อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 135 เรื่องนี้พ่อควรคุยกับแม่ด้วยตนเอง

            เออร์วินที่สงสัยว่าเรื่องปรึกษาที่พ่อของตนบอกคือเรื่องอะไร และทำไมถึงต้องเอามาปรึกษาเขาด้วย แต่พ่อของเขาก็ไม่บอกไปทันทีกลับพาเขาเดินไปที่ห้องทำงานของตน ซึ่งก่อนเข้ามาในห้องเขาก็ขอให้เรเวนช่วยรออยู่ข้างนอก ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับทราบแล้วยืนรออยู่หน้าประตู เมื่อเข้ามาที่ห้องได้สำเร็จพระราชาอัลเฟรดก็เหลียวซ้ายแลขวาด้วยท่าทางมีพิรุธ พ่อกำลังจะอ้าปากพูดก็ดูลังเลแล้วก็หุบปาก พอจะอ้าปากพูดก็ดูลังเลแล้วก็หุบปากไม่ยอมพูดออกมา เป็นอย่างนี้อยู่พักใหญ่ๆ จนสุดท้ายเออร์วินก็ขมวดคิ้วมองหน้าพ่อตัวเองไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วนี่มันเรื่องอะไร เพราะขนาดตอนคุยกันเรื่องอัศวินศักดิ์สิทธิ์พ่อของเขายังไม่มีอาการแบบนี้

            “ท่านพ่อครับตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ครับ” เออร์วินถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

            พระราชาอัลเฟรดก็จ้องมองลูกชายตัวเองเขาดูลังเลเล็กน้อยเขาดูลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจถามว่า

            “ลูกรู้เรื่องที่พ่อกับหัวหน้าสาวใช้ลาน่าเอ่อ…”

            “ถ้าเรื่องนั้นละก็ใครๆ ก็รู้กันนี่ครับเพราะน้องสาวผมเรเชลก็เป็นก็เป็นลูกของคุณลาน่ากับท่านพ่อนี่ครับ” เออร์วินถามพร้อมกับมองพ่อด้วยสายตาแปลกๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงมาถามเรื่องนี้ เพราะจากการที่มีการแต่งตั้งให้เรเชลเป็นเจ้าหญิงเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างพระราชาอัลเฟรดกับหัวหน้าสาวใช้ลาน่า ก็เป็นเรื่องที่หลายคนรู้กันว่าคนที่เป็นทั้งสาวใช้ส่วนตัวของราชินีเอลิเซียและหัวหน้าสาวใช้ผู้นี้ ยังมีสถานะที่ไม่เป็นทางการอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คืออายุภรรยาของพ่อเขา

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ยินลูกชายพูดก็นึกขึ้นได้ เขากลับมาดูลังเลก่อนจะทำการสูดลงหายใจเข้าลึกๆ และถามว่า

            “ลูกรู้ใช่ไหมว่าแม่ของลูกตัดสินใจที่จะไม่มีลูกอีกทันทีที่ลูกเกิดมา”

            เออร์วินยิ้มแล้วพยักหน้าให้พ่อเขา เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาได้รู้ตั้งแต่ในคืนนั้นที่เขาต้องเถียงกับพ่อเรื่องการแต่งตั้งให้เรเชลเป็นเจ้าหญิง ในคืนนั้นเขาไม่ว่าพ่อที่มีอะไรกับสาวใช้ส่วนตัวของท่านแม่จนมีลูก แต่ที่เขาไม่พอใจก็คือทำไมพ่อของเขาถึงไม่ยอมบอกเขาเรื่องนี้ และทำราวกับว่าเด็กคนนี้ไม่เคยมีตัวตน มันทำให้เออร์วินนึกถึงเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เห็นค่าของเขาเป็นเพียงแค่ผลงานจากการทดลอง และรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อของเขาโดยที่ตอนนั้นอารมณ์และความรู้สึกบดบังความนึกคิดเรื่องทำให้เขาไม่ได้สังเกตว่าถึงแม้น้องสาวของเขาพวกนี้เธอจะไม่ได้เป็นเจ้าหญิง แต่เธอกลับเดินไปมาในปราสาทได้ราวกับเป็นเจ้าหญิงไม่มีผิด ถ้าไม่ใช่เพราะเขาที่แทบจะฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุดเขาคงได้พบกับเธอไปหลายครั้งแล้ว

            จากการพูดคุยกับพ่อในคืนนั้นทำให้เขาได้รู้ว่าต้องสายปลายเหตุทุกอย่างมันเริ่มจากการที่เขาเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย แม่ของเขาที่ไม่อยากลูกๆ ต้องมากลั่นแกล้งหรือทำร้ายกันเองเพียงเพราะพลังเวทย์ที่มีในตัว เธอจึงไม่คิดจะมีลูกอีก ซึ่งมันทำให้เออร์วินรู้สึกผิดเป็นอย่างมากและเมื่อได้ยินคำอธิบายที่เหมือนจะกำกวมของพ่อว่า ด้วยเรื่องเหล่านั้นเลยทำให้ราชินีเอลิเซียยินยอมให้พ่อของเขามีอะไรกับสาวใช้ส่วนตัวของแม่เขาจนมีเรเชลคลอดออกมา

            แม่เออร์วินจะสงสัยว่าทำไมพ่อถึงถึงพูดเรื่องนี้กับเขา แต่เมื่อเป็นเรื่องในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดตั้งแต่มาเกิดในโลกนี้ จึงทำให้เขาเริ่มจะอดทนและรอดูว่าพ่อจะพูดเรื่องอะไร

            พระราชาอัลเฟรดดูลังเลและอำ้อึ้งอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง ซึ่งท่าทีของเขาก็ยิ่งทำให้เออร์วินรู้สึกไม่สบายใจ จนได้ยินพ่อของเขาตัดสินใจพูดว่า

            “แล้วประเด็นคือคนที่มีความสัมพันธ์กับลาน่าไม่ใช่แค่พ่อคนเดียว”

            ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้เออร์วินก็นิ่งไปทันทีในหัวเขานึกถึงเรื่องเดียว

            ‘ชู้สาว มีคนรอบตีท้ายครัวพ่อเขา’ เออร์วินไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีหรือหน้าตา แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่จะยอมอยู่เฉยๆ ง่ายๆ ที่เขาพูดกับเรเวนไปเมื่อไม่นานมานี้ว่า ของของผมก็คือของของผม มันไม่ใช่คำพูดเล่นๆ เขาเชื่อมั่นและคิดแบบนี้จริงๆ และไม่ใช่ของของเขาเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ ของของคนในครอบครัวเขามีเขาด้วยที่เขาจะไม่ยอมให้ใครมาแย่ง ไปเด็ดขาดในวินาทีนั้นเขาเริ่มรู้สึกอยากฆ่าคนขึ้นมาจึงถามพ่อไปทันที

            “ใครครับท่านพ่อ?” เออร์วินไม่สนว่ามันจะเป็นใครที่มาทำให้พ่อเขารู้สึกกระอักกับและดูลังเลที่จะพูดออกมาแบบนี้ แต่ความต้องการที่ฆ่าคนที่แผ่ออกมานั้นแม้แต่พ่อเขาเองก็รู้สึกได้ จึงรีบพูดเตือนสติ

            “นี่ลูกใจเย็นก่อนลูกคงไม่ได้เข้าใจผิดอะไรใช่ไหม”

            เออร์วินมองหน้าพ่อตัวเอง

            “เข้าใจผิด? หมายความว่าไงครับท่านพ่อที่ว่าเข้าใจผิด”

            พระราชาอัลเฟรดสบตากับลูกชายตัวเองก่อนจะถามว่า

            “มีลูกเข้าใจว่าเรื่องมันเป็นแบบไหนกันแน่”

            เออร์วินตอบไปในทันที

            “ก็เรื่องชู้สาวไม่ใช่เหรอครับ”

            พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปทันทีที่ไม่ได้ยินคำตอบเขาไม่เข้าใจว่าเขาไปพูดอีกท่าไหนถึงทำให้ลูกชายตัวดีเข้าใจแบบนี้ไปได้ แต่ก็นับเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยมันก็ช่วยลดความกระอักกระอ่วนของเขาลง เขาสูตรลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้งก่อนจะพูดว่า

            “ไอ้เรื่องชู้สาวน่ะมันใช่แต่มันจะเรียกว่าชู้สาวก็ยังไงอยู่ เพราะอีกคนที่มีความสัมพันธ์กับลาน่าก็คือแม่ของลูกน่ะสิ”

            “ฮะ?” เออร์วินอุทานออกมา แม่ของเขามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสาวใช้ส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ยังเป็นภรรยาของพ่อเขา เออร์วินรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้มันดูแปลกๆ เขานึกถึงแม่ผู้ใจดีและมักแสดงความสดใสจนเกินพอดีอยู่บ่อยครั้ง เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าแม่ของเขาคนนี้จะมีความสัมพันธ์แบบเลสเบี้ยนกับหัวหน้าสาวใช้ จึงถามพ่อเขาเพื่อความแน่ใจว่า

            “พ่อกำลังจะบอกว่าตอนนี้แม่ของผมที่เป็นภรรยาของพ่อกำลังมีความสัมพันธ์แบบนี้หญิงหญิงกับเมียน้อยของพ่อใช่ไหมครับ”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าที่ในที่สุดลูกชายก็เข้าใจ ขณะที่เขากำลังจะรอดูว่าเออร์วินจะมีปฏิกิริยาอะไร กลับพบว่าเออร์วินเพียงแค่ถอนหายใจเหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญทั้งยังพูดว่า

            “เรื่องแค่นี้เองหรอครับท่านพ่อผมก็นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร”

            พระราชาอัลเฟรดถามด้วยความแปลกใจว่า

            “ลูกคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่”

            เออร์วินที่ได้ยินคำถามก็มองพ่อตัวเองแล้วก็ยิ้มแปลกๆ ก่อนจะพูดว่า

            “ท่านพ่อก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องแบบนี้มันเสียหายอะไรไม่ใช่เหรอครับ เพราะดูจากท่าทีของท่านพ่อแล้วเหมือนพ่อจะแคร์ความรู้สึกนึกคิดของผมมากกว่า”

            พระราชาอัลเฟรดมองลูกชายตัวเองแล้วก็ถอนหายใจ

            “ลูกนี้มันร้ายตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วช่างสังเกตแล้วก็หัวไว มันเป็นอะไรที่ยากจริงๆ กับการปิดซ่อนสิ่งต่างๆ จากสายตาลูก” พระราชาอัลเฟรดเท้าเอวแล้วก็มองลูกชายด้วยรอยยิ้ม “พ่อกับแม่เคยพูดเสมอว่าในตอนแรกดูเกิดมาพวกเรานั้นเป็นห่วงลูกกันมาก แต่เมื่อลูกยิ่งโตขึ้นพวกเรากลับรู้สึกเป็นห่วงคนที่เป็นศัตรูกับลูกมากกว่า และหวังว่าลูกจะรู้จักยั้งมือไม่ทำลายโลกใบนี้ทิ้ง”

            เออร์วินที่ได้ยินคำพูดของพ่อก็ยิ้มแล้วถามเขาว่า

            “แล้วสรุปที่พ่อเรียกผมมาคุยในคืนนี้เป็นเรื่องของท่านแม่กับคุณลาน่าเหรอครับ”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าสองทีก่อนจะพูดว่า

            “ความจริงแล้วพอสังเกตมาสักพักแล้วล่ะว่าแม่ของลูกมีความรู้สึกต่างๆ ให้กับลาน่า ซึ่งความจริงพ่อก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะพ่อก็ยังรู้สึกอยู่เสมอว่าความรักดีแม่ของลูกมีให้พ่อไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยถอยลงอะไร เพียงแต่ว่าความรู้สึกที่เธอมีให้กับลาน่านั้นมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เหมือนว่าเธอจะยังลังเลอะไรบางอย่างอยู่เลยไม่ทำให้มันชัดเจน”

            เออร์วินที่เหมือนจะเดาอะไรบางอย่างได้ว่าเรื่องที่พ่อเรียกเขามาคุยนั้นคือเรื่องอะไรแต่ก็ยังถามไปว่า

            “สรุปแล้วเรื่องที่พ่อเรียกผมมาคุยก็คือ…”

            พระราชาอัลเฟรดจ้องหน้าลูกตัวเองผมสีดำและนัยน์ตาสีแดงเพลิงที่ได้มาจากเขา และใบหน้าสวยงามราวกับงานศิลปะอันปราณีตได้รับมาจากผู้เป็นแม่ แม้ว่าทันทีที่เด็กคนนี้เกิดมาเขาจะรู้สึกผิดหวัง แต่เพราะคำพูดของภรรยาก็ดึงความเป็นพ่อของเขากลับมา ทำให้เขาได้คิดว่าสุดท้ายแล้วเด็กคนนี้ก็คือลูกคนนึงของเขา เป็นลูกที่เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องและเป็นศัตรูกับทุกคนที่ทำร้ายลูกของเขาโดยไม่สนว่ามันจะเป็นใคร พระราชาอัลเฟรดยิ้มแล้วก็พูดว่า

            “พ่อแค่อยากจะพูดว่าลูกช่วยไปคุยกับแม่เขาได้ไหมว่าไม่ต้องกังวลอะไร และทำตามที่หัวใจแม่ของลูกต้องการได้เลย เพราะพ่อเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรถึงยังไงก็เป็นภรรยาของพ่อทั้งคู่”

            เออร์วินที่เหมือนจะเดาได้อยู่แล้วว่าพ่อเขาจะพูดเรื่องทำนองนี้ ก็ขมวดคิ้วแล้วตอบไปว่า

            “ท่านพ่อครับนั่นเป็นเรื่องที่ท่านพ่อควรจะพูดกับท่านแม่ด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอครับ”

            พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายก็

            “ลูกกำลังหมายความว่าให้พ่อไปพูดด้วยตัวเองงั้นเหรอ”

            เออร์วินพยักหน้าหงึกๆ พระราชาอัลเฟรดกลับมามีท่าทีลังเลและกระอักกระอ่วน เออวินร์ที่เห็นท่าทีของพ่อถึงถามด้วยความสงสัยว่า

            “แค่นี้ก็อายแล้วนี่ตกลงพ่อจีบแม่ได้ยังไงกันครับ”

            พระราชาอัลเฟรดจ้องหน้าลูกชายตัวเองรีบเถียงกลับไปว่า

            “ก็ต้องอายสิใครจะเหมือนลูกล่ะแค่เจอหน้ากันครั้งแรกก็ชมกันแล้วว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ และอีกอย่างนะคนที่จีบอ่ะต้องไม่ใช่พ่อแต่เป็นแม่ของลูกต่างหาก”

            เออร์วินพ่อของเขาพูดถึงเรื่องที่เขาชมคาทาริน่าในวันนั้นก็รีบหลบสายตาไปอีกทาง จนเมื่อได้ยินพ่อขอตนพูดว่าฝ่ายที่จีบก่อนคือแม่ของเขาเออร์วินหันมามองพ่อตนเองพร้อมกับทำสายตาที่บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อในเรื่องที่พ่อเขาพูดเลยสักนิด

            พระราชาอัลเฟรดที่เห็นลูกชายมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกลบหลู่

            “พ่อพูดจริงนะแม่ของลูกเป็นฝ่ายจีบพ่อจริงๆ พ่อสาบานได้”

            แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นเหมือนสายตาน่าสมเพชจากลูกชาย พระราชาอัลเฟรดก็ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออก เขาตั้งใจจะพูดยืนยันอีกแต่ก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า

            “โอเคพักเรื่องนี้ไปก่อนว่าแต่ลูกจะไปคุยกับแม่ให้ไหม เพราะถึงยังไงต้นสายปลายเหตุของความสัมพันธ์นี้มันก็มาจากการที่แม่ของลูกไม่ยอมมีลูกอีก แต่ว่าแม่เขามีความจำเป็นบางอย่าง และลาน่าก็เป็นที่พึ่งทางใจให้แม่มาตลอด เอ่อ…เรื่องพวกนี้ลูกยังเด็กอยู่ลูกไม่ต้องสนใจหรอก เอาเป็นว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่ของลูกกับลาน่ามันมีสาเหตุมาจากเรื่องนั้นก็แล้วกัน”

            แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่พูดออกมาแต่เออร์วินก็พอเราออกว่าอะไรเป็นอะไร เพราะการที่แม่ของเขาไม่ได้มีลูกอีกแต่เธอกลับมีความสัมพันธ์กับลาน่าก็พอบ่งบอกได้ ทว่าเออร์วินกลับถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

            “ยังไงผมว่าเรื่องนี้พ่อก็ควรไปคุยกับแม่ด้วยตัวเองอยู่ดีนะครับ”

            พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปอีกรอบ เออร์วินก็พูดต่อว่า

            “ผมรู้ครับว่ามันดูแปลกๆ กับการบอกให้ภรรยาหลวงกับภรรยาน้อยของตนคบหากันได้โดยไม่ต้องกังวล แต่ไม่ว่าจะยังไงทั้งท่านแม่และคุณลาน่าก็เป็นภรรยาของพ่อทั้งคู่นะครับ และอีกอย่างผมว่ามันก็เป็นเรื่องดีกับตัวท่านพ่อและท่านแม่ด้วยเพราะมันแสดงให้เห็นว่าท่านพ่อนั้นใส่ใจท่านแม่มากขนาดไหน”

            พระราชาอัลเฟรดที่ยืนนิ่งก็ถอนหายใจแล้วยิ้มออกมา เขายกมือขึ้นมาลูบศีรษะลูกชายตัวเองด้วยความเอ็นดู

            “ถูกของลูกความจริงเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ลูกนี่เก่งเสมอเลยนะแต่ว่านะ” พระราชาอัลเฟรดลงไปนั่งยองๆ จนส่วนสูงของเขาใกล้เคียงกับลูกชาย “บางครั้งลูกก็ทำตัวให้สมเด็กบ้างก็ได้ อย่าลืมสิว่าตั้งแต่เกิดมาลูกไม่เคยอ้อนแม่เขาเลย”

            เออร์วินที่ได้ฟังคำพูดของพ่อก็ยิ้มออกมานี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อบอกให้เขาอ้อนแม่ ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุอย่างเขาจะยังคงอ้อนแม่อยู่บ้าง แต่มันยังสร้างความรู้สึกกับแปลกๆ ที่ชวนให้กระอักกระอ่วน เพราะถึงเขาจะรักแม่มากขนาดไหนแต่ภายในของเขาก็ไม่ใช่เด็ก 10 ขวบแล้ว การจะให้เขาไปอ้อนแม่นั้นมันจึงเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ

            พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้ลูกชายก่อนจะพูดว่า

            “ขอโทษที่ยัดเรื่องไม่เป็นเรื่องใส่หัวลูกลูกไปนอนเถอะ อย่าลืมว่าตอนนี้ในเมืองยังมีระเบิดลูกเบ้อเร่ออย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นอยู่ ตั้งใจรับมือกับเธอคนนั้นให้ดีและจำไว้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือผลลัพธ์จากเลวร้ายขนาดไหนพ่อกับแม่เขาจะอยู่ข้างลูกเสมอ”

            เออร์วินรับรู้ด้วยเถอะความอ่อนโยนจากพ่อของเขาเขายิ้มแล้วพยักหน้าให้พ่อ

            “ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับเพราะถึงตอนนี้ผมจะไม่ทำอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะอยู่เฉยๆ รอรับการถูกเชือดเพราะที่ผมขาดไปตอนนี้ก็แค่ข้อมูลเท่านั้น”

            พูดจบพระราชาอัลเฟรดก็ตบไหล่เขาเบาๆ

            “นี่ก็ดึกแล้วไปนอนได้แล้วไอ้ตัวแสบ”

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อเรียกเขาเช่นนี้เออร์วินยิ้มให้กับคำเรียกของพ่อ ก่อนจะเดินไปที่ประตูแล้วนึกขึ้นได้หันมาถามพ่อเขาว่า

            “ว่าแต่ทำไมพ่อถึงคิดให้ผมไปคุยกับแม่ครับทำไมถึงไม่ใช่ท่านพี่ล่ะ”

            คราวนี้พระราชาอัลเฟรดกลับไปฝ่ายมองลูกชายหรือสายตาเหมือนมองคนโง่ ก่อนจะพูดว่า

            “พ่อว่าคงไม่มีประโยชน์หรอกถ้าจะปรึกษาลิลลี่ ตราบใดที่มันไม่ใช่เรื่องของลูกเด็กคนนั้นก็คงไม่สนใจอะไรหรอก”

            เออร์วินทำหน้างงแม้เขาจะรู้ว่าพี่สาวของเขารักและห่วงใยเขาเสมอ แต่เขาก็ไม่คิดว่าพี่สาวขอตนจะวางเฉยเรื่องของพ่อแม่ได้ตามที่พ่อเขาบอก แต่เขาก็ไม่คิดจะพูดอะไรเลยเขาเปิดประตูออกจากห้องไปพบว่าเรเวนยังคงยืนรออยู่ ซึ่งเมื่อเออร์วินมองเธอก็หน้าแดงแล้วรีบหลบสายตาไปทางอื่น

            “กลับกันเถอะครับ” พูดจบเขาก็เดินไปโดยไม่หันมามองเธอ เรเวนที่เห็นปฏิกิริยาของเขาก็อมยิ้มแล้วเดินไป

            ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินกลับไปที่ห้องท่ามกลางความมืดมิดซึ่งมีเพียงเงาของทั้งสองที่เคลื่อนไหวไป เออร์วินก็พูดขึ้นว่า

            “เอ่อ… พี่สาวครับ”

            เรเวนที่เดินตามหลังก็ถามขึ้นด้วยความนอบน้อม

            “มีอะไรหรอกเพคะ”

            เออร์วินรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังหยอกล้อเขาเพราะปกติเธอมักจะพูดกับเขาแบบเป็นกันเองในเวลาที่ไม่มีคนที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย เออร์วินดูลังเลแต่ก็พูดออกไปว่า

            “เรื่องอายุภรรยาของผมอะไรนั่นไม่อยากพูดพล่อยๆ ได้ไหมครับ”

            เรเวนที่เห็นท่าทางของเขาก็ยิ้มออกมาบอกว่า

            “ต้องขออภัยเพคะที่มองฉันมันไม่เจียมตัว”

            แม้ว่าจะเป็นการพูดอย่างสุภาพแต่เออร์วินก็รับรู้ได้ถึงความสนุกจากน้ำเสียงของเธอ


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน