ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 100 วันวาเลนไทน์



    วันที่ทำให้โรงเรียนมัธยมของณรัชต์คึกคักและมีสีสันมากเป็นพิเศษนอกจากงานกีฬาสีแล้ว รองลงมาก็คงเป็นวันวาเลนไทน์นี่ล่ะขณะเดินเข้ามาโรงเรียนในตอนเช้า ณรัชต์มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความคึกคักของนักเรียนที่มาถึงโรงเรียนในตอนนี้ นอกจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแล้ว แทบทุกคนมักจะมีสิ่งของต่าง ๆ ติดไม้ติดมือมาด้วยเป็นพิเศษนอกเหนือจากกระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน อย่างเช่น ถุงใส่กล่องของขวัญ หรือสิ่งของต่างๆ ถุงใส่ขนม ลูกอม และช็อกโกแลตต่าง ๆ รวมถึงดอกกุหลาบที่ต่างพากันถือติดไม้ติดมือมาโรงเรียนกันแทบทุกคน ซึ่งรวมถึงณรัชต์ด้วย
    เดินเข้าห้องเรียนมาก็เห็นเพื่อนร่วมห้องกำลังเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ภายในห้อง
    ณรัชต์กวาดสายตามองรอบห้อง ดูเหมือนวันนี้นักเรียนหญิงห้องของเขาจะมาโรงเรียนกันเกือบครบทุกคน ทั้งที่ตามปกติห้องเขาจะมีนักเรียนมาโรงเรียนกันราว 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเพราะในช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายของการเตรียมตัวสอบเอ็นท์ทรานซ์รอบสุดท้ายแล้ว แต่คงเพราะวันนี้เป็นพิเศษสำคัญวันหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น ทุกคนจึงพร้อมใจกันวางภารกิจการเรียนที่คร่ำเคร่งเพื่อมาโรงเรียนในวันนี้
    วางกระเป๋าไว้ที่นั่งโต๊ะกลางห้องเหมือนเดิมแล้วณรัชต์ก็หยิบเอาดอกไม้ที่ซื้อมาเมื่อเช้าตรู่ตระเวนมอบให้กับเพื่อนหญิงร่วมห้องพร้อมอวยพรแฮปปี้วาเลนไทน์เดย์กันไปทุกคนไม่ต่างจากเพื่อนผู้ชายคนอื่น ๆ ในห้อง
    ว่าไปแล้วธรรมเนียมของห้องก็ดูน่ารักดี ทำให้ผู้ชายห้องเขาอาศัยธรรมเนียมนี้แอบเปิดเผยความในใจให้กับเพื่อนหญิงร่วมห้องได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ถูกเพื่อนฝูงแอบล้อเลียนให้ต้องอายพูดเรื่องล้อกันในวัยเรียนแล้วก็ตลกดี บางคู่ถูกล้อจนกลายมาเป็นแฟนกันจริงๆ ก็มี อย่างห้องของณรัชต์ก็มีคู่ที่เพื่อนแซวจนได้เป็นแฟนกันอยู่เหมือนกัน และยังมีที่ล้อๆ จนเริ่มจะมีอะไรๆ บ้างแล้วอีกคู่สองคู่
    เดินแจกกุหลาบไปรอบห้องเกือบหมดแล้วณรัชต์ก็กลับมานั่งที่โต๊ะข้างๆเต้ที่ก็เพิ่งไปตระเวนมอบกุหลาบให้เพื่อนร่วมห้องพร้อมกับเขา“วิทย์ยังไม่มาเหรอ” หันไปถามเต้เพราะยังไม่เห็นเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคน
    “โน่นไง เดินเข้าประตูมาพร้อมส้มแล้วนั่น” เต้พยักพเยิดไปทางประตูห้องเรียนที่ตอนนี้เพื่อนสนิทอีกคนกำลังจะเดินเข้าห้องมา โดยมีสาวสวยของห้องเดินตามหลังเข้าห้องเรียนมาด้วยพอดี
    ณรัชต์มองไปทางวิทย์ เห็นเพื่อนสนิทถือกุหลาบมาด้วยสามสี่ดอก ระหว่างทางเดินมาโต๊ะเพื่อนหญิงร่วมห้องใครอยู่ใกล้ก็ยื่นดอกไม้ให้ทันที เรียกว่าเจอเพื่อนร่วมห้องหญิงคนไหนก่อนก็ให้คนนั้นเลย ทำให้ดอกไม้ที่นำมาไม่กี่ดอกในกำมือหมดลงตั้งแต่ยังเดินมาไม่ถึงโต๊ะเรียนข้างณรัชต์
    “ไม่เหลือไว้เผื่อไอซ์บ้างเหรอ” เขาถามด้วยความแปลกใจ ก็รู้อยู่ว่าเพื่อนคนนี้ของเขาเป็นคนไม่ค่อยสนใจอะไร ปกติก็เอาดอกไม้มาให้เพื่อนร่วมห้องในวันวาเลนไทน์คราวละไม่กี่ดอกเท่านั้น แต่เห็นแจกดอกไม้ตามธรรมเนียมให้เพื่อนร่วมห้องไปหมดโดยไม่เหลือไว้ให้แฟนก็กระไรอยู่
    “ไอซ์ไม่ชอบดอกกุหลาบ” วิทย์ตอบสั้น ๆ พลางวางกระเป๋าแล้วนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ
    ณรัชต์มองกุหลาบของเขาที่เหลืออยู่บนโต๊ะที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 3 ดอก เป็นกุหลาบแดงสองดอก กับกุหลาบขาวที่ได้แถมเกินมาอีก 1 ดอก หันไปมองหาเพื่อนร่วมห้องที่เขายังไม่ได้ให้กุหลาบตามธรรมเนียมก็เห็นบีกำลังแจกลูกอมให้กลุ่มเพื่อนผู้ชายอยู่หลังห้อง ส่วนส้มก็นั่งอยู่ที่โต๊ะรอรับกุหลาบจากเพื่อนร่วมห้องผู้ชายหลายคนที่กำลังมุงอยู่ที่โต๊ะ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องทั้งสองยังติดพันอยู่ เขาจึงรอไว้ก่อนไม่ได้เอาดอกไม้ไปให้
    ครู่เดียวบีก็เดินตรงมาที่โต๊ะพวกเขาพร้อมทั้งยื่นลูกอมรูปหัวใจมาแจก
    “วิทย์ฮาร์ทบีทจ้า”บียื่นลูกอมส่งให้โต๊ะพวกเขาทีละคน
    “เราไม่กินลูกอม ฟันผุ” วิทย์กล่าว
    ณรัชต์อดสงสารบีนิดๆ ไม่ได้
    ก็นะ...ใครใช้ให้เอาลูกอมมาแจกลูกชายหมอฟันกันล่ะ ส่วนใหญ่เหล่าลูกหมอฟันมักถูกอบรม สั่งสอน ปลูกฝังเรื่องให้หลีกเลี่ยง ลูกอม ลูกกวาดมาตั้งแต่เด็ก ๆ กันทั้งนั้นจนติดเป็นนิสัยไม่กินลูกอมไปแล้ว
    เขากับเต้จึงอาสารับลูกอมแทนวิทย์ พร้อมทั้งมอบกุหลาบวันวาเลนไทน์ให้ด้วย
    ยื่นกุหลาบพร้อมกับรับลูกอมจากมือบีแล้ว ณรัชต์ก็หยิบสมุดจดรายละเอียดธุระของเขาที่จะทำในเย็นวันนี้ขึ้นมาทบทวน
    “ส้ม แฮปปี้วาเลนไทน์เดย์จ้า” เสียงเต้ลอยมา
    ณรัชต์เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะเห็นเต้กำลังรับลูกอมจากส้ม เขาจึงยื่นมือรับบ้าง นึกถึงภารกิจสำคัญในเย็นวันนี้ การนัดหมายเจรจาเรื่องที่ดินของเขากับบริษัทค้าส่ง ณรัชต์ไม่รู้ว่าบริษัทค้าส่งจะมาไม้ไหน เพราะข่าวเรื่องกฎหมายควบคุมที่เขาคาดหวังไว้ก็ยังไม่มีวี่แววในตอนนี้ ดังนั้นราคาที่เขาตั้งไว้ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินถึงเกือบเท่าตัว ก็คงเป็นการยากที่จะขายออกได้
    “นี่ของเราใช่ไหม” เสียงคนส่งลูกอมให้ลอยมา
    “หือ? อือใช่ ”ณรัชต์มองตามสายตาอีกฝ่ายก็เห็นกุหลาบที่เขาเหลืออยู่วางไว้บนโต๊ะจึงพยักหน้ารับแล้วกลับไปนึกถึงเรื่องที่กำลังกังวลอยู่ในหัวต่อ
    ...หวังว่าเรื่องกฎหมายควบคุมห้างค้าส่งฯ คงจะยังออกมาไม่ต่างจากช่วงชีวิตที่แล้ว
    พรวดดด! เสียงเทลูกอมฮาร์ทบีทจำนวนมากกระจายลงบนโต๊ะทำให้ณรัชต์ต้องวางสมุดโน๊ตที่กำลังเช็กรายละเอียดเรื่องที่ดินอยู่ หันมากั้นลูกอมที่ล้นโต๊ะจนกำลังจะไหลหล่นลงใต้โต๊ะแล้ว
    หลังเทลูกอมจนหมดถุง ส้มก็เดินจากไปพร้อมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
    ส้มประชดอะไรหรือเปล่าหว่า?
    “แก้แค้นให้บีหรือเปล่าเนี่ย เทมาเต็มโต๊ะแบบนี้ เพราะแกเลยไอ้วิทย์ทำเพื่อนเขาเสียหน้า” ณรัชต์ได้แต่บ่นใส่เพื่อนสนิทที่เป็นลูกหมอฟันขณะกำลังโกยลูกอมจำนวนมากบนโต๊ะใส่ลงไปในกระเป๋านักเรียน
    แต่เขาก็เห็นส้มเดินแจกลูกอมไปรอบห้องอยู่นี่นา หรืออาจเป็นเพราะกลุ่มพวกเขาเป็นกลุ่มสุดท้ายพอดีเลยได้รับอานิสงส์เป็นลูกอมที่เหลือทั้งหมดพอดีกระมัง
    “กุหลาบแกที่เหลือดอกเดียวนี่จะให้ใครไหม ถ้าไม่มีใครให้แล้วขอนะ”เต้มองกุหลาบแดงที่เหลืออยู่ดอกเดียวบนโต๊ะ
    “ไม่มีใครให้แล้วล่ะ เอาไปเหอะ” ณรัชต์ให้กุหลาบเพื่อนร่วมห้องผู้หญิงครบทุกคนแล้ว กุหลาบที่เกินมาคงไม่จำเป็นอีกแล้ว มอบให้เต้ผู้มีลิสต์รายชื่อรุ่นน้องที่ต้องไปแจกดอกกุหลาบอยู่หลายคนคงมีประโยชน์กว่า
    หลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องลงไปเข้าแถวหน้าเสาธงเมื่อได้ยินเสียงกริ่ง พอเลิกแถวก็กลับเข้าห้องมาเรียนวิชาต่างๆ ในคาบเช้าต่อ
    อันที่จริงจะเรียกว่าเรียนซะทีเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะแต่ละวิชาส่วนใหญ่อาจารย์จะสอนจบไปแล้ว ดังนั้นในคาบเรียนจึงเป็นการมานั่งฟังอาจารย์วัยใกล้เกษียณคุยถึงความรุ่งโรจน์ของตัวเองในอดีต วิชาถัดไปก็ฟังอาจารย์อายุน้อยคุยเรื่องสถานที่ต่างประเทศที่เคยไปเที่ยวมา หรือคาบเรียนก่อนพักเที่ยงก็มานั่งฟังอาจารย์ประจำวิชานินทาถึงนโยบายต่างๆ ของผู้อำนวยการคนใหม่
    จะว่าไปแล้วณรัชต์ก็เพิ่งมาสังเกตว่านักเรียนอย่างพวกเขามักจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว สมัย ม.ต้น โรงเรียนเขาก็เคยมีม็อบขับไล่ ไม่พอใจผู้อำนวยการ ตอนนั้นเขายังเคยเฮโลตามไป ตอนนี้จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไม่พอใจผู้อำนวยการคนนั้นเพราะสาเหตุอะไร แต่เหตุการณ์คราวนั้นก็ทำเอาผู้อำนวยการคนนั้นต้องย้ายไปที่อื่นนั่งฟังอาจารย์ประจำวิชาที่มีตำแหน่งในการบริหารโรงเรียนใส่ไฟผู้อำนวยการที่เพิ่งย้ายมาใหม่ซึ่งไม่ใช่ลูกหม้อของโรงเรียนจนหมดคาบเช้ากลุ่มพวกเขาก็ทยอยออกจากห้องเรียนเพื่อลงไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร
    ระหว่างเดินลงบันไดมากลุ่มของณรัชต์เจอกับรุ่นน้อง ม.5/4 ที่กำลังออกจากห้องเรียนหลังหมดคาบเรียนตอนเช้าเหมือนกัน รุ่นน้องอดีตนักกีฬาแบดมินตันในสังกัดเมื่อเห็นพวกเขาก็ตรงกรูกันเข้ามาหาทันที
    จากนั้นกลุ่มของพวกเขาก็ถูกรุ่นน้องรุมติดสติกเกอร์คนละนิดคนละหน่อย
    “นั่นพี่วิทย์ห้อง 4 นี่ใช่ไหม” เด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาในสังกัดพวกเขาแต่ก็รู้จักรุ่นพี่สีเดียวกัน เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องเข้าไปติดสติกเกอร์รุ่นพี่ คนอื่นๆ ก็ตามกันเข้ามามะรุมมะตุ้มด้วย
    กลุ่มณรัชต์ก็ทักทายเด็กสาว ม. 5 ห้องนี้อย่างทั่วถึง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นรุ่นน้องสีเดียวกัน ตอนพวกเขาอยู่ ม.5 ก็ได้ทำกิจกรรมกีฬาสีร่วมกันอยู่ จึงได้พอรู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง
    “พี่วิทย์คะ ติดสติกเกอร์หน่อยค่ะ”
    “พี่วิทย์คะ ดอกไม้ค่ะ”
    “ติดด้วย ติดด้วย”
    แต่ก็นั่นล่ะ ส่วนใหญ่เป้าหมายของรุ่นน้องจะเป็นหนุ่มหน้าหยกอย่างวิทย์ซะส่วนใหญ่
    กว่าจะหลุดออกมาจากกลุ่มรุ่นน้องได้เสื้อนักเรียนของวิทย์ก็เต็มไปด้วยสติกเกอร์รูปหัวใจติดเต็มตัว ส่วนเขากับเต้ก็พลอยโดนรุ่นน้องติดสติกเกอร์ไปด้วย
    ระหว่างเดินลงจากอาคารมาแล้ว ณรัชต์ก็แอบแกะสติกเกอร์ที่ถูกติดไว้ออกมา การโดนเด็กสาวอายุน้อยรุมติดสติกเกอร์รูปหัวใจนี่ทำเอาเขาทำตัวไม่ถูกจริงๆ

    “พี่เต้ พี่วิทย์ พี่นะ ขอติดสติกเกอร์หน่อยค่ะ”
    ณรัชต์หันไปตามเสียงเรียกก็เห็นน้องปิ่นกับกลุ่มนักกีฬาตะกร้อเหรียญทองของพวกเขายืนอมยิ้มพร้อมโบกมือมาทางพวกเขา
    เต้รีบเดินนำหน้าเขากับวิทย์เข้าไปหากลุ่มอดีตนักกีฬาในสังกัดทันที
    “เชิญเลยจ้าา พี่พร้อมเสมอ น้องนิดติดตรงอกข้างซ้ายพี่เลยนะ” เต้รีบแอ่นอกเสื้อไปทางรุ่นน้อง
    จากนั้นกลุ่มเด็กสามทั้งสามคนก็เอาสติ๊กเกอร์รูปหัวใจมาแปะที่เขากับเพื่อนอย่างสนุกสนาน
    ณรัชต์มองน้องปิ่นที่กำลังก้มหน้าก้มตาแปะสติกเกอร์รอบตัวเขาด้วยความเอ็นดู ชีวิตวัยรุ่นในยุคนี้ก็กุ๊กกิ๊กน่ารักดี ในช่วงชีวิตที่แล้วจำได้ว่าเขากับเต้ก็เคยตระเวนไปมอบดอกไม้กับขอแปะสติกเกอร์รุ่นน้องที่น่ารักๆ หลายคนอยู่เหมือนกัน กระทั่งเด็กสาวต่างโรงเรียนพวกเขายังเคยไปดักหน้าโรงเรียน แต่ก็นั่นล่ะพวกเขาสองคนก็แค่พยายามทำเป็นเก่งกล้าอวดกันไปงั้นเอง ทั้งที่ต่างคนต่างอายแทบตายตอนไปยืนดักหน้าโรงเรียนสตรีตอนเลิกเรียน แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีทางปริปากบอกให้เสียหน้ากับเพื่อนแน่
    “โห น้องปิ่น ติดเจ้านะเป็นต้นคริสต์มาสเลยนะ” เสียงเต้เอ่ยแซวรุ่นน้องที่กำลังแกะสติ๊กเกอร์แปะรอบตัวเขาด้วยน้ำเสียงอิจฉาเล็กน้อยณรัชต์เห็นรุ่นน้องอุตส่าห์แปะสติกเกอร์ตั้งมากมายรอบตัว จึงหยิบลูกอมรูปหัวใจในกระเป๋าเสื้อแจกอีกฝ่ายไปอมเล่นตามธรรมเนียมบ้าง
    เห็นน้องปิ่นยิ้มแป้นรับลูกอมเขาด้วยความดีใจ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกอมเก็บไว้ในกระเป๋าอีกจำนวนมาก จึงเปิดกระเป๋าล้วงเอาลูกอมเกือบร้อยเม็ดที่เขาเก็บไว้เต็มกระเป๋าออกมายื่นใส่กำมือรุ่นน้อง
    ยื่นส่งลูกอมกำแล้วกำเล่าตั้งหลายรอบกว่าลูกอมที่เขาได้มาจากส้มจะหมดกระเป๋า
    “ไปก่อนนะสาว ๆ ”
    หลังจากนั้นพวกเขาก็บอกลากลุ่มรุ่นน้องแล้วพากันตรงไปโรงอาหาร




    ในคาบเรียนสุดของวันเป็นคาบว่างที่อาจารย์ปล่อยอิสระ ดังนั้นนักเรียนห้องของณรัชต์จึงพากันกระจายไปตามอัธยาศัย กลุ่มผู้ชายของห้องส่วนใหญ่ก็ไปเตะบอลพลาสติกที่สนามปูนในร่ม ส่วนกลุ่มผู้หญิงก็หายตัวกันไปนั่งกินผลไม้ดองอยู่ในโรงอาหารเม้าท์มอยกันตามประสาสาวๆ
    ณรัชต์ถือแก้วน้ำละมุดปั่นจากโรงอาหารเดินมาโต๊ะประจำของกลุ่มพวกเขาที่ตอนนี้มีวิทย์นั่งอ่านการ์ตูนเฝ้าโต๊ะอยู่คนเดียว
    “อ้าวเต้ไปไหนล่ะ” ณรัชต์ถามหาสมาชิกของโต๊ะอีกคน
    “แอบปีนรั้วโรงเรียนออกไปแล้ว ไปดักให้ดอกกุหลาบน้องอ้อมหรืออะไรนี่ล่ะที่หน้าโรงเรียนสตรี..โน่น” วิทย์เงยหน้าตอบก่อนก้มหน้าลงอ่านหนังสือการ์ตูนต่อ
    ณรัชต์มองกุหลาบกับลูกอม ลูกกวาด ช็อกโกแลตต่างๆนานาที่กองอยู่บนโต๊ะด้านหน้าวิทย์ ปีนี้เพื่อนสนิทเขาได้ดอกกุหลาบมากกว่าปกติ สงสัยเป็นเพราะจะจบชั้น ม.6 แล้ว รุ่นน้องหลายคนเลยพากันเฮโลเอาของมาให้ในวันวาเลนไทน์สุดท้ายของรุ่นพี่ในโรงเรียน
    ว่าไปแล้ว ไอ้เรื่องไปดักรอหน้าโรงเรียนสตรี ดูเหมือนช่วงชีวิตที่แล้วเขาจะได้ไปกับเต้ด้วยกระมังถ้าจำไม่ผิด คิดไปแล้วก็ขำตัวเองกับเพื่อนสนิท ทั้งที่เป็นพวกป๊อดไม่กล้าจีบใครจริงๆจังๆแท้ๆ แต่พออยู่ด้วยกันแล้วเขากับเต้ต้องทำเป็นฟอร์มว่าตัวเองเป็นหนุ่มใจกล้าแข่งกันทุกที มีก็แต่วิทย์คนเดียวในกลุ่มที่ชอบบ่นว่าพวกเขาทำเรื่องไร้สาระ แต่อันที่จริงหนุ่มวัยรุ่นมอปลายที่ไหนเขาก็มองเรื่องสาวๆ เป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้นล่ะ
    ณรัชต์กับวิทย์ต่างนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กับการ์ตูนไปของใครของมันได้สักพัก สมาชิกต่างห้องอีกคนของโต๊ะก็เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับวางกุหลาบที่ติดมือมาลงบนโต๊ะ
    พอวิทย์เห็นไอซ์มาสมทบที่โต๊ะก็วางการ์ตูนหันมาคุยกับแฟนสาวที่ปีนี้ยังคงได้กุหลาบจำนวนมากอยู่เหมือนเดิม แล้วคู่แฟนที่นั่งร่วมโต๊ะกับณรัชต์ก็คุยกันกะหนุงกะหนิงไป
    นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหลังอาคารมอปลายกันได้สักพักหนึ่งเสียงกริ่งเลิกเรียนก็ดังขึ้น
    “ไปก่อนนะ นะ” เสียงวิทย์กับไอซ์กล่าวบอกลาลุกออกจากโต๊ะ
    “อือ” ณรัชต์ส่งเสียงรับคำแต่ตายังอ่านบทความธุรกิจย่อหน้าสุดท้ายอยู่ ฟังแว่ว ๆ คล้อยเพื่อนสนิทของเขากับแฟนจะไปเดตกันหลังเลิกเรียนตามประสาคู่รัก
    อ่านบทความย่อหน้าสุดท้ายจบณรัชต์ก็เงยหน้าขึ้นมามองตามหลังเพื่อนสนิทที่เดินกุมมือกับแฟนไปอย่างหวานแหวว พอลดสายตาลงมามองบนโต๊ะประจำของพวกเขาณรัชต์ก็เห็นกุหลาบที่วิทย์กับไอซ์ได้มายังวางกองอยู่บนโต๊ะไม่ได้ถือติดมือไปด้วย เห็นดังนั้นเขาจึงกวาดหอบเอากุหลาบบนโต๊ะวิ่งตามเอาไปให้เพื่อนสนิทกับแฟนก่อนที่ทั้งคู่จะกลับไปก่อน
    “เฮ้ย! วิทย์ ไอซ์ ลืมกุหลาบ”
    วิ่งมาทันทั้งคู่ณรัชต์ก็ยื่นกุหลาบหลากหลายสีที่มีอยู่จำนวนมากส่งคืนให้
    “เรากับไอซ์ว่าจะไปดูหนังกันต่ออะนะ หอบกุหลาบเข้าโรงคงรุงรังไม่สะดวก ฝากให้แกเลยละกัน”
    วิทย์วางแผนจะไปเดตกับแฟนในวันวาเลนไทน์ ซึ่งวันวาเลนไทน์นี้หนังรักที่ทั้งคู่จะไปดูในโรงฯ คงมีคนไปดูคับคั่ง การจะหอบกุหลาบเข้าโรงทั้งคู่นั้นไม่สะดวกแน่นอนเพราะคงจะไม่มีที่วาง วิทย์กับแฟนจึงมอบดอกไม้ที่ได้มาในวันนี้ให้เพื่อนเอาไปจัดการแทน ซึ่งปกติแล้วปีก่อน ๆ ถ้าวิทย์ได้กุหลาบมาเยอะ เต้กับนะก็มักจะขอนำไปใช้ต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์อยู่แล้ว
    ณรัชต์มองกุหลาบหลากหลายสีหลากหลายขนาดที่ละลานตาอยู่ในอ้อมแขน กุหลาบจากหนุ่มป๊อปกับดาวโรงเรียนทำเอาเขาต้องใช้มือทั้งสองข้างโอบไว้เพราะมีจำนวนมากเต็มอ้อมแขน
    วันนี้เขาก็มีธุระสำคัญหลังเลิกเรียนแต่จะปฏิเสธเพื่อนก็กระไร จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับปาก แล้วมองตามหลังเพื่อนสนิทกับแฟนที่เดินกุมมือกันจากไปเขามองกุหลาบหอบใหญ่ที่อยู่ในอ้อมแขน ไอ้ครั้นจะทิ้งไปก็น่าเสียดาย แต่จะให้เขาหอบเอาไปเจรจาเรื่องขายที่ดินกับบริษัทดิสเคาน์สโตร์ด้วยก็ไม่น่าจะเหมาะ
    ณรัชต์จึงหันซ้ายหันขวามองรอบบริเวณเพื่อหาเป้าหมายในการระบายดอกกุหลาบจำนวนมากในอ้อมแขน แล้วเขาก็ได้ยินเสียงนักเรียนกลุ่มใหญ่พูดคุยกันและกำลังเดินเข้ามาพอดีจึงหันไปตามเสียง
    ณรัชต์เห็นนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังตรงมาทางนี้ เขารีบกวาดสายตามองเข้าไปในกลุ่ม มีคนที่เขารู้จักอยู่แค่สองคนในกลุ่มนั้น สบสายตากับคนสองคนที่รู้จักในนั้นเขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะระบายกุหลาบในอ้อมแขนให้ใคร
    คนหนึ่งที่เขารู้จักเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน มอต้นเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกับเขาและวิทย์แต่มอปลายอยู่คนละห้อง ปัจจุบันเป็นประธานนักเรียน ส่วนอีกคนเป็นรุ่นน้องดาวโรงเรียนที่เขากับพี่สาวรู้จักสนิทสนมอยู่พอสมควร
    ระหว่างการมอบกุหลาบให้เพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันที่มีชื่อเสียงเด่นดังภายในโรงเรียนซึ่งคงจะทำให้เกิดข่าวลือที่เขาไม่พิสมัย กับการมอบกุหลาบให้ดาวโรงเรียนรุ่นน้องที่มีคนให้ดอกไม้เยอะแยะเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างหลังย่อมไม่ทำให้เกิดข่าวลือที่เขาไม่ต้องการอย่างแน่นอน
    คิดได้ดังนั้นณรัชต์ก็เอ่ยปากกล่าวกับรุ่นน้องที่เขารู้จักทันที
    “น้องบีน่า สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ดอกไม้ครับ”
    ณรัชต์กล่าวทักทายรุ่นน้องที่มีกุหลาบอยู่ในมือจำนวนไม่น้อย ก่อนจะยื่นกุหลาบในอ้อมแขนไปทางอีกฝ่าย 'เพิ่มกุหลาบของเขาเข้าไปอีกก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไร'
    ยืนมองรุ่นน้องส่งกุหลาบที่ถืออยู่ในมือให้เพื่อนถือไว้ ก่อนหันมารับกุหลาบหอบใหญ่จากเขาไปในที่สุด
    เมื่อวางภาระออกจากอ้อมอกได้ณรัชต์ก็ล้วงกระเป๋าหยิบแว่นสายตาสั้นขึ้นมาใส่ เตรียมไปธุระตามนัดกับพี่สาว
    “พี่นะสายตาสั้นเหรอคะ” รุ่นน้องสาวสวยที่อุ้มกุหลาบหอบใหญ่ในอ้อมแขนเงยหน้าถาม
    วันนี้เป็นการเจรจาสำคัญ ด้วยเงินก้อนใหญ่เป็นจำนวนตั้งหลายสิบล้านจะให้เขาใส่ชุดนักเรียนไปพร้อมพี่สาวเหมือนคราวซื้อตึกแถวไม่กี่แสนได้ยังไง ดังนั้นวันนี้เขาต้องทำตัวให้ดูน่าเชื่อถือหน่อยเมื่อวานณรัชต์จึงได้แวะไปตัดแว่นสายตามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แม้สายตาเขาตอนนี้สั้นเพียง 75 เท่านั้น ยังไม่จำเป็นต้องใส่แว่นก็ได้ แต่การใส่แว่นสายตามันก็ช่วยให้เขาดูแก่กว่าอายุจริงไปได้บ้าง และโชคดีที่เขาไม่ได้เรียน รด. จึงไม่ได้ตัดผมสั้น หัวเกรียน ทำให้ด้วยการใส่แว่นสายตาบวกกับทรงผมและเสื้อผ้าประกอบกันทำให้เขาดูเหมือนอายุซัก 20 ขึ้นไป คงดูน่าเชื่อถือขึ้นบ้างสำหรับการเจรจากับตัวแทนบริษัทค้าส่งฯ
    ณรัชต์ยกมือแตะดั้งจมูกที่รองแว่นด้วยความเคยชินจากการใส่แว่นในครั้งอดีต ก่อนจะกล่าวตอบรุ่นน้อง
    “นิดหน่อยน่ะ พอดีจะใส่ไปทำธุระ เป็นไงเท่ไหม”
    “ค่ะ” น้องบีน่ากล่าวตอบ
    ณรัชต์ก้มลงมองนาฬิกา ใกล้เวลานัดกับพี่สาวแล้ว เขาจึงบอกลารุ่นน้อง พร้อมพยักหน้าทักทายเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่ม
    “พี่มีธุระ ไปก่อนนะบีน่า ไปก่อนนะครับ”
    บอกลารุ่นน้องกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ด้านหลัง ก่อนจะรีบเดินกลับไปเก็บกระเป๋าแล้วรีบวิ่งไปที่ป้ายรถปรจำทางหน้าโรงเรียนทันที



    นั่งรถสองแถวมาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวของจังหวัดแล้วณรัชต์รีบกดโทรศัพท์ติดต่อกับพี่สาว
    สถานที่นัดเจรจากับบริษัทห้างค้าส่งฯ เป็นอาคารออฟฟิศที่ติดกับห้างสรรพสินค้าแห่งนี้นั่นล่ะ ตัวบริษัทดิสเคาน์สโตร์เองยังไม่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดแต่ก็ยังมีบริษัทคู่ค้าที่สนิทกันในจังหวัดนี้ให้ยืมใช้ห้องประชุมเล็กในสำนักงานสำหรับคุยเจรจางานกันได้
    “อยู่ไหนแล้วเจ๊” เมื่อพี่สาวกดรับสายณรัชต์ก็รีบถามหาตัวอีกฝ่ายทันที
    “ชั้น 3 ช็อป… ขึ้นมานี่ก่อน ” พี่สาวเขาแจ้งสถานที่พร้อมกำชับให้ไปสมทบที่ช็อปเสื้อผ้าแบรนด์หนึ่ง
    เมื่อณรัชต์ไปถึง เขาก็เห็นพี่สาวกำลังเลือกเสื้อผ้าอย่างเพลิดเพลินเจริญใจอยู่ในร้าน
    หลังจากยืนมองพี่สาวเลือกเสื้อผ้าอยู่พักใหญ่ณรัชต์ก็เอ่ยปากเร่งอีกฝ่าย
    “เร็วหน่อยสิเจ๊ บอกให้ผมรีบมาทันทีหลังเลิกเรียนนี่เจ๊นัดบริษัทเขาไว้กี่โมง”
    “จะรีบไปไหน นัดไว้ตั้งหกโมงเย็น” นางสาวนันทรัตน์พลิกเสื้อผ้าไปมาพร้อมกล่าวตอบน้องชาย
    “หกโมงเย็น! แล้วบอกให้รีบมาหลังเลิกเรียนเพื่อ? ” เขาได้แต่กลอกตาถอนหายใจกับความกวนของพี่สาว
    “ไหนบอกเองไม่ใช่หรอว่าต้องแต่งตัวที่ดูเป็นทางการไม่เอาชุดนักศึกษาไง นี่ก็กำลังเลือกอยู่เนี่ย”พี่สาวเขาเถียงข้างๆ คูๆ
    เขาจำได้ว่าเคยบอกให้แต่งชุดมาเลยนี่นา ไม่ได้บอกให้มาหาซื้อชุดใหม่เอาข้างหน้าสักหน่อย อย่างณรัชต์ก็เอาเสื้อเชิ้ตกางเกงสแลคสีเข้มติดกระเป๋ามาด้วย เขากะว่าจะแวะเปลี่ยนในห้องน้ำแป๊บเดียวก็เรียบร้อยแล้ว
    ยืนดูพี่สาวลองชุดไปมาอยู่หลายชุดกว่าจะเลือกเสื้อผ้าได้ครบ
    “สวยไหม? ” นางสาวนันทรัตน์เดินออกมาจากห้องลองด้วยชุดที่เลือกมาแล้วว่าถูกใจที่สุด
    ณรัชต์มองพี่สาวในชุดเสื้อเชิ๊ตสีชมพูอ่อนแขนยาวพอดีตัวกับกางเกงขากระบอกสีอ่อนเข้าชุด มาดราวกับสาวออฟฟิศผู้ทะมัดมะแมง คล่องแคล่ว
    “ก็โอเค”
    พี่สาวของณรัชต์ถ้ามองจากภายนอกก็ดูเป็นสาวหวาน ยิ่งประกอบกับผิวขาว ผมตรงดำยาว กิริยามารยาทเรียบร้อย(ต่อหน้าคนอื่น)หน้าตาสะสวย เรียกว่าเป็นสเปคมาตฐานของชายไทยส่วนใหญ่นั่นล่ะ ไม่แปลกเลยที่พี่สาวเขามักมีหนุ่มๆ มาวอแวให้เจ้าตัวรำคาญอยู่บ่อยๆ
    “งั้นเอาชุดนี้ล่ะคะ” พี่สาวณรัชต์หันไปบอกกับพนักงานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
    เห็นพี่สาวเลือกชุดเสร็จเรียบร้อยสักทีณรัชต์จึงบอกกล่าวพี่สาวว่าจะไปเปลี่ยนชุดบ้าง แต่เขาก็ถูกพี่สาวเจ้ากี้เจ้าการเลือกชุดในร้านให้ใหม่ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อจะได้เป็นทางการและเข้าธีมเดียวกันสุดท้ายณรัชต์จึงได้เสื้อเชิ๊ตตัวใหม่พร้อมกับกางเกงสแลค เข็มขัดและรองเท้าหนังครบเซ็ต โดยเขาไม่ได้มีโอกาสเลือกเองซักอย่าง
    หลังจากแช่อยู่ในร้านเสื้อผ้าจนหนำใจแล้ว พี่สาวณรัชต์ก็เกี่ยงให้น้องชายเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
    “วันนี้มาในนามลูกจ้างและนอมินี ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนายจ้างก็ต้องเป็นคนจ่ายสิ” พี่สาวเขาโบกมือราวกับนางงามก่อนเดินตัวปลิวออกจากร้านไป ทิ้งให้เขายืนจ่ายเงินอยู่ที่หน้าแคชเชียร์
    ณรัชต์ทำหน้าเซ็ง ดีที่เขาพกเงินสดมาไม่น้อยไว้ในกระเป๋า ไม่งั้นก็ต้องเสียเวลาวิ่งหาตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินมาจ่ายค่าเสื้อผ้าของเขากับพี่สาวอีกจ่ายเงินกับแคชเชียร์เสร็จเขาก็เดินไปสมทบกับพี่สาวที่กำลังยืนอยู่หน้าตู้กระจกร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนม
    “ไปเจ๊ ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ทำงานให้คุ้มค่าแรงหน่อย”
    ณรัชต์รีบดึงแขนพี่สาวที่กำลังยืนตาวาวจ้องกระเป๋าในตู้โชว์หน้าร้าน

    --------------------------------------------------------------------------