่นสินะ... เขตนั้นอยู่ในสภาวะสงบ แล้วก็ไม่เคยมีการก่อการร้ายขนาดใหญ่อยู่แล้วด้วย

     

    งั้นก็เป็นไปได้ว่าเหตุการณ์นั้นคือการปะทะกันของกลุ่มฉินและพวกวลาด

    การปะทะนี้เกิดขึ้นด้วยความจงใจของฝ่ายฮ่องเต้เหรอ? หรือว่าฝ่ายวลาดตั้งใจจะขับไล่ฝ่ายฮ่องเต้ออกไปจากอาณาเขตเฉย ๆ?

     

    ไม่สิ... ในสงครามชิงบัลลังก์ ฝ่ายตั้งรับจะรู้ตำแหน่งของตราศัตรูเมื่อเข้ามาในเขตก่อน พวกวลาดต้องสามารถกำหนดสถานที่ต่อสู้ได้เองอยู่แล้ว

    ถ้าตั้งใจจะสู้กันก็ไม่ควรจะทำในเมือง แต่เป็นชานเมืองหรือนอกเมืองต่างหาก

     

    งั้นก็แสดงว่านี่เป็นการเชื้อเชิญให้ทำศึกโดยตรงจากฝั่งของฮ่องเต้เองสินะ

    แต่... สุดท้ายฮ่องเต้ก็ชิงดินแดนไม่สำเร็จอยู่ดี

     

    ผู้หญิงคนนั้นจะประเมินกำลังรบไม่ถูกจนเกิดผลลัพธ์ที่ตัวเองพ่ายแพ้แบบนี้เหรอ?

    ไม่ใช่แน่... ฮ่องเต้เองก็มีสมอง เธอไม่สู้ในศึกที่มีโอกาสแพ้ 50-50 แบบนี้หรอก นี่มันเขตแดนของราชาเชียวนะ กล้าเสี่ยงเอาลูกน้องไปสู้หมดหน้าตักขนาดนั้นเลยเหรอ?

     

    ไม่ใช่แน่... งั้นก็แสดงว่ามีผลประโยชน์ที่จะได้เมื่อตัวเองพ่ายแพ้งั้นเหรอ?

    หรือพูดอีกอย่างก็คือ... ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ก็ยังได้ประโยชน์งั้นเหรอ?

     

    การสืบข้อมูลของชินยะเกี่ยวข้องกับเหตุปะทะนี้ หรือฮ่องเต้แค่ดำเนินแผนการสองอย่างไปพร้อมกันเฉย ๆ กันนะ?

    การจะบอกเรื่องนี้ได้... เราต้องรู้ว่าชินยะเกี่ยวข้องกับวลาดจริงรึเปล่า

     

    “...ชินยะไปที่ฟรองในฐานะนักเรียนพร้อมกับฮ่องเต้ และที่ฟรองก็มีศึกชิงดินแดนสามทาง ระหว่างพวกฉิน เจ้าถิ่นแล้วก็วลาดด้วยสินะ”

    “เอาให้ชัดคือ ศึกครั้งแรกเป็นศึกระหว่างพวกฉินกับเจ้าถิ่น แต่ครั้งที่ 2 มีพวกวลาดเข้ามาร่วมด้วยค่ะ”

     

    แสดงว่ามีสาเหตุที่เพิ่งจะเข้าร่วมสินะ

    แต่ก่อนอื่น... วลาดมีเหตุผลอะไรถึงต้องมาที่ที่ชินยะอยู่หากเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกัน? การที่เขาอยู่ทุกที่ที่ชินยะไปไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่!

     

    แล้วก็... ถ้าชินยะเกี่ยวข้องกับวลาด และฮ่องเต้ต้องการรู้ว่าเขาเกี่ยวกับวลาดไหม เธอก็ควรจะได้คำตอบตั้งแต่ศึกนี้จบลงแล้วว่าเขาเกี่ยว

    แต่ว่าชินยะยังอยู่ดี และออกจากฟรองไปได้อย่างปลอดภัย ทั้งที่รู้แล้วว่าอยู่คนละฝั่งแท้ ๆ

     

    ...แสดงว่าฮ่องเต้จะต้องมีเรื่องอื่นที่อยากรู้ด้วยแน่นอน

    แล้วเรื่องที่อยากรู้นั่น... ก็เกี่ยวข้องกับการชิงดินแดนทั้งที่สยามและฟรอง

     

    แต่ทำไมฮ่องเต้ถึงต้องตามไปยึดดินแดนในทุกที่ที่ชินยะอยู่ด้วย?

    ข้อมูลที่เธออยากรู้จะได้มาด้วยการยึดครองดินแดนขณะที่ชินยะอยู่ในพื้นที่เหรอ?

     

    ผลประโยชน์จากการยึดครองดินแดนได้ คือสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ที่อยู่ในอาณาเขต กับระบุตำแหน่งและประเภทของตราได้ทุกฝ่าย

     

    แต่อย่างแรกเป็นไปไม่ได้... การโน้มน้าวจะใช้กับผู้ที่มีตราอัศวินหรือราชาไม่ได้ มันใช้ได้แค่กับคนทั่วไปเท่านั้น

    ต่อให้ยึดครองดินแดนได้ ฮ่องเต้ก็ใช้พลังนั่นโน้มน้าวชินยะไม่ได้อยู่ดี

     

    งั้นก็แสดงว่า ฮ่องเต้ต้องการตรวจสอบตราของชินงั้นสินะ

    แต่จะตรวจสอบไปทำไมล่ะ? อยากรู้งั้นเหรอว่าเขาเป็นอัศวินของวลาดจริงรึเปล่า? เรื่องนั้นมันสำคัญด้วยเหรอ?

     

    ต่อให้เธออยากให้ชินยะแปรพักตร์มาร่วมกับตน เขาจะมีตราอัศวินหรือไม่ เธอก็ชวนเขาได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาอยู่ดี

    แต่สถานการณ์เดียวที่จะบ่งบอกว่าเข้าพวกไม่ได้แน่ ๆ ก็คือ...

     

    ........หรือว่า

    ตราราชันย์!?

     

    ฮ่องเต้ต้องการตรวจสอบว่าชินยะมีตราราชันย์รึเปล่างั้นเหรอ!?

    มิน่าล่ะ! ถ้าเป็นงั้นเรื่องส่วนใหญ่ก็พอจะลงล็อค!!!

     

    ฮ่องเต้อยากจะได้ชินยะเป็นพวก แต่ถ้าชินยะมีตราราชันย์ซึ่งเป็นศัตรูแน่นอนกับราชาด้วยกัน เธอก็หมดสิทธิ

    เพราะงั้นเลยต้องยึดดินแดนเพื่อพิสูจน์ตราของเขา!

     

    งั้นที่วลาดเข้ามามีส่วน แสดงว่าเขาต้องรู้ว่าชินยะมีหรือไม่มีตราราชันย์ เพราะเขาครองดินแดนที่ชินยะใช้เป็นฐาน เขาต้องมีพลังที่จะตรวจสอบเรื่องนั้นได้อยู่แล้ว!

     

    การที่วลาดตามมาสู้ในครั้งที่ 2 นั่นแสดงว่าไม่ได้มีความต้องการจะยึดดินแดนที่ฟรองเพื่อเพิ่มอาณาเขต แต่ทำไปเพื่อจุดประสงค์อื่น

    ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นการขัดขวางฮ่องเต้ ที่อยากจะตรวจสอบตราของชินยะนั่นเอง!

     

    งั้นก็แสดงว่าชินยะมีตราราชันย์จริงน่ะสิ! ไม่งั้นวลาดจะตามมาขวางทำไม!?

     

    ไม่สิ... สุดท้ายฮ่องเต้ก็ไม่ได้ทำอะไรชินยะก่อนออกจากฟรอง

    ถ้าเขามีตราราชันย์จริงเขาน่าจะถูกเก็บก่อนออกจากฟรองด้วยซ้ำ หรือไม่ก็คงมีข่าวการต่อสู้เกิดขึ้นแน่ เหมือนอย่างที่สยามนั่นแหละ

     

    งั้นชินยะก็อาจจะมีวิธีบางอย่างหลบเลี่ยงการตรวจสอบตราราชันย์ได้ น่าสงสัยจริง ๆ

    แต่ไม่ผิดแน่... หมอนี่ต้องมีตราราชันย์ชัวร์ป๊าป!

     

    แล้วเดี๋ยวก่อนนะ... ในบรรดาคนเป็นพันล้าน ทำไมฮ่องเต้ถึงได้สงสัยว่าชินยะอาจมีตราราชันย์ในเขตของวลาดได้ล่ะ?

    มีราชาสองคนอยู่ในเขตเดียวกันมันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?

     

    ราชาอันดับ 1 อยู่รัสซาเรีย

    อันดับ 2 คือวลาดที่สยาม

    อันดับ 3 อยู่ที่ยุโรป

    ส่วน 4 คือฮ่องเต้ที่ฉิน และ 5 คือเรา

    ราชาอันดับ 6 ที่ซากุระนี่ตัดไปได้

    และอันดับ 7 ก็เพิ่งตายไป

     

    ทุกคนมีที่อยู่ของตัวเองกันหมด

    แล้วจะเหลือใครอีกล่ะที่จะไปอยู่กับวลาดในเขตเดียวกันได้?

     

    ......อย่าบอกนะว่า!!!

    ไม่สิ... แต่ถ้าชินยะคือราชาจริง เขาก็อยู่ในเขตเดียวกับวลาดที่มีข่าวลือว่าเป็นแวมไพร์สายเลือดแท้นะ!

     

    งั้นราชาที่ไม่อยู่ใน 7 คน แถมแข็งแกร่งพอจะกล้าอยู่กับราชาที่เป็นแวมไพร์เหมือนกัน

    ก็มีแต่แวมไพร์สายเลือดแท้เหมือนกัน!

     

    ...งั้นก็มีอยู่แค่คนเดียวที่คุณสมบัติตรงกันและเป็นไปได้! คนที่ควรจะตายไปแล้วในวันกวาดล้างเมื่อสิบสองปีก่อนนั่นไง!

     

    แต่... มีใครบ้างล่ะที่จะรู้ข้อมูลตรงนี้หากไม่ได้รู้จักชินยะ นัวรอยเป็นการส่วนตัว!

     

    คนที่จะรู้จักหน้าของเขาที่ไม่เคยเปิดเผยในทางสาธารณะ อยากได้ความแข็งแกร่งของเขามาเสริมทัพ แถมต้องรู้ความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะมีตราราชันย์เพราะเป็นลูกของราชาไร้เลขคนก่อน

    นอกจากนี้... น่าจะต้องมั่นใจด้วยว่าทำให้เขาแปรพักตร์ได้แม้จะอยู่อีกฝั่ง แสดงว่าต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในระดับนึง

     

    ...แล้วคนที่มีคุณสมบัติตรงกันและเป็นไปได้ ก็ดันบังเอิญอยู่ฉินเหมือนกับฮ่องเต้ซะด้วยอีก

    ผู้หญิงคนนั้น! ที่ออกข่าวว่าป่วยตายตามคนรักไปวันเดียวกันนั่นไง!

     

    มิน่าล่ะ ถึงดูโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทนเจ้าตัวซะขนาดนั้น!

     

    “ผมรู้แล้ว”

              รอยยิ้มแสยะแย้มสะใจบนใบหน้าของราชาเด็กหนุ่ม ทำเลขาสาวหลุดเสียง “หา!?” ด้วยความสับสน

              ด้วยเพราะเซลล์สมองสีเทาได้ทำงานอย่างหนักหน่วง เขาเลยเชื่อมโยงปมทั้งหมดเข้าด้วยกันจนล่วงรู้ความจริงในที่สุด

              แล้วมันก็ช่างตรงเผง... ราวกับแอบเปิดบทสุดท้ายของหนังสืออย่างไรอย่างนั้น

     

    “ชินยะ นัวรอยคือรัชทายาทของเอลานอร์ที่ควรจะตายไปแล้ว และได้รับสืบทอดตราราชันย์ไร้เลขมา ส่วนตัวจริงของฮ่องเต้คือเจ้าหญิงชงหยวนจากฉิน คู่หมั้นของชินยะที่น่าจะตายไปแล้ว”

              ราชาเด็กหนุ่มฉีกยิ้มมั่นใจกับข้อสรุปที่ได้มาจากการจับแพะชนแกะ กระทั่งเลขาสาวยังหลุดร้อง “ห๊ะ!?” ออกมา เพราะไม่รู้ว่าราชาของตัวเองเพ้อเจ้ออะไรถึงคิดเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนั้น

              รูธตกใจกับข้อสรุปที่ยากจะเป็นไปได้ ถูกความสับสนเข้าครอบงำ ...จนลืมไปเสียสนิทว่าราชาของตัวเองไม่เคยเดาผิดเลยสักครั้ง

     

              หากพระเจ้ามีจริงท่านเองก็คงประหลาดใจไม่ต่างกับเธอ

              ในขณะเดียวกัน พระเจ้าคงนึกสงสารฮ่องเต้น่าดู เพราะศัตรูของเธอกลับได้รู้ทุกอย่างที่เธออยากจะรู้จากแค่ข้อมูลไม่กี่อย่าง แถมไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

              และคงมีแต่พระเจ้าเช่นกัน... ที่รู้ว่าภัยอันตรายใหม่ กำลังจะคืบคลานเข้าหาชินอีกครั้ง

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน