การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 45 พื้นฐานของผู้ฝึกยุทธคือการต่อสู้

    บทที่ 45

    พื้นฐานของผู้ฝึกยุทธคือการต่อสู้ 

    เจียงเฟิงสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ฝึกปราณได้มากกว่า 

    อาจจะเป็นเพราะว่าท่านอาจารย์ของเขาผู้นั้น สอนเกี่ยวกับเรื่องวิถีของผู้ฝึกปราณมากกว่าก็ได้ 

    ที่ท่านอาจารย์ของเขาไม่ได้สอนเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์มากมาย ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ 

    ในทางกลับกันเลยต่างหากอีกฝ่ายรู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกผู้ฝึกปราณอย่างแน่นอน

    แต่ว่าที่ท่านอาจารย์ของเขาไม่ยอมอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แค่พูดถึงพื้นฐานของแต่ละขอบเขตเท่านั้น

    มันเองก็เป็นเพราะว่าตาแก่ผู้นั้นเคยพูดเอาไว้ ผู้ฝึกยุทธ์เป็นผู้ฝึกตนที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างด้วยการต่อสู้ 

    ถ้าเกิดว่าอยากจะเข้าใจขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ ก็จำเป็นจะต้องไปหาจากการต่อสู้เอาเอง 

    ถ้าเกิดว่าไม่ได้บรรลุเกี่ยวกับขอบเขตของผู้ฝึกยุทธในการต่อสู้ จะให้อธิบายข้อมูลไปมากขนาดไหนรู้ข้อมูลมากขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ 

    เพราะว่าสำหรับผู้ฝึกยุทธแล้วพื้นฐานของพวกเขาคือการต่อสู้ 

    ทุกการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธถ้าเกิดว่าพวกเขาสามารถรอดมาได้ พวกเขาเองก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวง 

    ท่านอาจารย์ของเขาบอกว่าการต่อสู้ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ก็ล้วนแล้วได้ประโยชน์ทั้งสิ้น 

    ถ้าเกิดว่าร่างกายบาดเจ็บมันคือการขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น 

    ถ้าเกิดว่าพวกเขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ก็สามารถบ่มเพาะจิตของการต่อสู้ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ 

    หรือไม่กระทั่งการตระหนักรู้ถึงกระบวนท่าของการต่อสู้หรือไม่กระทั่งการตระหนักรู้ถึงกระบวนท่าของการต่อสู้ มันก็ช่วยเพิ่มพูนพื้นฐานการบรรลุในวิถีแห่งการฝึกยุทธ์

    เพราะแบบนั้นพื้นฐานของผู้ฝึกยุทธ์จริงๆแล้วมันก็คือการต่อสู้ 

    ถ้าเกิดว่าอยากจะได้ประโยชน์และอยากจะทำให้ขอบเขตแข็งแกร่งจริงๆ ตาแก่ผู้นั้นเคยบอกเขาไว้ว่าต่อสู้ให้มากๆวิ่งหนีให้น้อยลงแล้วขอบเขตของผู้ฝึกยุทธจะแข็งแกร่งขึ้น

    แต่ว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ด้วยหรือไม่

    อย่างไรซะผู้ฝึกยุทธ์เองก็เห็นผู้ฝึกตนที่ค่อนข้างจะผิดจากเส้นฟ้าดินอยู่แล้ว 

    เพราะว่าเส้นทางของผู้ฝึกยุทธไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังที่สอดคล้องกับมรรคาแห่งฟ้าดิน 

    แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถเดินไปภายในเส้นทางแห่งผู้ฝึกยุทธได้ แต่มันขึ้นอยู่ว่าอีกฝ่ายจะรอดหรือไม่แค่นั้นเอง

    คนธรรมดาถ้าก้าวเดินในเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ ในหนึ่งร้อยคนอาจจะมีเพียงแค่คนเดียวที่สามารถรอดจากเส้นทางแห่งการฝึกยุทธและสามารถไปถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าได้

    ส่วนคนธรรมดาที่ก้าวเดินโดยที่ไม่ได้มีพรสวรรค์ในด้านการฝึกยุทธ์ ที่สามารถก้าวเดินไปจนถึงขอบเขตที่สูงกว่าขอบเขตสิบได้อย่างนั้นหรือแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลยด้วยซ้ำ 

    เอาง่ายๆก็คือในตอนนี้เจียงเฟิงไม่ได้มีความรู้ในเส้นทางแห่งการฝึกยุทธมากนัก 

    เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าตามคำของท่านอาจารย์ของเขาผู้นั้น บอกให้เขาต่อสู้ให้มากขึ้นถ้าเกิดว่าต่อสู้แล้วก็จะรู้เอง 

    เจียงเฟิงเองก็กุมขมับเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน อีกฝ่ายบอกให้เขานั้นต่อสู้ในฐานะผู้ฝึกยุทธมากขึ้น 

    แต่ว่าอีกฝ่ายไม่เคยสอนกระบวนท่าของผู้ฝึกยุทธ์ออกมาเลยแม้แต่น้อย อาจจะมีพวกเคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์โบราณ แต่วิชาพวกนั้นไม่ได้มาจากท่านอาจารย์ของเขา

    ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องของผู้ฝึกปราณ 

    ยิ่งเป็นวิชาที่เอาไว้ใช้หนี ยิ่งมีมากเป็นพิเศษ 

    แต่ว่าเจียงเฟิงคิดว่าในเรื่องนี้ท่านอาจารย์ของตนเองนั้นทำถูกต้อง 

    ถึงอย่างไรก็ต้องเอาชีวิตรอดของตนเองเอาไว้ก่อน วิชาที่ใช้เอาไว้หนีมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี 

    ส่วนที่มีมากน้อยลงมาจากวิชาที่เอาไว้หนี คงจะเป็นพวกวิชาที่สามารถใช้เอาไว้ ขโมยพวกสมบัติได้วิชาประเภทนี้ท่านอาจารย์ของเขาก็สอนเขาเยอะเช่นเดียวกัน 

    เห็นได้ชัดเจนว่าท่านอาจารย์ของเขาส่วนใหญ่จะสอนวิชาแต่การเอาตัวรอด 

    เรียกได้ว่าความรู้หรือว่าวิชาที่ทรงพลังที่สามารถทำลายฟ้าและถล่มปฐพีได้ อีกฝ่ายอาจจะสอนมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก

    เจียงเฟิงในตอนนั้นยังคงจำได้ว่า หลังจากที่ตนเองเดินทางไปที่โลกใบนั้น เมื่อเขาล่าพวกวิญญาณทมิฬมาได้สักพักนึงแล้ว 

    เขาเองก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ของเขาสอนวิชาที่แข็งแกร่งๆให้เขามากขึ้น 

    แต่ว่าตาแก่ผู้นั้นก็พูดขึ้นมาด้วยท่าทางเหนื่อยหน่ายว่า “วิชานั้นเป็นวิชาของข้า วิชาของเจ้าถ้าอยากได้ก็คิดค้นเอาเองสิ”

    เจียงเฟิงเลยได้แต่จำใจ

    ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องจริงความรู้และความเข้าใจทุกอย่าง ท่านอาจารย์ของเขาเป็นผู้ที่ตระหนักวิชาพวกนี้ขึ้นมาทั้งสิ้น

    ถึงอย่างไรเสียก็เป็นวิชาของคนอื่นไม่ได้แข็งแกร่ง เทียบเท่ากับวิชาที่ตนเองนั้นคิดค้นขึ้นมาอย่างแน่นอน

    ถึงยังไงซะถ้าเกิดว่าเป็นวิชาที่ตนเองคิดค้นขึ้นมา มันก็เหมาะสมให้ตนเองใช้งานมากที่สุด

    แต่ท่านอาจารย์ของเขาก็สอนพื้นฐานหลายอย่าง เรียกได้ว่ามันเป็นความรู้ที่มากพอที่จะให้เขานำเอาไปประยุกต์ใช้เกี่ยวกับพวกการคิดค้นวิชาได้เลยทีเดียว

    เจียงเฟิงเริ่มคิดเกี่ยวกับการดำเนินแผนการถัดไปของตนเอง

    ในตอนนี้เขาสามารถบรรลุถึงขอบเขตที่สองได้แล้ว

    ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกปราณ ขอบเขตของเขาก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง

    เทียบเท่ากับว่าในตอนนี้เขาสามารถเอาตัวรอดด้วยตนเองได้แล้ว

    เห็นทีแล้วเวลาในการออกเดินทางเองก็คงจะใกล้เข้ามาแล้ว

    เจียงเฟิงต้องการออกไปเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เขาเองก็มีแผนการอยู่ภายในใจด้วยว่าตัวของเขานั้นจะทำอันใด

    เจียงเฟิงเริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องแผนการในการเดินทางของตนเอง

    หลังจากที่นั่งคิดมาสักพักนึง แผนการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในหัว เจียงเฟิงก็เก็บพวกแผนการนั้นเอาไว้ในใจ

    หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไปบริเวณด้านนอก

    สาวใช้ทั้งสองที่เป็นสาวใช้คนสนิทของเขายังคงยืนเฝ้ารออยู่

    พวกนางมองคุณชายของตนเองด้วยแววตาที่ประหลาดใจไม่น้อย

    พวกนางเป็นผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตห้า ถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์น้อยแล้วก็ไม่ผิด

    มันเลยทำให้พวกนางนั้นมีสายตาที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้แม้ว่าคุณชายของตนเองจะเก็บซ่อนพลังจากการทะลุขอบเขตได้ 

    แต่ว่าพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่รอบร่างกาย มันเองก็เป็นปราณวิญญาณและปราณต่อสู้ที่หนาแน่นจนเรียกได้ว่าแปลกประหลาดเลยก็ว่าได้ 

    ความหนาแน่นของปราณวิญญาณและปราณต่อสู้มากขนาดนี้ จะบอกว่าเป็นผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกตนขอบเขตสามมันเองก็ไม่ผิดเลย 

    เจียงเฟิงมองพวกนางที่ตกตะลึง เขาเองก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ “เอาละข้าหิวแล้ว”

    “พวกเจ้าไปเตรียมอาหารให้ข้าหน่อย ข้าต้องการอาหารเยอะๆ”

    พวกนางตั้งสติได้ก็รีบไปทำหน้าที่ของตนเองอย่างรวดเร็ว

    เพราะว่าพวกนางรู้ว่าคนที่ปิดด่านเพื่อทะลวงระดับของตนเอง หลังจากที่ทะลวงระดับแล้วร่างกายของพวกเขานั้นจะต้องการพลังงานเป็นอย่างมาก

    เป็นเหมือนกับว่าพวกเขานั้นใช้พลังงานส่วนใหญ่ของร่างกายในการทะลวงประตูนั้น

    เลยทำให้พลังงานส่วนใหญ่ภายในร่างกายถูกใช้ออกไปจนหมด เพราะแบบนั้นหลังจากที่ออกจากด่านหลังจากที่สามารถทะลวงระดับได้แล้ว 

    สิ่งที่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะทำคือการหาอาหารที่มีปราณวิญญาณบริสุทธิ์สูงในการกิน เพื่อเพิ่มพลังงานภายในร่างกายของตนเอง 

    ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสูงที่ไม่จำเป็นจะต้องกินอาหารแล้ว แต่ว่าพวกนั้นเองก็จำเป็นจะต้องกินอาหารหลังจากที่ออกจากปิดด่าน ซึ่งอาหารที่กินไม่ใช่อาหารของมนุษย์ธรรมดา 

    แต่มันเป็นพวกอาหารที่มีปราณวิญญาณบริสุทธิ์สูงเพื่อเติมปราณวิญญาณที่หายไปในร่างกาย 

    …

    ผ่านมาหนึ่งวัน

    หลังจากที่ทะลวงเข้าสู่ระดับของขอบเขตที่สอง

    เจียงเฟิงในตอนนี้แผนการถัดไปที่คิดได้ก็คือ ตัวของเขาวางแผนจะหลอมท่อนไผ่เขียวให้เป็นอาวุธรากฐานของชีวิต 

    เกี่ยวกับเรื่องนี้เจียงเฟิงคิดเอาไว้นานแล้วว่าตัวของเขาจะทำแบบนี้ 

    ยังไงซะทางเลือกในการหลอมรวมท่อนไผ่เขียวเป็นอาวุธรากฐานของชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ เพราะจะทำให้เขาสามารถใช้งานอาวุธวิเศษอย่างไผ่หยกได้ทรงพลังมากขึ้น

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน