ทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ

    ตอนที่ 52 พวกเรามาแล้วอาฮั่น เสี่ยวหนวนหน่วน

             เกือบเที่ยงจางหมิงก็ได้ต้อนรับคนสกุลจ้าวพอประตูบ้านเปิดออกกว้าง ตัวของเขาก็ถูกดึงเข้าไปกอดโดยไม่มีเวลาได้ตั้งตัวเลยสักนิด

             “ป้ามาแล้วเสี่ยวหมิงต่อไปเธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้วนะ บ้านจ้าวก็คือบ้านของเธออีกหลัง”ป้าฮุ่ยทั้งกอดปลอบประโลมทั้งลูบหลังจางหมิงไปมาอย่างสงสารเวลานี้ตาของเธอเริ่มแดงอีกครั้งแล้ว

             ลุงจ้าวเองก็พลอยตาแดงไปกับภรรยาด้วยเขาเดินมาตบบ่าจางหมิงเบาๆ “นี่ก็คือบ้านที่พ่อกับแม่ของเธอทิ้งเอาไว้ให้เหรอเสี่ยวหมิงพวกเขาวางแผนอนาคตได้ดีจริงๆนะ”

             จางหมิงส่ายหน้าช้าๆ“ไม่ใช่หรอกครับลุงจ้าว เข้าบ้านก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง”

             คิ้วของลุงจ้าวขมวดเข้าหากันแต่ไม่นานก็คลายออก “ก็ได้ ลุงจะรอเธอเล่าให้ฟัง” เขาก็อยากรู้เหมือนกันถ้าไม่ใช่จางฮั่นเตรียมเอาไว้ให้ลูกชายแล้วเขาได้รับบ้านที่ไม่ต่างจากคฤหาสน์บนเขานี้มาได้ยังไงกันแน่

             “พี่สองคนก็เข้าบ้านก่อนนะครับผมได้เตรียมห้องพักเอาไว้ให้แล้ว ถ้าเหนื่อยก็นอนพักสักหน่อย”จางหมิงหันไปยิ้มอ่อนให้กับพี่ชายพี่สาวบ้านจ้าว

             “อืม พวกเราไม่เหนื่อยหรอกเสี่ยวหมิงอยากฟังเธอเล่าเกี่ยวกับบ้านหลังนี้มากกว่า” จ้าวอี้หานเอ่ยออกมาสายตาก็มองสำรวจบ้านหลังใหญ่และพื้นที่โดยรอบไปด้วยจากสายตาที่ประเมินได้อย่างแม่นยำของเขา บ้านและที่ดินรวมกันน่าจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านอย่างไม่ต้องสงสัย

             “เอาล่ะๆ มัวแต่พูดอยู่นั่น แล้วเมื่อไหร่จะได้เข้าไปในบ้านเสียที”ป้าฮุ่ยปรามสามีและลูกชาย จากนั้นก็จูงมือจางหมิงเดินเข้าบ้านนำไปก่อน

             พอทุกคนเข้ามาในบ้านแล้วจางหมิงก็สั่งให้แม่บ้านสามคนที่พึ่งขอยืมตัวมาจากบ้านของผู้อาวุโสหลิวมาหมาดๆนำกระเป๋าเดินทางของคนบ้านจ้าวขึ้นไปเก็บบนชั้นสองส่วนอีกคนก็ให้ไปนำน้ำชาและของว่างมาต้อนรับคนสกุลจ้าว

             “นั่งลงก่อนครับเดี๋ยวผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้างหลังจากที่พ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว”

             จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขาในช่วงเวลาเกือบสามปีให้คนสกุลจ้าวจากกุ้ยหลินฟังเขาเล่าเรื่องราวโดยทั่วไป และก็เว้นเรื่องราวสุดอัศจรรย์เอาไว้ทั้งหมดจากนั้นก็แต่งเรื่องสมบัติในห้องใต้ดินที่บ้านหลังเล็กบนเขาที่พ่อกับแม่เก็บเอาไว้ ซึ่งมันเป็นของเก่ามีมูลค่าสูงเขานำมาขายจึงทำให้ร่ำรวยขึ้นมา ส่วนบ้านหลังนี้ก็เป็นเพราะผู้อาวุโสหลิวต้องการจะมอบให้เนื่องจากเขาทำกำไรจากการขายของเก่าที่ซื้อจากจางหมิงเป็นจำนวนเงินมหาศาลนั่นเอง

             ทุกคนฟังด้วยความอึ้งปนทึ่งกับชีวิตของจางหมิงและในที่สุดจ้าวฮุ่ยเสียก็สรุปออกมา “แม้น้าจางกับน้าหลิวจะไม่ได้บอกกับนายโดยตรงว่าพวกเขาร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีแต่พวกเขาก็ทิ้งสมบัติล้ำค่าเอาไว้ให้นายไม่น้อยเลยนะเสี่ยวหมิงเป็นแบบนี้ก็พอจะเบาใจไปได้บ้างแล้วล่ะ”

             “นอกจากผู้อาวุโสหลิวอยากจะผูกสัมพันธ์กับเธอแล้วเขาก็อาจจะปกป้องเธออีกทางด้วยนะเสี่ยวหมิง”ลุงจ้าวพูดกับจางหมิงด้วยสีหน้าเป็นห่วง ต่างจากความรู้สึกของลูกสาวลิบลับ

             “ปกป้องผมอย่างนั้นเหรอครับมีไม่กี่คนหรอกนะครับที่รู้ว่าผมนำเอาของเก่าไปขายและได้เงินมาจำนวนมหาศาลแล้วจะมีใครที่คิดไม่ดีกับผมได้เหรอครับ หรือว่า...”

             “อ่า ใช่แล้วๆ เมื่อก่อนอาฮั่นเคยมีเมียมาก่อนใช่ไหมเขาเคยบอกกับฉันว่าผู้หญิงคนนี้แปลกๆ เข้าหาเขาอย่างมีเป้าหมายอุตส่าห์อยู่กินกันมาตั้งหลายปีไม่ยอมมีลูกกับเขาแต่พอมีลูกแล้วคลอดออกมาไม่เท่าไหร่ก็หอบลูกหนียังมีญาติพี่น้องทางฝั่งสกุลจางของเธออีกนะเสี่ยวหมิง นี่ก็น่าจะมีปัญหาเหมือนกัน”ป้าฮุ่ยเล่าให้จางหมิงฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพราะคอแห้ง

             ลุงจ้าวมองลูกชายคนโตแล้วก็ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง“อี้หาน แกกำลังตามเรื่ององค์กรลับอยู่ใช่ไหมพ่อได้ข่าวมาว่าช่วงนี้ตัวตนระดับสั่งการเริ่มมีการเคลื่อนไหวในประเทศของเราแล้วนี่มันเหมือนกับตอนนั้นที่อาฮั่นกับเสี่ยวหนวนหน่วนยังมีชีวิตอยู่เลยนะ”

             จ้าวอี้หานเบิกตากว้างเมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อพูดเรื่องนี้ออกมาแต่พอหันไปเห็นแม่และน้องสาวมองมาอย่างสนใจเขาก็รีบกลบเกลื่อน“รู้แล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกครับพ่อ มีหน่วยอื่นปาดหน้าเอาไปทำแล้วล่ะครับผมกับเพื่อนๆร่วมทีมก็เลยอด”

             ลุงจ้าวมองลูกชายที่กำลังโกหกแล้วก็ไม่คิดจะพูดอะไรต่อเอาไว้คืนนี้เขาจะไปคุยกับอีกฝ่ายที่ห้องนอนก็แล้วกันจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับจางหมิง “ที่ลุงพูดเรื่องนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะลุงรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างจึงได้เตือนเธอเอาไว้นะเสี่ยวหมิงแต่ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเธอลุงก็จะเบาใจมากกว่านี้”

             จางหมิงรู้สึกสับสนเขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับเรื่ององค์กรลับอะไรนี่มาก่อนเลย“แล้วถ้าพวกมันพุ่งเป้ามาที่ผมล่ะครับลุงจ้าวผมจะรับมือหรือมีวิธีป้องกันตัวยังไง”

             ลุงจ้าวมองไปรอบๆบ้านแล้วก็ยิ้มออกมา“หมู่บ้านบนเขาแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่พำนักของคนรวยระดับประเทศมากมายแล้วก็ยังเป็นที่พำนักของเหล่าผู้มีอำนาจด้วยเหมือนกันดูจากระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ก็วางใจได้เกือบแปดส่วนแล้วล่ะแต่ถ้าเธอออกไปข้างนอกนั่นก็เป็นอีกเรื่อง คงต้องหาคนคอยคุ้มกันสักคนสองคน”

             “ผมจะลองคิดเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกทีครับลุงจ้าว”ความจริงแล้วถ้าเขาสู้ไม่ไหวก็หนีเข้าไปในแหวนมิติก็ได้แล้วแต่เขาไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับคนบ้านจ้าวหรอก

             “ดี!!ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆก็จะได้ป้องกันตัวทัน”

             “เอาล่ะๆ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วเรามาพูดเรื่องอาหารกลางวันกันดีกว่านะ”เมื่อเช้านี้เธอก็มัวแต่ตกใจกับเรื่องของจางฮั่นและหลิวหนวนหน่วนจนลืมกินข้าวเช้าไปเลย พอมาถึงก็นั่งฟังเรื่องราวของจางหมิงนานเกือบสองชั่วโมงอีกจนตอนนี้ท้องเธอเริ่มร้องประท้วงขึ้นมาแล้ว

             “ผมเตรียมอาหารเอาไว้เยอะเลยครับป้าฮุ่ยรับรองว่าทุกคนต้องชอบแน่ๆครับ” จางหมิงเองก็รีบเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วเช่นกันเขาลุกขึ้นแล้วก็ผายมือเชิญทุกคนไปที่ห้องทานข้าว

             “บ้านนายที่ใหญ่โตดีนะเสี่ยวหมิงวันหลังถ้าพี่สาวมาทำงานที่ปักกิ่งกับเพื่อนขอมาพักที่บ้านของนายได้ไหม”

             “ไม่มีปัญหาครับพี่สาว ดีเสียอีกครับมีคนมาช่วยดูแลเพราะผมเดินทางบ่อยไม่ค่อยอยู่บ้านหรอกครับ”

             “อ่า พี่สาวแค่พูดเล่นเท่านั้นเสี่ยวหมิงนายก็อย่าจริงจังเลยนะ”เธอเองก็มีห้องพักที่เช่าเอาไว้อยู่แล้วเพราะต้องบินไปบินมาระหว่างบ้านเกิดและปักกิ่งรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในประเทศ

             จางหมิงถึงกับชะงัก“ผมพูดจริงนะครับพี่สาว ถ้าพี่มาปักกิ่งก็มาพักที่บ้านผมได้เลยทุกคนก็เหมือนกันนะครับ ต่อไปถ้ามาที่ปักกิ่งก็มาพักที่นี่ได้เลยถึงผมไม่อยู่ก็จะให้คนมาคอยดูแลแน่นอนครับ”

             “แกนี่นะพูดไปเรื่อยเห็นไหมเสี่ยวหมิงคิดเป็นจริงเป็นจังไปหมดแล้ว อย่าไปถือสาพี่สาวของเธอเลยนะเสี่ยวหมิงความจริงแล้วเธอมีห้องพักหรูใจกลางปักกิ่งอยู่แล้วล่ะอีกอย่างเธอลืมไปแล้วเหรอว่าป้าเองก็ทำงานที่ปักกิ่งย่อมต้องมีบ้านอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงพวกเรามากเกินไปนะ”

             “ก็ได้ครับป้าฮุ่ย” ชายหนุ่มชักอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าคนบ้านจ้าวมีภูมิหลังแบบไหนทำไมพวกเขาถึงไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบ้านหลังใหญ่เลยสักนิดหรือแม้แต่เรื่องที่ว่าเขาขายของเก่าได้เงินมาจำนวนมหาศาลก็ยังไม่ทำให้พวกเขาตาโตได้เลยจะเห็นก็แต่แววตาที่แสดงออกว่าทึ่งกับโชคชะตาของเขาก็เท่านั้น

     

             ค่ำคืนของบ้านบนเขาสุดหรูของจางหมิงและคนสกุลจ้าวนั้นผ่านไปได้ด้วยดีส่งทุกคนเข้าห้องนอนแล้วเขาจึงเข้าห้องของตัวเอง

             แต่ระหว่างที่เขากำลังลังเลว่าจะเข้าไปพักในแหวนมิติดีไหมนั้นหูของเขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูผะแผ่วจากห้องของลุงจ้าวจากนั้นก็เดินไปที่ห้องของพี่ชายจ้าว

             รอเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงของพวกเขากระซิบคุยกันถึงเรื่องขององค์กรลับระดับโลกที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในจีน

             พอฟังไปเรื่อยๆเขาก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้

             “ผู้หญิงคนนั้นก็น่าจะเป็นคนขององค์กรลับสินะแล้วพี่สาวล่ะเธอจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า” พี่สาวที่แสนดีของเขาตอนนี้เธอจะทำอะไรอยู่กำลังมีความสุขหรือมีความทุกข์ เขาเองก็อยากจะรู้จริงๆแต่ก็จนปัญญาเพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อกับพี่สาวอย่างไรดี

             ไม่มีคำตอบให้กับคำถามของจางหมิงยังคงมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา เขาจึงเข้าไปพักในแหวนมิติ

             เช้าของวันต่อมา จางหมิงก็พาคนสกุลจ้าวเดินทางไปที่หมู่บ้านชิงสุ่ย

             พวกเขานั่งเครื่องเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นจากนั้นก็นั่งรถแท็กซี่ต่อไปอีก จนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านชิงสุ่ยที่อยู่บนเขาแม้จะต้องจ่ายค่าแท็กซี่แพงกว่าปกติ แต่ก็ไม่มีใครบ่นว่าอะไรสักคำ

             พวกเขาเดินขึ้นเขามุ่งหน้าไปยังภูเขาที่เป็นสถานที่ฝังศพของคนในหมู่บ้าน

             หลุมฝังศพของสกุลจางไม่นานก็ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งกลุ่มจางหมิงพาทุกคนเดินไปที่หลุมฝังศพของพ่อและแม่

             “พ่อครับ แม่ครับผมพาทุกคนมาหาพ่อกับแม่แล้วนะครับ” ตาของเขาเริ่มแดงอีกแล้วแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ร้องไห้เด็ดขาด

             ป้าฮุ่ยที่ร้องไห้ตั้งแต่เดินขึ้นเขามาทรุดตัวลงไปคุกเข่าต่อหน้าหลุมฝังศพที่อยู่เคียงข้างกันเธอนำเอาดอกไม้ออกมาจัดใส่แจกันนำอาหารและขนมที่จางฮั่นและหลิวหน่วนชอบออกมาจัดใส่จานหลายจาน

             “อยู่ที่นี่พวกเธอสองคนคงจะหิวแย่เลยสินะวันนี้ฉันเอาอาหารและของกินที่พวกเธอชอบมาเยอะเลยนะ อาฮั่น เสี่ยวหนวนหน่วน”

             ลุงจ้าวก็เดินมาคุกเข่าข้างภรรยาจากนั้นก็กวักมือเรียกให้จางหมิงมาจุดธูปก่อนเป็นคนแรก

             จางหมิงจุดธูปแล้วก็พูดกับพ่อแม่ของเขาในใจแล้วก็ปักธูปลงไป

             ต่อมาลุงจ้าวก็จุดธูป “อาฮั่นเสี่ยวหนวนหน่วนพวกเรามาแล้วนะ รู้ว่าพวกเธอพักผ่อนอยู่ที่นี่แล้ว ต่อไปฉันจะมาเยี่ยมพวกเธอให้บ่อยขึ้นไม่ต้องห่วงเสี่ยวหมิงนะฉันจะดูแลเขาให้ดีที่สุด” แล้วเขาก็ปักธูปลงไป

             แล้วก็ตามมาด้วยป้าฮุ่ยยามนี้เหมือนจะพูดอะไรไม่ออกแล้วเพราะเอาแต่ร้องไห้แต่ในท้ายที่สุดเธอก็รวบรวมสติได้ “อาฮั่น เสี่ยวหนวนหน่วนพวกเธอนี่นะกว่าจะให้พวกเราได้เจอกับเสี่ยวหมิงนี่ก็ปาเข้าไปตั้งเกือบสามปีแล้ว ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกเธอมีเหตุผลอะไรนักหนาถึงได้ซ่อนเขาเอาไว้และทดสอบเขานานขนาดนี้ ดีนะที่ตอนนี้เขามีชีวิตที่สบายและไม่อดอยากเหมือนก่อนหน้าแล้วเรื่องนี้ฉันให้อภัยพวกเธอ ต่อไปอยากกินอะไรก็ไปเข้าฝันบอกฉันได้นะพี่สาวคนนี้ยินดีทำให้พวกเธอกินเหมือนเดิมนั่นแหละ”เธอพูดได้เท่านี้ก็พูดต่อไม่ได้แล้ว

             จ้าวอี้หานและจ้าวฮุ่ยเสียก็มาจุดธูปและพูดกับคุณน้าทั้งสองที่พวกเขารักและเคารพเช่นกัน

             จางหมิงมองคนบ้านจ้าวทั้งสี่คนด้วยสายตาที่อบอุ่นและมีความสุขอยู่ลึกๆในใจไม่คิดเลยว่านอกจากปี 1972 ที่ผู้คนต่างก็ดีกับเขาแล้วในยุคปัจจุบันจะยังมีครอบครัวสกุลจ้าวอีกหนึ่งครอบครัวที่รักและหวังดีกับเขาจากใจจริง

             ลุงจ้าวเปิดขวดเหล้าเหมาไถที่เป็นขวดที่เขารักที่สุดออกจากนั้นก็เทลงพื้น “นี่เป็นเหล้าที่นายชอบมาก วันนี้ฉันนำมาให้นายแล้วนะอาฮั่น”

             ควันธูปและควันจากการเผากระดาษเงินกระดาษทองลอยอ้อยอิ่งไปตามสายลมที่พัดผ่าน จางหมิงและทุกคนมองตามขึ้นไปก็พบว่ากลุ่มควันทั้งสองมันได้รวมตัวเป็นรูปร่างของคนสองคนที่พวกเขาจดจำได้ขึ้นใจ

             “นะ นั่นพวกเขายิ้มให้พวกเราด้วย”จางฮุ่ยเอ่ยออกมาปนก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกอก

             “ไม่ต้องห่วงแล้วนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพวกเราจะอยู่เคียงข้างเสี่ยวหมิงเสมอ”ลุงจ้าวเอ่ยคำมั่นสัญญาออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

             พอสิ้นเสียงของลุงจ้าวกลุ่มควันที่รวมตัวกันก็กระจัดพลัดพรายออกจากกันทันที