เื่ฉาวโฉ่ของหลีไห่ หลีหงเสี่ยว และหวังลี่ปิงถูกพูดออกไปอย่างกว้างขวาง ความน่าเชื่อถือของผู้ใหญ่บ้านก็ลดลงไปไม่น้อย และด้วยความอับอาย ผู้ใหญ่บ้านจึงขอลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ขึ้นมาแทน และเสียนจื่อที่พอจะอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งยังเป็คนมีน้ำใจที่คนในหมู่บ้านยอมรับ เขาจึงได้รับเลือกให้ขึ้นเป็ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ โดยได้รับเงินค่าตอบแทนเป็เงินถึงสิบหยวนจากทางการ ทั้งยังได้รับส่วนแบ่งธัญพืชเพิ่มขึ้นอีกด้วย
หลีไห่ถูกแจ้งความว่าทำตัวเป็อันธพาล เขาจึงถูกเ้าหน้าที่มาจับกุมและถูกสั่งจำคุกเป็เวลาสามปี เื่นี้ผู้ใหญ่บ้านหรือแม้แต่ลุงใหญ่ฉินที่เป็ถึงเลขาธิการคอมมูนยังออกหน้าช่วยเหลือไม่ได้ หลีไห่ทำได้แค่ต้องเข้าคุกไปด้วยความเสียใจ
หลีหงเสี่ยวที่ถูกหลีไห่พูดเื่ความบริสุทธิ์กลับรับไม่ได้ เธอไม่เคยทำตัวเสื่อมเสียและไม่เคยประพฤติผิดธรรมเนียมมาก่อน เธอร้องไห้คร่ำครวญกับป้าหลีสามอยู่ทุกวัน ป้าหลีสามก็ไม่เชื่อว่าลูกสาวจะเป็คนแบบนั้น นางจึงไปเชิญหญิงที่มีประสบการณ์มาให้ช่วยตรวจสอบ ปรากฏว่าหลีหงเสี่ยวยังเป็สาวบริสุทธิ์ แต่มารู้ตอนนี้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเื่ที่เธอเคยอยู่ในกระท่อมหลังเดียวกับหลีไห่และหวังลี่ปิงเป็เื่จริง เื่ความบริสุทธิ์ยังจะสำคัญในสายตาคนอื่นอีกหรือ
ป้าหลีสามทนสายตาของชาวบ้านไม่ไหว ทั้งยังถูกลูกสะใภ้กดดันว่าหากไม่ให้หลีหงเสี่ยวแต่งงานออกไป ลูกสะใภ้จะหอบหลานชายกลับไปอยู่บ้านเดิม ป้าหลีสามจึงตัดใจยอมให้หลีหงเสี่ยวแต่งงานไปกับผู้ชายในหมู่บ้านห่างไกล เรียกว่าชาตินี้ นางกับลูกสาวอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
ส่วนหวังลี่ปิงที่ถูกหลีไห่พรากความสาวไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมที่จะแต่งงานกับเขา และพ่อหวังก็ไม่้าให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายไม่เอาไหนอย่างหลีไห่ อีกทั้งหลีไห่ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว เขาจะปล่อยให้ลูกสาวหยุดอนาคตไว้ที่หลีไห่ไม่ได้ พ่อหวังจึงตัดสินใจเรียกเงินจากผู้ใหญ่บ้านมาห้าร้อยหยวน จากนั้นเขาก็พาหวังลี่ปิงย้ายออกไปจากหมู่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่าพ่อหวังพาหวังลี่ปิงย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ก็มีบางคนที่บอกว่าพ่อหวังมีบ้านเดิมอยู่ที่ทางเหนือ บางทีเขาอาจจะพาหวังลี่ปิงย้ายกลับไปอยู่ที่นั่นก็ได้
ไม่ว่าในหมู่บ้านจะมีข่าวลือและเื่ราวให้พูดถึงมากแค่ไหน แต่ครอบครัวของเจียงโม่โฉวกลับไม่ได้รับผลกระทบกับเื่นี้ พวกเขายังทำตัวตามปกติ ไม่ว่าจะเอาของไปขายในเมืองหรือแม้แต่การทบทวนตำราเพื่อเตรียมสอบ เรียกว่าพอไม่มีหลีไห่มาคอยจ้องที่จะสร้างปัญหา ชีวิตของพวกเขาก็มีความสุขขึ้นมาไม่น้อยทีเดียว
“พี่ต้าเฝิง พี่บอกว่าในอนาคตอาจจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาเหรอครับ” ต้าเฉียงถามขึ้นมาอย่างสนใจ ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเจียงโม่โฉวถึงตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบมากนัก และไม่ใช่แค่เจียงโม่โฉว ทั้งโจวต้าเฝิงและโจวอ้ายเหม่ยก็ขยันอ่านหนังสือเหมือนกัน แรกๆ เขาก็ไม่กล้าถาม แต่ตอนนี้ความอยากรู้มันมีมากกว่า และตัวเขาก็เป็คนชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน
“ฉันกับโม่โฉวรู้จักคนในอำเภออยู่หลายคน พวกเขาพูดเป็นัยว่าอีกไม่นานอาจจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โม่โฉวเองก็อยากกลับไปอยู่ที่ปักกิ่งกับครอบครัว ส่วนฉันกับอ้ายเหม่ยก็ไม่อยากอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกแล้ว ฉันก็เลยคิดว่าถ้าได้ย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งก็น่าจะดี และทางเดียวที่จะให้พวกฉันย้ายออกไปได้ก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย” โจวต้าเฝิงตอบ
“เื่นี้เชื่อถือได้ใช่ไหมครับ” ต้าเฉียงถามย้ำอีกครั้ง
“คนที่บอกฉันมาเป็คนน่าเชื่อถือคนหนึ่ง”
“แต่เื่นี้นายจะเอาไปบอกใครไม่ได้นะ หากทหารแดงรู้ พวกเขาอาจจะคิดว่านายกำลังสร้างข่าวลือเพื่อก่อความไม่สงบอยู่ก็ได้” เจียงโม่โฉวเตือน
“ฉันรู้น่า ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยถูกยกเลิกไปั้แ่สังคมเราเริ่มมีการปฏิรูป ถ้าไม่มีประกาศว่าจะรื้อฟื้นการสอบ ฉันจะกล้าเอาเื่นี้ไปพูดได้ยังไง ฉันไม่อยากถูกทหารแดงจับไปหรอกนะ ฉันเคยเห็นทหารแดงลงโทษคนทำผิดอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ มันน่ากลัวมาก ฉันไม่อยากโดนแบบนั้นหรอก” ต้าเฉียงตัวสั่นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเคยเจอ
“นายอยากกลับบ้านที่ปักกิ่งหรือเปล่าล่ะต้าเฉียง” เจียงโม่โฉวถาม
“อยากสิ” ต้าเฉียงตอบทันที แต่เขาก็รีบหันไปมองภรรยา “ไม่ใช่ว่าฉันคิดถึงบ้านหรือคิดถึงความสะดวกสบายของเมืองหลวง แต่ฉันคิดถึงความก้าวหน้าในอนาคต ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้ว สักวันฉันก็ต้องมีลูก ที่ปักกิ่งมีหนทางให้ฉันทำมาหากินได้มากมาย และยิ่งถ้าฉันสอบติดมหาวิทยาลัย ฉันก็จะมีอาชีพหรือเส้นทางชีวิตให้เลือกมากยิ่งขึ้น ที่ฉันต้องคิดมากก็เพื่อครอบครัวของฉันทั้งนั้น”
“แล้วครอบครัวของนายล่ะ นายปล่อยวางได้แล้วจริงเหรอ ฉันยังเห็นแม่ของนายเขียนจดหมายมาหานายอยู่เลยนะ”
ต้าเฉียงถอนหายใจ “หลังจากที่ฉันเขียนจดหมายไปบอกว่าฉันจะแต่งงาน แม่ก็ให้พี่ใหญ่เขียนหนังสือตัดสัมพันธ์ส่งมาด้วยตามที่ฉันขอ พวกเขาคงคิดว่ายังไงฉันก็ต้องกลับไปหาพวกเขาเหมือนเดิม พอเห็นฉันไม่ตอบจดหมาย แม่ก็ให้พี่ใหญ่เขียนจดหมายมาหาฉันทุกสิบวัน แรกๆ ก็บอกว่าจะให้อภัยและยอมรับอาหรงให้เข้าไปเป็สะใภ้ แต่จดหมายฉบับหลังก็มีแค่คำด่าและคำต่อว่าต่างๆ นานา ที่มากที่สุดก็คงจะเป็ไอ้ลูกอกตัญญู
ฉันรับได้นะถ้าแม่จะเรียกฉันแบบนั้น แต่ฉันกตัญญูไม่ไหวแล้วจริงๆ ยิ่งตอนนี้ฉันมีครอบครัวของฉันเอง ฉันก็ต้องปกป้องครอบครัวของฉันสิ พี่ใหญ่เอาเปรียบฉันทุกอย่าง ฉันคิดว่าถึงเวลาที่เขาควรจะแสดงความกตัญญูกับแม่บ้างแล้ว ไม่ใช่ให้ฉันแบกรับภาระของครอบครัวอยู่คนเดียว อีกอย่างฉันมีภรรยาที่ดีที่รักและห่วงใยฉันจริงๆ ฉันจะไม่ยอมให้เธอต้องมาเป็ทุกข์เพราะครอบครัวของฉันหรอก บางครั้งฉันยังขอบคุณโชคชะตาที่แสนอาภัพของฉันนะที่ส่งให้ฉันมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้และได้มาพบกับรักแท้อย่างอาหรง”
“ฉันก็ขอบคุณโชคชะตาที่ส่งให้ฉันมาเจออ้ายเหม่ยเหมือนกัน”
“พวกนายช่วยหยุดทีเถอะ เห็นใจคนโสดอย่างฉันบ้าง” โจวต้าเฝิงยกตะกร้าผักมาวางไว้ “ถ้าว่างก็ไปล้างผักพวกนี้มาเตรียมไว้สิ อ้ายเหม่ยกับอาหรงบอกว่าจะทำผักดองขาย”
อารมณ์ซึ้งของเจียงโม่โฉวกับต้าเฉียงถูกทำลายเพราะโจวต้าเฝิงโดยแท้ แต่มันก็จริง พวกเขาไม่มีเวลามานั่งพูดจาไร้สาระหรอก เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงปีก็จะมีประกาศเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขาต้องรีบหาเงิน
“คุณแม่คะ จดหมายจากโม่โฉวค่ะ มีรูปถ่ายของน้องสะใภ้ด้วยนะคะ” เจียงโม่หลานถือจดหมายเดินเข้ามาหามารดา
“ไหนๆ เอามาให้แม่ดูซิ ลูกสะใภ้ของแม่สวยหรือเปล่า ไม่สวยแม่ไม่รับนะ” คุณแม่เจียงรับรูปถ่ายมาดูอย่างปลื้มใจ “นับว่าเ้าลูกชายยังตามีแวว ลูกสะใภ้แม่สวยจริงๆ”
“โธ่...คุณแม่ คนอื่นเขามีแต่อยากได้ลูกสะใภ้ที่เป็คนดีและว่านอนสอนง่าย แต่คุณแม่กลับเลือกลูกสะใภ้ที่หน้าตา มันถูกแล้วเหรอคะ” เจียงโม่หลานหัวเราะ
“นิยามของแม่ คนหน้าตาดีต้องนิสัยดีอยู่แล้ว”
“ถ้างั้นบ้านเราก็เป็คนดีกันทั้งบ้าน เพราะพวกเราหน้าตาดี ถูกไหมคะ”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
“แม่คะ” เจียงโม่หลานทำท่าทางจริงจังก่อนพูดเสียงกระซิบ “หนูแอบได้ยินพวกหัวหน้าเขาพูดกันว่าอาจจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม่คิดว่าเรามีโอกาสจะได้กลับไปปักกิ่งไหมคะ”
“แม่ก็ได้ยินมาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เอาเถอะ...ยังไงเราก็คงได้แค่รอ แกก็อย่าเพิ่งไปก่อเื่อะไรเข้าล่ะ เดี๋ยวผู้หมวดหวังก็ตามมาเอาเื่แกอีกหรอก”
“พูดถึงอีตาผู้หมวดบ้านั่นแล้วหนูก็อยากจะสวนหมัดใส่เขาสักหมัดสองหมัด เอาให้จำทางกลับบ้านไม่ได้เลย คนอะไรพูดไม่รู้เื่”
ผู้หมวดหวัง : รู้สึกหนาวๆ เหมือนมีคนคิดถึง
“คุณพ่อครับ โม่โฉวส่งรูปถ่ายหลานสะใภ้มาให้ดูครับ ยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ที่หลานสะใภ้ตัดให้คุณพ่อเป็พิเศษส่งมาด้วยนะครับ” คุณพ่อเจียงถือห่อพัสดุเดินเข้ามา
“ตัดมาทำไมให้สิ้นเปลือง เสื้อผ้าของพ่อมีเยอะแยะ” คุณปู่เจียงทำเสียงไม่พอใจ แต่ใบหน้ากลับยิ้มไม่หุบ พร้อมทั้งกอดห่อพัสดุไม่ยอมวาง “แกได้เสื้อใหม่ด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ได้หรอกครับ เสื้อใหม่มีแค่ของคุณพ่อคนเดียว” คุณพ่อเจียงยิ้มอย่างรู้ทัน แต่ไหนแต่ไรพ่อของเขาก็มักจะแข่งการเป็ที่รักจากหลานๆ กับเขาอยู่แล้ว โดยเฉพาะเจียงโม่โฉวที่ดูจะเป็หลานรัก หากลูกสะใภ้ส่งเสื้อใหม่มาให้เขาด้วย ถ้างั้นก็อย่าหวังว่าคืนนี้เขาจะได้นอนในบ้านเลย ม้านั่งแข็งๆ หน้าบ้านต้องเป็ที่นอนของเขาแล้ว
“หลานสะใภ้ช่างกตัญญู เอาไว้กลับปักกิ่งเมื่อไหร่ ฉันต้องให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเธอเสียแล้ว” คุณปู่เจียงถอนหายใจ “แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเราจะได้กลับไปปักกิ่งกันหรือเปล่านะ บางทีฉันอาจจะตายอยู่ที่นี่ก็ได้”
คุณพ่อเจียงเขยิบเข้าไปใกล้บิดา “อีกไม่นานอาจจะมีการเปลี่ยนผู้นำแล้วนะครับ”
“แกรู้ได้ยังไง”
“นักวิชาการรุ่นเก่าเริ่มพูดเื่นี้กันแล้วครับ แต่ว่ายังห้ามแพร่งพราย ผมคิดว่าโอกาสที่เราจะได้กลับปักกิ่งมีสูงอยู่เหมือนกัน”