หลี่กุ้ยฮวารีบอุ้มซูเป่าเอ๋อร์แล้ววิ่งตามเข้าไป“ต้าซาน! คุณจะทำอะไร! ฉันบอกแล้วว่าเงินนั้นเอาออกมาไม่ได้!”
เพียงครู่เดียวชายร่างใหญ่ก็เดินกลับออกมาที่ลานบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง ในมือเขามีปึกธนบัตรใบละหยวนและเฟินที่ยับย่นพร้อมด้วยเหรียญอีกจำนวนหนึ่งเขาหยุดยืนตรงหน้าซูเยว่ที่ยังคงนิ่งสงบราวกับผิวน้ำแข็งเย็นเยียบก่อนจะโยนเงินนั้นใส่ลูกสาวอย่างแรง
ซูต้าซานยืนหายใจแรงใบหน้าดำคล้ำ ไม่ยอมมองลูกสาวโดยตรง ราวกับถ้าสบตาแล้วจะทนใจเย็นต่อไปไม่ได้
“120 หยวน”เขาพูดเสียงต่ำแต่กระแทกชัด “นี่คือเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านตอนนี้!”
หลี่กุ้ยฮวายังยืนอยู่ข้างหลังเขาอุ้มซูเป่าเอ๋อร์แน่น ใบหน้าซีดและบิดเบี้ยว “ต้าซาน! คุณจะบ้าไปแล้วหรือไงถ้าเอาเงินพวกนี้ให้เธอไป คนที่บ้านจะกินจะดื่มอะไรได้ แล้วค่าเรียนของเป่าเอ๋อร์ล่ะ!”นางร้อง
ซูต้าซานไม่หันกลับไปมองเขาพูดต่อ “เงินของแม่แก แต่เดิมเหลืออยู่ 53 หยวน”เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกัดฟันพูดต่อ “หลังจากหักค่าเทอมที่พวกแกเคยเอาไปแล้วยังเหลือ 43 หยวน”
“ส่วนแต้มงาน… 65หยวน” เขาพูดต่อช้าๆ “รวมทั้งจักรเย็บผ้า ตอนนั้นกุ้ยฮวาขายไป 70หยวน” ซึ่งต่อมาก็ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลของเขาไปถึง 45 หยวน “ถ้าเป็ตามที่แกเพิ่งพูดไป รวมแล้วเงินที่ควรคืนให้แกกับน้องคือ 178หยวน เงินที่เหลือจะทยอยคืนหลังจากนี้”
ลานบ้านเงียบงันลง
หลี่กุ้ยฮวาน้ำตาไหลอาบหน้า“ต้าซาน! คุณตั้งใจจะฆ่าพวกเราใช่ไหม! เอาเงินทั้งหมดในบ้านไปให้มันแล้วพวกเราจะอยู่ยังไง! เป่าเอ๋อร์ยังเล็ก ยังต้องกินต้องใช้แกเคยนึกถึงพวกเราบ้างไหม แกมันพ่อเฮงซวย!”
ซูเป่าเอ๋อร์ที่ถูกกอดแน่นจนเจ็บเริ่มร้องไห้เสียงดังตามมารดาบรรยากาศในลานบ้านยิ่งยุ่งเหยิงขึ้นอีก
ซูเยว่ก็เงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาของเธอแดงเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้น …ก็เขียนรับรองหนี้เอาไว้ก่อนเถอะ”
ประโยคนั้นเสียดแทงเข้าไปตรงใจหลี่กุ้ยฮวาราวกับมีดนางแทบจะกรีดร้อง “อะไรนะ!? ซูเยว่! นังหน้าด้านยังจะเอาใบติดหนี้จากพวกเราอีก! แกคิดจะบีบพวกเราจนตายเลยหรือไง!”
ไม่ใช่ว่าทางบ้านจะจนตรอกมากนักจริงๆพวกเขายังมีกำลังหลักในการทำงานที่ขยันขันแข็งอย่างซูต้าซานอยู่อีกคนแต่เพราะหลี่กุ้ยฮวามักจะชอบแอบซื้อขนมหรือของดีๆ ให้ลูกๆ ของเธอกินรวมถึงเสื้อผ้าและของใช้อื่นๆ ที่เป็เงินไม่น้อยไม่ต้องพูดถึงว่านางยังมีหน้าใหญ่ใจโต ชอบซื้อของดีๆกลับไปที่บ้านแม่ทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อเอาหน้าจึงทำให้เงินเก็บในบ้านเหลืออยู่เพียงเท่านี้เท่านั้น
ตอนนี้หลายคนเริ่มเกลี้ยกล่อม“เสี่ยวเยว่ พอแค่นี้ได้แล้วล่ะมั้งไม่อย่างนั้นครอบครัวจะมองหน้ากันติดในอนาคตได้ยังไง”
“ดูสิว่าเธอบีบพ่อตัวเองถึงขนาดไหนต้าซานช่างโชคร้ายจริงๆ ที่มีลูกสาวแบบนี้ ถ้าลูกของฉันเป็แบบเธอล่ะก็ฉันคงอยากจะหักขาเธอแน่ กล้าดียังไงถึงมาเรียกร้องเงินกัน!”
“...ฉันเองก็คิดว่าเด็กคนนี้หัวแข็งไปจริงๆ”
ซูเยว่ได้ยินเสียงกระซิบนินทาที่ดังในอย่างไม่ปิดบังเ่าั้แต่เธอก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ “นี่เป็เงินที่ฉันสมควรได้ฉันไม่ได้บังคับว่าต้องจ่ายทั้งหมดตอนนี้ก็ดีมากแล้ว ฉันแค่้าของของฉันคืน!”
ตอนนี้เธอถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
ไม่เพียงแต่จะทำให้หลี่กุ้ยฮวาฉวยโอกาสพลิกลิ้นได้แต่หลังจากนี้เธอจะต้องดูแลตัวเองและน้องชายด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
ในเมื่อเธอไม่ต้องคาดหวังการพึ่งพาบิดาผู้ให้กำเนิดอีกต่อไปเธอก็ควรจะรวบรวมทุกหลักประกันเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะอยู่รอดเช่นกัน
ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้วถึงตอนนั้นทุกอย่างจะยากลำบากยิ่งกว่านี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าในปีที่ผ่านมาอาหารทุกอย่างก็ขาดแคลนไปหมด ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะสามารถซื้อได้แม้แต่สินค้าราคาสูงในตลาดมืดก็แทบไม่เพียงพอให้ผู้คนแย่งซื้อแล้ว
เงินเกือบ 200 หยวนอาจเป็เงินเก็บทั้งหมดของบางครอบครัวเป็เวลาหลายปีทว่าหากไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็เสบียงอาหารได้แล้วมันก็แทบจะไร้ประโยชน์ไปเลยไม่ใช่หรือ?
แต่ถึงจะไร้ประโยชน์แค่ไหน...เธอก็ยัง้ามันอยู่ดี!
ซูต้าซานยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็พยักหน้าช้าๆ “ตกลง”
หลี่กุ้ยฮวา “อ๊า!!!์! นี่มันกำลังจะฆ่าฉันแล้ว!!!”
โดยไม่สนใจผู้หญิงที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญอย่างจริงจังซูเยว่รีบส่งสัญญาณให้ซูอันเพื่อให้เขานำกระดาษและปากกาออกมาเขียนใบรับรองต่อหน้าชาวบ้านที่เป็พยานทุกคน
ตลอดเวลาหลินกั๋วเฉียงแทบไม่ได้แทรกแซงอะไรมาก ตัวตนของเขายังคงเป็ที่น่ากังขาอยู่หากเขาออกหน้ามากเกินไปก็จะทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่าเขาใช้ตำแหน่งของตัวเองมากดดันเพื่อเข้าข้างหลานชายและหลานสาวแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีบทบาทอะไรเลยเสียทีเดียวเพราะหากไม่มีหลินกั๋วเฉียงอยู่ที่นี่เื่ราวก็จะไม่มีทางง่ายและเป็ประโยชน์สำหรับสองพี่น้องมากขนาดนี้
ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ซูต้าซานได้เขียนรับรองว่าเขายังคงต้องจ่ายเงินอีก 58 หยวนให้ซูเยว่ภายใน5 ปี
หลังจากกระบวนการนี้เสร็จสิ้นแล้วชายวัยกลางคนก็พาสมาชิกครอบครัวคนอื่นกลับเข้าบ้านและปิดประตูราวกับไม่ต้อนรับใครอีกต่อไป
เมื่อเห็นละครฉากใหญ่จบลงในเวลานี้ชาวบ้านต่างก็พากันแยกย้ายไปอย่างรวดเร็วเวลานี้เลย่อาหารเย็นของพวกเขามามากแล้ว่นี้หลายครอบครัวมักจะประหยัดโดยการกินเพียง 2 มื้อเท่านั้นการที่พวกเขาอดทนได้ถึงตอนจบจึงแสดงให้เห็นว่าฉากแบบนี้หายากและคู่ควรกับการติดตามแค่ไหน
เมื่อผู้คนทยอยออกไปแล้วหลินกั๋วเฉียงก็ยังคงอยู่ที่นั่นและตามเด็ก 2 คนไปเพื่อช่วยพวกเขาเก็บของ
เห็นได้ชัดว่าซูต้าซานตั้งใจจะขับไล่พวกเขาแล้วจริงๆ
ตลอดเวลาที่ซูเยว่กับซูอันเข้าไปในห้องปีกข้างของตัวเองแม้จะยังมีเสียงของหลี่กุ้ยฮวาและซูเป่าเอ๋อร์รวมถึงเสียงตำหนิและทะเลาะเบาะแว้งดังมาเป็ระยะ แต่ประตูห้องใหญ่ก็ไม่เคยเปิดออกมาอีกเลย
สิ่งที่ต้องเก็บนั้นก็ไม่ได้มีมากนักนอกจากเสื้อผ้าเก่าๆ เพียงไม่กี่ผืน ก็คือสมุดและตำราเรียนของซูอันรวมถึงของจุกจิกเล็กน้อยที่ซูเยว่เก็บเอาไว้มาตลอดหลายปีรวมกันแล้วก็ยังไม่ใหญ่ไปกว่าถุงกระสอบใบหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
“ไปเถอะรีบกลับไปกินข้าวกัน” หลินกั๋วเฉียงพูดอย่างใจเย็นขณะที่รับกระสอบสัมภาระใบใหญ่มาพาดหลังไว้เอง
ซูเยว่เม้มริมฝีปากราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ผู้เป็ลุงก็ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ “ต่อให้จะมีแผนอะไรก็ตามก็ค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้ คืนนี้พวกเธอก็ไปนอนกับจ้งเหวินกับเสี่ยวถงก่อน”
หลินจ้งเหวินเป็ลูกชายคนโตของบ้านหลินอายุมากกว่าซูเยว่ 3 ปีและมักจะคอยช่วยเหลือพวกเธอพี่น้องอย่างเงียบๆเสมอ
หลินเสี่ยวถงเป็ลูกสาวคนน้องปีนี้อายุ 14 มากกว่าซูอันเพียง 1 ปีเท่านั้น
ส่วนป้าสะใภ้ของพวกเขา…
ซูเยว่มองท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็สีคล้ำมืดขึ้นทุกทีรู้ว่าลุงคงไม่ยอมปล่อยผ่าน และถึงต่อให้เฉินต้าหนียงจะช่วยปัดกวาดแล้วพวกเขาก็คงไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านร้างหลังนั้นได้ในคืนนี้
เมื่อได้ยินเสียงท้องของน้องชายดังขึ้นเบาๆเธอจึงได้แต่พยักหน้าเท่านั้น
ระหว่างที่เดินตามหลินกั๋วเฉียงไปซูเยว่ยังนึกถึงมันเทศต้มที่แอบแบ่งไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน
โชคไม่ดีที่ระหว่างทะเลาะกับเถียนเสี่ยวชุนเธอเผลอบี้มันจนเกือบเละไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครจะใส่ใจเื่เล็กน้อยแบบนี้
หลังจากถูกพี่สาวยัดมันเทศใส่อ้อมแขนพร้อมคะยั้นคะยอด้วยสายตาไม่หยุด ซูอันจึงยกของว่างขึ้นมารองท้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกเขาจะไปถึงบ้านลุง