ตอนที่ 88 วิชาของจ้าวไห่เฉิง
ฮึบ!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เปรี๊ยง! ตูม!
การต่อสู้ระหว่างจ้าวไห่เฉิงและเคาทูกำลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆเคาทูที่ยิ่งสู้ก็ยิ่งรู้สึกตกใจ เพราะฝีมือของจ้าวไห่เฉิงไม่ได้ด้อยไปกว่าแม่ทัพที่เขาเคยประมือด้วยเลย
“เป็นคนคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยม!” เคาทู กล่าวอย่างชื่นชม
จ้าวไห่เฉิงที่ได้รับคำชมกลับไม่ตอบแม้สักครึ่งคำจ้าวไห่เฉิงนั้นเมื่อยามปกติก็ดูคล้ายกับคนทั่วไปที่รักในประเทศตัวเองเขามักยกย่องเชิดชูคนจีนเสมอจึงคิดที่จะสร้างกิลที่คนจีนเป็นใหญ่กว่าคนชาติอื่นบุคลิกภาพการพูดจาบางทีก็ดูเหมือนกับธรรมดาๆหากไม่มีใครบอกว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มีเลเวลอยู่ในอันดับที่ 1 ของทวีปตะวันออกก็คงไม่มีใครเดาเองได้นอกเสียจากว่าจะรู้จักเขามาก่อน
แต่ทว่าเมื่อใดที่เขาจับกระบี่แล้วลงมือต่อสู้บุคลิกภาพของจ้าวไห่เฉิงจะเปลี่ยนไปทันทีสมาธิของเขาจะจดจ่ออยู่ที่คู่ต่อสู้เท่านั้น บรรยกาศรอบตัวที่ดูเหมือนเป็นคนสบายๆก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นความกดดันซึ่งความกดดันนี้มีเพียงคู่ต่อสู้ที่เขากำลังต่อสู้หรือคนที่เคยประลองกับเขามาก่อนเท่านั้นถึงจะทราบได้ว่าความกดดันระดับนี้ไม่ต่างไปกับ ‘ซีโร่’ ผู้เล่นในตำนานของกิลโอเอซิสเลยสักนิดและนี่คือที่มาของข่าวลือที่ว่า ‘จ้าวไห่เฉิงนั้นอาจจะเก่งกว่าซีโร่’ซึ่งเรื่องนี้ถูกยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้งทั้งในรายการทีวีหลายรายการหรือในเว็บบอร์ดเองก็มักจะมีแฟนคลับของทั้งสองคนที่ชอบตั้งกระทู้อวยขึ้นมา
วิชากระบี่ที่จ้าวไห่เฉิงใช้นั้นเป็นวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นเองโดยดัดแปลงมาจากนิยายที่เขาชอบอ่านโดยเขาตั้งชื่อวิชานี้ว่า ‘กระบี่เดียวดาย’เหตุที่จ้าวไห่เฉิงไม่ตั้งชื่อเต็มๆ ตามนิยายว่า ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’นั่นก็เพราะว่าวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นไม่ใช่วิชาที่มี 9 กระบวนท่าเหมือนในนิยายเพียงแต่เขาได้นำเอาแนวคิดของวิชานี้มาปรับใช้และคิดค้นกระบวนท่าขึ้นเองโดยแบ่งเป็นระดับขั้นตั้งแต่ขั้นที่1 ถึง 5
วิชากระบี่เดียวดาย ขั้นที่ 4 สำนึกกระบี่!
จ้าวไห่เฉิงตั้งสมาธิใช้วิชาประจำตัวของเขาออกมาโดยวิชากระบี่เดียวดายในขั้นที่ 4 นี่เป็นการเข้าถึงสำนึกกระบี่ หรือคล้ายๆ กับคนและกระบี่รวมเป็นหนึ่งเป็นการตั้งจิตและนึกคิดว่ากระบี่นั้นคือส่วนหนึ่งของร่างกายสามารถโคจรลมปราณเข้าออกและขยับได้ดั่งใจตามสัญชาตญาณได้ทันที
ตามปกติคนเราจะต้องใช้สมองสั่งการก่อนยกตัวอย่างเช่นหากเราถือมีดจะหั่นผักเราก็ต้องคิดและเล็งก่อนว่าจะหั่นแบบไหน และหั่นอย่างไรหรือแม้กระทั่งต้องการหั่นผักออกเป็นกี่ส่วนกี่ชิ้นแต่ถ้าหากใช้สำนึกกระบี่ในการหั่นผักได้คนคนนั้นจะสามารถลดขั้นตอนในการหั่นผักลงได้เช่นคนที่ทำงานในครัวอยู่เป็นประจำจนคล่องแคล่วว่องไวเช่นกุ๊กเก่งๆที่เวลาหยิบผักมาวางบนเขียงเขาก็หั่นได้ทันทีบางคนไม่ต้องมองหรือหยุดคิดเลยด้วยซ้ำก็สามารถหั่นได้อย่างรวดเร็วและว่องไวกว่าคนทั่วไป
และในตอนนี้เมื่อจ้าวไห่เฉิงใช้สำนึกกระบี่ในการต่อสู้นั่นหมายความว่าจ้าวไห่เฉิงไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะใช้กระบวนท่าอะไรในการโจมตีหรือตั้งรับอีกต่อไปเขาทำเพียงสะบัดกระบี่ไปตามความรู้สึกได้ทันที กระบี่อยู่คนอยู่ กระบี่ไปคนไปกระบี่โจมตีคนก็โจมตี กระบี่ตั้งรับคนก็ตั้งรับทุกกระบวนท่าที่จ้าวไห่เฉิงใช้ออกในตอนนี้จึงดูแตกต่างจากตอนแรกที่เริ่มต่อสู้มากเพราะตอนนี้กระบวนท่าต่างๆ ที่จ้าวไห่เฉิงใช้ออกคล้ายกับกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน
เคาทูที่กำลังรับมือกับจ้าวไห่เฉิงพลันรู้สึกขนลุกเขาไม่คิดว่าคนหนุ่มอย่างจ้าวไห่เฉิงจะมีฝีมือถึงขั้นสำนึกกระบี่ได้ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มแบบนี้
“ฮ่าๆๆ เยี่ยม! งั้นข้าคงต้องเอาจริงให้มากกว่านี้” เคาทูพูดจบก็เกร็งลมปราณขึ้นอีกครั้ง
ลมปราณเจ้าพยัคฆ์พิโรธ!
เคาทูโคจรลมปราณประจำตัวของเขาออกมาเป็นลมปราณที่แฝงด้วยความโกรธเกรี้ยวและรุนแรงเมื่อรวมกับพละกำลังที่เหนือมนุษย์ของเคาทู การโจมตีของเคาทูก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
เปรี๊ยง!
อ๊อก!
‘บ้าน่า! นี่มันไม่ใช่แรงของคนแล้วใช้แค่ขวานผ่าฟืนยังโจมตีได้รุนแรงแบบนี้ ถ้าหากเขาถือทวนเราคงไม่อาจรับไหว’
จ้าวไห่เฉิงคิดอย่างตกใจว่ากันว่าเคาทูนั้นถนัดเพลงหอก แต่ทว่าลำพังแค่ขวานผ่าฟืนในมือจ้าวไห่เฉิงก็ยังไม่อาจเป็นฝ่ายมีเปรียบทำได้เพียงประวิงเวลาและยื้อการต่อสู้ออกไปจ้าวไห่เฉิงคิดอย่างไม่พอใจในตัวเองเขาได้แต่ลอบสาบานในใจเอาไว้ว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องฝึกฝนและยกระดับฝีมือของตัวเองให้มากขึ้นเพราะที่ผ่านมาเขาเน้นไปที่การเก็บเลเวลเป็นส่วนใหญ่มากกว่าเขาคิดแต่เพียงว่าตัวเขาที่เข้าถึงระดับสำนึกกระบี่ก็เพียงพอแล้ว
‘เราต้องไปให้ถึงระดับ ไร้กระบวนท่า’
จ้าวไห่เฉิงเกร็งแขนขึ้นต้านรับขวานของเคาทูอีกครั้ง
เปรี๊ยง!
อ๊ากกกกก!
กระบี่หลุดออกจากมืออย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะเข้าถึงสำนึกกระบี่แต่สำหรับเคาทูไม่ว่าจะมีวิชายุทธ์อยู่ในระดับไหนล้วนไม่สำคัญเพราะเคาทูใช้แค่ลมปราณและพละกำลังอันมหาศาลก็สามารถพิชิตศัตรูมานักต่อนักจนนับไม่ถ้วนแล้ว
“ลาก่อนคนหนึ่มอนาคตไกล” เคาทูพูดขึ้นพร้อมกับเงื้อขวานเตรียมตัดหัวของจ้าวไห่เฉิง แต่ทว่า
กรี๊ดดดดด!
“ออกไป! อย่าเอาลูกข้าไป! ลูกแม่......”
เคาทูตกใจจนหยุดขวานในมือพร้อมกับหันหลังกลับแล้วพุ่งตรงไปที่หน้าประตูบ้านของตนทันที
“ฝูเอ๋อร์! ซูฉี!” เคาทู ตะโกนเรียกหาภรรยาและลูกของเขาพร้อมกับถีบใส่ประตูบ้านอย่างแรง
โครม!
ประตูพังลงด้วยแรงถีบของเคาทูพร้อมกับภาพที่ปรากฏเข้าสู่สายตาของเคาทูภายในบ้านมีทหารคนหนึ่งกำลังอุ้มลูกน้อยเตรียมกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างส่วนทหารอีกคนหนึ่งกำลังกระชากซูฉีภรรยาของเคาทูที่พยายามจะเข้าไปขวางทหารคนที่อุ้มลูกของเธอเอาไว้แต่ทว่า
ฉึก!
ทหารคนที่พยายามใช้มือกระชากซูฉีตกใจที่เคาทูบุกเข้ามาในบ้านเขายกดาบในมือขึ้นเตรียมจะป้องกันตัวเองแต่ด้วยความลนลานดาบกลับแทงเข้าที่หน้าท้องของซูฉี
เคาทูที่เห็นภรรยาตัวเองถูกแทงต่อหน้าต่อตาก็โกรธจนตัวสั่น
“เดรัจฉานนนนน! ว๊ากกกกก!”
เปรี๊ยง!
ตูม!
ทหารคนนั้นไม่แม้แต่จะได้ทันเอ่ยปากออกมาสักคำก็สิ้นใจตายใต้คมขวานของเคาทูทันที
เคร้ง!
เคาทูทิ้งขวานลงกับพื้นพร้อมกับโอบอุ้มภรรยาของตัวเองไว้ในอ้อมอก
“อ็อก! ท...ท่านพี่...ข...ข้าขอโทษ...ที่ต้อง...จ...จากไปแบบนี้...ข...ข้ามีความสุข...มากที่ได้...เจอท่านพี่”
“ไม่! ซูฉีเจ้าหยุดพูดเถิด ข...ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตาย!”
“ท่านต้องฟังข้า...หากไม่อาจหลีกหนีสงคราม...ท่านก็จงน้อมรับและหาวิธีหยุดสงคราม...จงอย่าตามหาคนที่คืนความสุขให้กับประชาชน...แต่จงตามหาคนที่จะนำพาความสุขมามอบให้กับประชาชน...และฝูเอ๋อร์ของเรา…”
“แต่ข้าสัญญากับเจ้าแล้ว...ว่าชาตินี้ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามอีก”
“รับปากข้าเถิดท่านพี่...ท่านต้องหยุดสงคราม...เพื่อฝูเอ๋อร์ของเราจะได้ไม่ต้องเติบโตมาพบกับความยากลำบาก...ท่านจะต้องดูแลฝูเอ๋อร์ให้ดี...”
“ข้ารับปากเจ้า...แต่เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร...ไม่!” เคาทูร้องออกมาเสียงดังเพราะหลังจากที่ซูฉีได้ยินคำว่าข้ารับปากเจ้าจากเคาทูเธอก็สิ้นใจตายพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอ
ซูฉีมั่นใจว่าเมื่อเคาทูรับปากเขาจะต้องทำได้อย่างแน่นอนเพราะนี่คือสามีของเธอสามีที่เธอเลือกจะฝากชีวิตของเธอและลูกของเธอเอาไว้และสามีของเธอคนนี้มักจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เสมอสุดท้ายซูฉีภรรยาของเคาทูก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
.....
ห่างออกไปไม่ไกลจากบริเวณบ้านของเคาทูกลุ่มของดาร์คที่กำลังซุ่มรอจังหวะอยู่ก็พบกับทหารที่มีท่าทีแปลกๆคนหนึ่งกำลังวิ่งออกมาด้วยใบหน้าร้อนรนในมือของเขาคล้ายกับกำลังอุ้มอะไรบางอย่างเอาไว้ และทันใดนั้นเอง
องค์หญิงผิงหยางก็ลุกขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าหาทหารคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“เดรัจฉาน! กล้าลักพาตัวเด็กต่อหน้าข้าหรือ”
“!!” ทหารคนนั้นหันมามององค์หญิงผิงหยางพร้อมกับสายตาของเขาที่เบิกโพลงขึ้นอย่างตกใจ
เคร้ง!
ปรากฏว่าการโจมตีขององค์หญิงผิงหยางกลับถูกขัดขวางด้วยดาบในมือของทหารคนนั้นทำเอาองค์หญิงผิงหยางรู้สึกแปลกใจ เพราะการโจมตีของเธอนั้นโจมตีเข้าจุดตายและเธอเองยังโจมตีในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวอีกด้วยแต่อีกฝ่ายที่กำลังอุ้มเด็กอยู่กลับใช้มือเพียงข้างเดียวชักดาบออกมาสกัดเธอเอาไว้ได้
“แกไม่ใช่ทหาร!” องค์หญิงผิงหยางพูดขึ้นพร้อมกับเพิ่มความระมัดระวัง
ดาร์คและคนอื่นๆปรากฏตัวออกมาล้อมทหารคนนั้นเอาไว้ตรงกลางทันทีทุกคนจับอาวุธในมือแน่นเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ ไม่ว่าทหารคนนั้นจะหนีไปทางใครคนคนนั้นจะต้องรั้งเอาไว้ให้ได้ เพราะนี้คือโอกาสดีที่จะทำให้เคาทูติดหนี้บุญคุณ!
“แกอย่าคิดว่าจะหนีไปไหนได้ สุภาพบุรุษสุดหล่อคนนี้ล่ะเกลียดนักพวกชอบลักพาตัวเด็กเนี่ย”อลาโน่ พูดพร้อมกับทำท่าเอาจริงเอาจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
‘ไม่รู้หรอกนะทหารคนนี้เป็นใครแต่มาลักพาตัวเด็กต่อหน้าอลาโน่แบบนี้มีแต่จะทำให้หมอนี่บ้าได้ยิ่งกว่าเก่าแต่ก็ดีเหมือนกันไม่ได้เห็นหมอนี่เอาจริงเอาจังมานานแล้วด้วยสิ อีกอย่างหมอนี่ก็เป็นพาราดินแล้วคงได้สนุกกันล่ะ’ ดาร์ค คิดในใจ
‘ถึงคำพูดจะเหมือนเดิมแต่รู้สึกบรรยกาศของอลาโน่เปลี่ยนไป’องค์หญิงผิงหยางเองก็คิดอย่างแปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะเธอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ตอนที่ทีมไซอิ๋วออกปฏิบัติการรอลาโน่สวมบทบาทเป็นถังซัมจั๋งส่วนเวลาอื่นๆ เขาก็ชอบสวมบทเป็นจอมยุทธ์บ้าง อัศวินบ้างทำให้ตอนนี้โคล่ากับโอโรกะคิดว่าครั้งนี้อลาโน่เองก็คงสวมบทบาทเป็นใครสักคนอีกครั้งทั้งสองคนแอบส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ดาร์คที่เห็นทั้งคู่ส่ายหัวก็พอเดาออกว่าทั้งสองคนกำลังคิดอะไรอยู่
‘โคล่า...โอโรกะ...พวกนายคิดผิดแล้ว...นี่แหละตัวตนที่แท้จริงของอลาโน่...พวกนายกำลังจะได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของชายที่ได้ฉายาว่าทูตขาว แห่งเกม MO’
......
ร้านคาเฟ่ Admiration
ติ๊กที่คุยกับหวานเรื่องเปิดสาขาใหม่จนเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลากลับมาออนไลน์อีกครั้ง
ติ๊ดดดด!
[ท่านได้เข้าสู่เมือง อู๋โจว]
ทีชที่กลับมาออนไลน์แล้วก็พบว่าตัวเองยังอยู่ที่เมืองอู๋โจวเหมือนเดิมทีชตัดสินใจไปพบกับอัลเฟรดก่อนเพื่อสอบถามข้อมูลว่าระหว่าง 1-2 วันที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะครั้งนี้ทีชออฟไลน์ออกไปนานกว่าปกติตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่เขาไปวิ่งออกกำลังกายจนกลับมาออนไลน์อีกครั้งก็เป็นช่วงเย็นของโลกภายนอกแล้วสิ่งเวลาที่เขาออกไปนั้นผ่านไปถึง 12-13 ชม.แล้วหากเทียบกับเวลาในเกมที่ไวกว่าถึง 6 เท่าย่อมหมายความว่าทีชไม่ได้อยู่ในเกมเป็นเวลาถึง 2 วันกว่าๆเพราะฉะนั้นเขาต้องอัปเดตเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงที่เขาไม่อยู่
แต่ทว่าเมื่อทีชเดินมาที่จวนเจ้าเมืองกลับไม่พบอัลเฟรดเพราะอัลเฟรดได้เดินทางกลับไปดูแลเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวตามคำสั่งของกุยแกแล้วคนที่ดูแลเมืองอู๋โจวอยู่ในตอนนี้คือฮิเดโยชิเพียงคนเดียว เพราะตอนนี้เขามีเตี้ยวเลี้ยวและข้าวต้มมัดคอยช่วยฝึกฝนและดูแลค่ายทหารตัวเขาจึงสามารถบริหารเมืองอู๋โจวแทนอัลเฟรดได้
ทีชได้รับข้อมูลจากฮิเดโยชิว่าตอนนี้กลุ่มของดาร์คและองค์หญิงผิงหยางได้ถูกกุยแกส่งไปตามหาแม่ทัพเคาทูส่วนขุนพันธ์และหมิงกำลังก่อตั้งอาคารกองปราบอยู่ที่เมืองจ้านลู่ มอนจีและอิจิโนเสะเองก็ดูเหมือนจะถูกกุยแกส่งไปตามหาเหมืองแร่และแน่นอนสมิทก็ยังคงอยู่ที่โรงงานตีเหล็กเหมือนเคย สำหรับปรางจี เว่ยเถียนและเหิ่นซ่วยนั้นไม่ได้ออนไลน์ในขณะนี้
ทีชที่เห็นว่าคนอื่นมีงานทำกันหมดก็เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองจะว่างงานอยู่คนเดียวเมื่อคิดได้ดังนั้นเขาเริ่มรู้สึกละอายใจขึ้นมาบ้างแล้วสุดท้ายจึงรีบบอกลาฮิเดโยชิแล้วควบม้าออกจากเมืองอู๋โจวมุ่งหน้ากลับเมืองจ้านลู่อย่างเร่งด่วน
‘ไม่ได้การละ ต้องคุยกับกุยแกให้รู้เรื่อง!เล่นมอบหมายงานให้แต่คนอื่นซะหมด แบบนี้เท่ากับเราเอาเปรียบคนอื่นอยู่น่ะสิ’ ทีชคิดอย่างร้อนใจ
ทีชนั้นอยากจะให้ในเกมมีรถไฟหรือรถยนต์มากตอนนี้เขาอยากเดินทางไปพบกับกุยแกไวๆ เพราะเมื่อเขามานึกๆดูแล้วพักหลังเหมือนกุยแกไม่เคยแจกจ่ายงานให้เขาทำเลยเรื่องที่เขากับหมิงตามเตียวเลี้ยวและฮิเดโยชิไปจัดการโจรภูเขาจนได้พบกับอิกิ๋มนั้นก็เป็นเพราะเขาเสนอหน้าเองไม่ใช่คำสั่งหรือการไหว้วานจากกุยแก
ทีชยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่ากุยแกจงใจไม่มอบหมายงานให้เขาทั้งๆ ที่คนอื่นมีหน้าที่เป็นของตัวเองและมีงานให้ทำเพื่อพัฒนากิลตลอดเวลา
ทีชที่กำลังร้อนรนเพราะกลายเป็นคนว่างงานเร่งขี่ม้ากลับเมืองจนพลาดข่าวใหญ่ที่กำลังถูกพูดกันอยู่ในเว็บบอร์ดและเมืองต่างๆไปเสียสนิท
‘ทัพโจโฉบุกยึดเมืองขนาดเล็กทางตอนเหนือของทวีปตะวันออกแล้ว 3เมืองภายในเวลาเพียง 1 วัน!’