นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 49 หนูน้อยผู้ที่ร้อยพิษไม่กล้ำกราย

    ตอนที่49 หนูน้อยผู้ที่ร้อยพิษไม่กล้ำกราย

     

    “เป็นอย่างไรบ้าง? ” ฉินเริ่นลุกพรวดจากเก้าอี้ทันทีตอนนี้ทั้งตัวของเขาเกร็งจนปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดแล้ว

     

    เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทีที่ดูเป็นกังวลขนาดนี้ฉินเจ๋อมองเขาด้วยความประหลาดใจ พลางอ่านรายงานให้เขาฟัง “ไม่เป็นไรร่างกายของโจวโจวแข็งแรงดี”

     

    ไม่เป็นไร?

     

    ฉินเริ่นขมวดคิ้วแน่นขึ้นดวงตาของเขาอ่านสแกนผลตรวจคำต่อคำ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะอ่านผลตรวจจนถึงบรรทัดสุดท้ายด้วยความกังวล

     

    ทำไมถึงตรวจไม่เจอหรือว่านี่จะเป็นยาพิษชนิดใหม่ที่อัลคิดค้นขึ้นมา ?

     

    เมื่อนึกถึงสิ่งนี้เขาก็หายใจแรงขึ้น เขากำผลตรวจและไม่พูดอะไร

     

    .ตอนนี้เองย่าฉินได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ จึงถามด้วยความสงสัย “อาเริ่นหลานเป็นอะไรหรือเปล่า หลานบอกว่าโจวโจวแค่กินของไม่ดีไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงดูกังวลขนาดนี้ล่ะ ? ”

     

    ฉินเริ่นเม้มริมฝีปากแน่นพลางกล่าวว่า“ไม่มีอะไรครับคุณย่า ผมแค่กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับโจวโจวพอถึงตอนนั้นไม่รู้จะอธิบายให้อาเล็กฟังอย่างไร”

     

    แบบนี้นี่เอง

     

    ก็จริงเพราะที่ผ่านมาเขาเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องเสมอ

     

    ย่าฉินจงกล่าวปลอบใจหลานชายไปว่า“ไม่เป็นไร ตอนนี้ผลตรวจออกมาแล้ว โจวโจวไม่ได้เป็นอะไรเลยหลานเองก็ไม่ต้องตกใจแล้ว เพราะถ้าไม่สบายตรงไหน โจวโจวก็จะบอกพวกเราเอง”

     

    “ใช่แล้ว”โจวโจวพยักหน้า “พี่ใหญ่ หนูไม่ได้เป็นไรจริง ๆ ”

     

    ฉินเริ่นพยักหน้ายังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ฉินเลี่ยก็เดินเข้ามาในห้องตรวจแล้ว “เกิดอะไรขึ้น ? ”

     

    ย่าฉินเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟังด้วยรอยยิ้ม“อาเริ่นเขากังวลมากเกินไป กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับโจวโจวจึงรู้สึกละอายใจต่อลูกน่ะ”

     

    งั้นหรือ ?

     

    ฉินเลี่ยหันไปมองฉินเริ่นแต่ไม่ได้พูดอะไร

     

    เมื่อเห็นเขาโจวโจวก็รีบยื่นแขนหาเขาทันที “พ่ออุ้มหนูหน่อย ! ”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยจึงเดินเข้าไปอุ้มหนูน้อยออกมาจากผ้าห่ม เขามองสีหน้าของเธอเมื่อเห็นว่าใบหน้าของหนูน้อยมีเลือดฝาด ดูสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิม เขาจึงพูดขึ้นว่า“งั้นกลับกันเถอะ ในเมื่อไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นเราออกจากโรงพยาบาลกันดีกว่า”

     

    “ใช่กลับบ้านกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าฉินเริ่นยังคงไม่ขยับเขยื้อนย่าฉินจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อกอดเขาหญิงชราถึงได้พบว่าร่างกายของเขาเย็นมากและฝ่ามือของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อนี่เขากังวลจนเป็นแพนิคเลยหรือ ?

     

    เมื่อเห็นสายตาของผู้เป็นย่าฉินเริ่นไม่กล้าแสดงอาการตื่นตระหนกมากนักเขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์แล้วตามกลับบ้านด้วยความกังวลใจ

     

    พวกเขาเดินเข้าประตูคฤหาสน์มาเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉินซีวิ่งออกมาพอดี เมื่อเห็นโจวโจวเขาก็รีบวิ่งเข้ามาจับมือหนูน้อยทันที “ไปกันเถอะโจวโจว พี่จะพาโจวโจวไปเล่น ! ”

     

    โจวโจวหันไปมองฉินเลี่ยเมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้า เธอจึงออกไปพร้อมกับฉินซี

     

    “อาเริ่นตามอามา”หลังจากที่เห็นหนูน้อยวิ่งหายไปแล้วฉินเลี่ยถึงได้คลายเน็คไทออก เขาเหลือบมองฉินเริ่น หลังจากพูดจบเขาก็เดินนำไปที่ห้องหนังสือ

     

    ฉินเริ่นพยักหน้าแล้วเดินตามไปที่ห้องหนังสือ

     

    ภายในห้องหนังสือ

     

    ฉินเลี่ยนั่งลงที่ด้านหลังโต๊ะหนังสือที่ทำจากไม้มาฮอกกานีเนื้อดีเขาเทชาแล้วยื่นให้หลานชาย จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ไปเจออัลมาใช่ไหม? ”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเริ่นเองก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจจนเกินไปเพราะเขารู้ดีว่าไม่เคยมีสิ่งใดรอดพ้นจากสายตาของอาเล็กไปได้

     

    เขาพยักหน้าและถือถ้วยชาอุ่นๆ ไว้ในมือ แต่แทนที่จะทำให้มืออุ่น มันกลับทำให้ร่างกายของเขาเย็นลงเสียงของเขาแหบแห้งและดูตึงเครียดไม่น้อย “โจวโจวกินลูกอมที่อัลให้”

     

    แม้จะบอกว่าเป็นลูกอมแต่ทุกคนรู้ดีว่าคืออะไร

     

    เพราะถึงอย่างไรในตอนนั้นเขาก็เคยกินมันเข้าไปเช่นกัน……

     

    ต่อมาเขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนโต๊ะในห้องทดลองเหมือนกับหนูตะเภาเขาถูกทดลองด้วยน้ำยาทดลองนับไม่ถ้วน รวมถึงข้อมูลทดลองที่หนาเป็นปึกเหล่านั้นเขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้นถึง 1 ปีเต็ม……

     

    เมื่อคิดถึงภาพความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ฉินเริ่นกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาเม้มริมฝีปากแน่นจนกัดปากตัวเองเลือดซิบเขาพูดอย่างไม่ลังเลว่า “ผลตรวจจากอาสี่บอกว่าไม่พบความผิดปกติผมคิดว่าอาจเป็นเพราะพิษยังไม่ทำงานหรือบางทีนี่อาจเป็นยาพิษตัวใหม่ที่อัลคิดค้นขึ้น ซึ่งมันจะทำให้คนค่อย ๆ……” 

     

    ‘ตายไป’

     

    เขาไม่ได้พูดสองคำหลังออกมาแต่สีหน้าของเขาดูร้อนใจและเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม

     

    ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็กหนึ่มคนหนึ่งแม้ว่าปกติแล้วเขาจะมีอารมณ์ที่สงบมั่นคง แต่ตอนนี้สิ่งที่กลัวที่สุดในหัวใจของเขาได้ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้วทำให้เขาตื่นตระหนกไม่น้อย

     

    “อาเริ่น”ฉินเลี่ยเรียกชื่อเขา น้ำเสียงนั้นทั้งสงบและสุขุมพร้อมทั้งพูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยนว่า “โจวโจวไม่เหมือนกับเธอ”

     

    “โจวโจวไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไปเธอช่ำชองในศาสตร์การแพทย์ ทั้งยังชอบพกขวดลายครามเล็ก ๆ ของเธอติดตัวเอาไว้เสมอซึ่งภายในนั้นบรรจุยาแปลก ๆ ทุกชนิด ถ้าอาเดาไม่ผิดโจวโจวน่าจะได้รับยาถอนพิษไปแล้ว”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเริ่นก็ตะลึงไป

     

    เขารู้ว่าโจวโจวมักจะพกขวดลายครามติดตัวเอาไว้และยาในนั้นก็มหัศจรรย์มาก แม้แต่โรคขาของฉินเฟิงที่หมอชื่อดังหลายคนรักษาไม่ได้แต่โจวโจวกลับสามารถใช้ยาจากในขวดลายครามนั้นมาช่วยรักษาได้

     

    แต่สองสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกันขาของฉินเฟิงถูกปราณชั่วร้ายกัดกินแต่ยาพิษที่อัลให้เธอกินมันคือยาพิษที่ไม่มีอำนาจของเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

     

    ทั้งยังเป็นยาพิษที่พวกเขาไม่รู้จักและไม่เข้าใจอีกด้วย

     

    เขายังคงกังวล“ยาถอนพิษของโจวโจวจะใช้ได้ผลหรือ ? ”

     

     ท้ายที่สุดแล้วยาแก้พิษนั้นมีไว้สำหรับแก้พิษที่ถูกจุด

     

    ฉินเลี่ยไม่ได้กังวลอะไรมากนักเขาชี้ไปยังผลตรวจที่วางอยู่บนโต๊ะ “แล้วนี่ไม่ได้ให้คำตอบเธอแล้วหรือ ? ”

     

    “แต่ว่า……”

     

    “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น”ฉินเลี่ยพูดตัดบท “อย่าประเมินโจวโจวต่ำไปเชียว หากเธอไม่มั่นใจเธอจะไม่กินอะไรส่งเดชเป็นอันขาด”

     

    ถึงแม้ว่าหนูน้อยจะมีนิสัยแปลกๆ ไปบ้าง แต่เธอไม่ได้โง่เลยสักนิด

     

    เมื่อเห็นว่าเขายังดูกังวลเหมือนกลัวว่าโจวโจวจะเป็นเหมือนเขาในตอนนั้น

     

    และพอนึกถึงเรื่องราวสุดเลวร้ายที่หลานชายเคยประสบพบเจอมาดวงตาของฉินเลี่ยก็ฉายแววรู้สึกผิด เขาพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “อาเริ่นอาต้องขอโทษเธอถึงเรื่องในปีนั้นด้วย เป็นเพราะพวกเราปกป้องเธอได้ไม่ดีพอ”

     

    เมื่อได้ยินแบบนี้ฉินเริ่นก็ชะงักไปเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า “ผมไม่โทษทุกคนหรอกเป็นเพราะผมไม่ระวังปล่อยให้เขาฉวยโอกาสเอง”

     

    “หลังจากที่เราหาตัวเธอพบเราไม่สามารถกำจัดอัลเพื่อช่วยแก้แค้นให้เธอได้ เธอยังโกรธพวกอาไหม ? ”

     

    “ไม่ครับ”ฉินเริ่นผ่อนลมหายใจยาวออกมา ความตื่นตระหนกหายวับไปจากแววตาของเขาและถูกแทนที่ด้วยความแค้นแทน “เพราะถึงอย่างไรตระกูลเบิร์ตก็เป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของอเมริกาการเปิดศึกกับพวกเขาอย่างเปิดเผยจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันเอาได้ผมเองก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นต้นเหตุของความเดือดร้อนต่อคนอื่นเช่นกันดังนั้นผมจึงไม่เคยโทษพวกอาเลยสักครั้งผมเองก็รู้ว่าคุณปู่และคุณย่าทุกข์ใจเพราะเรื่องนี้มาโดยตลอดที่จริงไม่จำเป็นต้องขอโทษผมหรอก ผมเข้าใจดี”

     

    เรื่องนี้จัดการได้ยากจริงในตอนนั้นคุณปู่คุณย่าและพวกคุณอาทุกคนต่างเตรียมพร้อมที่จะเปิดศึกชี้เป็นชี้ตายกับตระกูลเบิร์ตแล้วต่อมาก็ได้มีคนทยอยมาโน้มน้าวพวกเขาถึงหน้าคฤหาสน์อยู่หลายกลุ่มทุกคนต่างบอกให้พวกเขาเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมเลิกราและทำเพียงแค่ทุบทำลายห้องทดลองของอัลไปเท่านั้น

     

    แต่เห็นได้ชัดว่าหลายปีมานี้อัลไม่ได้สำนึกหรือเก็บคมเล็บเลย

     

    เขาพูดอย่างจริงจังว่า“อาเล็ก โศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นกับผมจะต้องไม่ไปเกิดซ้ำรอยกับโจวโจว”

     

    “มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด”ฉินเลี่ยรับปาก เมื่อเห็นว่าเขายังลังเล เขาจึงเรียกโจวโจวเข้ามา

     

    โจวโจวกำลังเล่นอยู่เมื่อรู้ว่าเขาเรียก หนูน้อยก็วิ่งเข้ามา เธอเงยหน้ามองพวกเขาแล้วถามด้วยความงุนงง“พ่อมีอะไรหรือเปล่า ? ”

     

    ฉินเลี่ยมองหนูน้อยแล้วถาม“รู้ไหมว่าสิ่งที่อัลเอาให้โจวโจวกินคืออะไร ? ”

     

    อัลคือใคร?

     

    โจวโจวคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อได้ยินว่าเขาพูดถึงเรื่องของกินก็พอจะเดาออกว่าน่าจะเป็นคนที่ให้ลูกอมเธอคนนั้นหนูน้อยพยักหน้ารับแล้วพูดว่า “รู้ค่ะ มันคือยาพิษไง”

     

    เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด

     

    “รู้ว่ามันมีพิษแต่ก็ยังจะกินงั้นหรือ”

     

    “กลัวทำไมล่ะ”โจวโจวทำหน้าไม่ใส่ใจ “เมื่อก่อนตอนที่อยู่บนภูเขา หนูมักจะกินยาพิษเป็นประจำอาจารย์บอกว่ามีเพียงทำให้ตัวเองเจ็บปวดเท่านั้นถึงจะกระตุ้นให้ร่างกายกำจัดพิษได้เองดังนั้นหนูจึงสามารถปรุงยาแก้พิษออกมาได้อย่างรวดเร็วทุกครั้ง”

     

    พูดถึงเรื่องนี้หนูน้อยก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไม่เบา

     

    ฉินเริ่นตกตะลึงในแบบที่ยากจะพบเห็นได้เขาคิดไม่ถึงเลยว่าฉินเลี่ยจะเดาถูกแบบนี้

     

    เขาถามอย่างเป็นกังวลว่า“แล้ว, แล้วยาแก้พิษได้ผลไหม ? ”

     

    “ก็พอได้ยังมีบางส่วนที่แก้พิษไม่ถูกจุด แต่หนูกินยาร้อยพิษไปแล้ว ยาเม็ดนั้นสามารถถอนพิษได้นับร้อยพิษยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของหนูถูกฝึกฝนมาให้เป็นร่างกายที่ร้อยพิษไม่กล้ำกรายมานานแล้วดังนั้นยาพิษเม็ดนั้นมันใช้ไม่ได้ผลกับหนูหรอก”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเริ่นถึงได้วางใจ

     

    เป็นอย่างที่ฉินเลี่ยพูดไว้ไม่มีผิดโจวโจวไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป ทักษะทางการแพทย์ของเธออยู่เหนือเกินกว่าที่พวกเขาจะรับรู้ได้ในเมื่อเธอพูดมาแบบนี้ นั่นหมายความว่ามันไม่มีอะไรจริง ๆ

     

    “เธอทำพี่ตกใจหมดเลย”ฉินเริ่นผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก แต่เขาก็ยังคงกำชับหนูน้อยด้วยความกังวลว่า“ต่อไปนี้อยากกินของที่คนแปลกหน้าให้อีกนะ”

     

    โจวโจวพยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเธอจำไว้แล้วจากนั้นหนูน้อยก็อธิบายต่ออีกว่า“ที่จริงการที่หนูกินยาพิษเม็ดนั้นเข้าไปเพราะมีจุดประสงค์อื่นต่างหาก”

     

    “จุดประสงค์อะไร? ”

     

    โจวโจวยกยิ้มที่มุมปากใบหน้าเจ้าเนื้อของหนูน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในขณะที่มืออวบอ้วนงอขึ้นมากวักเรียกพวกเขาให้เข้ามาใกล้ ๆ

     

    ฉินเริ่นยื่นหน้าเข้ามาหาหนูน้อยด้วยความอยากรู้ฉินเลี่ยมองมาที่หนูน้อยด้วยความสงสัยเช่นกันเขาพอจะเดาออกแล้วว่าเธอจะพูดอะไรบางอย่างให้พวกเขาฟัง สุดท้ายจึงโน้มตัวลงไปอย่างให้ความร่วมมือ

     

    โจวโจวพูดว่า“เพราะหนูจะหลอกให้เขากินยากุยซีของหนู พิษของยากุยซีรุนแรงกว่าพิษของยาพิษเขาอีก”

     

    ยากุยซี……มันคือยาเม็ดเดียวกันกับที่หลิวฮั่นชิวเกือบจะกินลงไปแล้วใช่ไหม?

     

    ในเวลานั้นโจวโจวได้อธิบายถึงผลกระทบของยากุยซี

     

    ยากุยซีเป็นยาพิษที่สมชื่อมันคือยาพิษร้ายแรงที่กินเข้าไปแล้วจะล้มตึงและกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คงไปโผล่ที่ยมโลกแล้ว

     

    แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีพิษร้ายแรงแต่มันจะไม่ออกฤทธิ์ในทันทีซึ่งจะออกฤทธิ์เมื่อไหร่นั้นก็สุดแล้วแต่โจวโจวจะควบคุมเอง

     

    พูดๆ อยู่นั้น โจวโจวดีดนิ้ว ลักยิ้มสองอันปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอเธอกระพริบตาและยิ้มอย่างไร้เดียงสา

     

    “เกมนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” 

    คล้ายกับเรื่องนักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน