"นี่พวกเจ้าได้ค่าแรงแล้ว ยังจะเรียกใช้งานไม่ได้อีกหรือ?" เย่จื้อเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ไม่ได้พูดอย่างนั้นเสียหน่อยแต่พวกเราจะทำตามที่พวกเจ้าบอกทั้งหมดได้อย่างไร!" จินหยวนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
คนงานประจำผิวคล้ำผอมแห้งอีกคนหมดความอดทน"อย่าพูดมากความ หากจะให้ทำงานเพิ่มก็ต้องเพิ่มค่าจ้างสิ!"
"ใช่แล้ว! เพิ่มค่าจ้าง!"
"นี่...พวกเจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร?!" นางซูโมโหขึ้นมาทันทีนี่พวกเขากำลังคิดจะรับเงินแล้วไม่ทำงานอย่างนั้นหรือ!
ค่าแรงเดือนละหนึ่งตำลึงสามสิบอีแปะต่อคนเป็นงานดีที่หลายคนอยากได้นักหนา เมื่อลองเปรียบเทียบกับงานที่ใช้แรงหนักๆต้องลำบากและเหน็ดเหนื่อย คนอื่นอาจไม่ได้ค่าจ้างมากเท่านี้เลยด้วยซ้ำ
"ทำงานมากก็ต้องได้ค่าตอบแทนมากเป็นเรื่องธรรมดาขอรับ" จินหยวนแสยะยิ้ม "เมื่อเพิ่มงานแล้วย่อมต้องเพิ่มค่าจ้างซูเหนียงจื่อกับน้องเย่ช่วยคิดดูให้ดีด้วยเถิด"
"คิดดูให้ดีนะขอรับ! หากไม่ให้เงินพวกเราก็จะไม่ลงไปทำงาน!"
ชายผิวคล้ำผอมแห้งถลกแขนเสื้อขึ้นกล่าวจบก็พาคนอื่นๆ เดินจากไป การสนทนานี้จบลงอย่างไม่สบอารมณ์
ในตอนเย็นขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งกินข้าวด้วยกัน เมื่อวกกลับมาพูดเรื่องนี้อีกครั้งย่อมรู้สึกไม่พอใจนัก
"ชวนพวกเขามาเป็นบ่าวไพร่แล้วยังต้องทนโมโหอีกหรือ?" หยางหลิ่วได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ นางตบโต๊ะดังปังแล้วกล่าวว่า"นี่มันสมควรโดนสั่งสอน!"
เย่ชิงชิงไม่เคยคิดว่าพวกเขาเป็นบ่าวไพร่ในสายตาของนางมันก็คือความสัมพันธ์อย่างการจ้างงานทั่วไปเหมือนกับเจ้านายและลูกจ้างในยุคปัจจุบัน แม้จะสั่งให้ทำสิ่งต่างๆแต่ก็มีมารยาทพื้นฐานอยู่ด้วย
น่าเสียดายที่นางปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างอ่อนโยนผู้คนกลับคิดว่านางเป็นคนอ่อนแอและรังแกได้ง่ายการใช้อำนาจและมอบความเมตตาควบคู่กันไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้บ่งบอกว่าความน่าเกรงขามยังขาดอยู่
"คนที่จะออกเรือนแล้ว ควรจะสำรวมการกระทำหน่อย" นางซูยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าหยางหลิ่วเป็นคนที่ซื่อสัตย์ การใช้ชีวิตก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา ดีมากแล้ว
"แฮ่ม ข้ารู้เจ้าค่ะ..." หยางหลิ่วค่อยๆพยักหน้า
วันแต่งงานใกล้เข้ามาแล้วนางคือคนที่ขายตัวเป็นทาสให้ครอบครัวของนางซูแล้วการได้รับอนุญาตให้แต่งงานถือเป็นเรื่องยาก แต่นางซูก็เตรียมสินเดิมให้ทั้งยังจะไปส่งนางออกเรือนด้วยตนเองอีก
นางรู้สึกขอบคุณจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้สองปีมานี้นางอยู่กินกับพวกเขามาโดยตลอด ไม่เคยถูกสั่งให้ทำอะไรเกินตัวไม่เคยถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ได้รับการดูแลราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
ด้วยเหตุผลเหล่านี้หยางหลิ่วจึงปฏิเสธความตั้งใจของเติ้งอาหลัวที่คิดจะไถ่สัญญาขายตัวของนางคราแรกนางไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะสัญญาแต่อย่างใด ตอนนั้นนางไร้หนทาง ถูกบิดาตัดขาดเย่ชิงชิงต่างหากที่ไม่รังเกียจและซื้อนางกลับมา
หลังจากซื้อนางแล้วยังจ่ายค่าจ้างรายเดือนให้อีก นางก็ไม่ได้มีที่ให้จับจ่ายอะไรนักสองปีมานี้นางเก็บเงินได้ไม่น้อย แต่ไม่เคยคิดที่จะจากที่นี่ไปเลย
"รอไปก่อนแล้วกันจัดการเรื่องแต่งงานของหยางหลิ่วให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน" นางซูเร่งให้พวกเขากินข้าว แล้วกล่าวต่อ "ถึงตอนนั้นหากวัดเล็กๆของเราคับแคบเกินไปคงจะจุพระองค์ใหญ่เหล่านั้นไว้ไม่ได้แล้ว"
พูดเช่นนี้หมายถึงการปลดคนงานหรือ?เย่ชิงชิงค่อนข้างสนับสนุนวิธีนี้คนเหล่านั้นเป็นพวกจอมเจ้าเล่ห์ทั้งนั้น
ไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความรับผิดชอบก็ช่างเถิดยังจะชอบพูดจาหยาบคายอยู่เสมอ นางซูเป็นหญิงม่ายการพูดจาที่ไม่เหมาะสมเพียงเล็กน้อยก็อาจนำปัญหามาสู่นางได้
พื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่งซื้อมาส่วนใหญ่เป็นที่นาชั้นต่ำดินไม่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละปีไม่มากนักนางซูไม่ได้เกิดในครอบครัวชาวนา จึงไปถามเพื่อนบ้านพวกเขาก็บอกให้ใช้ขี้เถ้าไม้บำรุงดิน
มีพื้นที่เพาะปลูกมากมายขนาดนี้แต่คนงานประจำเหล่านั้นมีเพียงคนเดียวที่ขึ้นมาช่วย อีกคนหนึ่งลังเลและเฝ้าดูอยู่ส่วนที่เหลืออีกห้าคนก็หลบไปที่เนินเขาเล็กๆ
นางซูจนปัญญาจึงต่อว่าพวกเขาเล็กน้อย แล้วสวมหมวกฟางออกไปทำงานเองการทำเช่นนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ต้องหาทางออกให้ได้เสียก่อน
พี่เจียงถือเคียวมาช่วยกำจัดวัชพืชแล้วกล่าวว่า "ตอนนี้แดดกำลังดีวัชพืชเหล่านี้ตากแดดสองวันก็จะแห้งแล้วถึงตอนนั้นมันจะเป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับนาข้าวเลยเชียว"
"แดดร้อนนัก พี่เจียงไปดื่มชาสมุนไพรเย็นๆ สักถ้วยก่อนเถิด" นางซูเตรียมชาสมุนไพรเย็นไว้เหยือกใหญ่แล้ว จึงอยากให้พี่เจียงไปพักผ่อนส่วนตัวเองก็ยังคงกวัดแกว่งเคียวต่อไป
พี่เจียงมีงานในบ้านของตนเองมากมายแต่ก็ยังวิ่งมาช่วย นางรู้สึกละอายใจเหลือเกิน
"เจ้าก็ต้องดื่มด้วยสิ" พี่เจียงดื่มชาสมุนไพรเย็นจนหมดถ้วยอย่างรวดเร็วนางเช็ดปากแล้วกล่าวว่า "ข้าจะบอกให้นะเจ้าใจอ่อนเกินไปแล้ว! จ้างคนงานประจำมาด้วยเงินมากมายแต่กลับไม่เคยได้พักผ่อนสบายๆ กลับต้องมาทำงานเองในสภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้ส่วนพวกเขากลับหลบไปพักผ่อนหย่อนใจ"
นางซูถอนหายใจยาวนางมองไปยังทุ่งนาอันกว้างใหญ่แล้วตอบอย่างลังเลว่า "การทำนาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านว่าข้าควรขึ้นค่าจ้างให้พวกเขาหรือไม่?"
"ขึ้นอะไรเล่า! หนึ่งตำลึงสามสิบอีแปะนี่น้อยแล้วหรือ?" พี่เจียงส่ายหน้า นางหมดคำจะพูด
"ที่นาสิบกว่าหมู่เหล่านี้หาได้คณามือผู้ที่เคยทำไร่ไถนามาแล้วไม่!บ้านสกุลหลิวในหมู่บ้านของเรา มีที่นาเก้าหมู่ เขากับลูกชายสองคนก็ดูแลอย่างดีแค่ปลูกข้าวกับเก็บเกี่ยวก็ยุ่งอยู่แค่ครึ่งเดือน ที่เหลือก็แค่ใส่ปุ๋ยถอนหญ้าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรมากมายนัก ยิ่งไปกว่านั้นที่นาบ้านเจ้ามีคนดูแลอยู่ตั้งเจ็ดคนแบ่งงานแล้วแต่ละคนดูแลไม่ถึงสองหมู่ ที่ไหนจะสบายไปมากกว่านี้อีก!"
ฤดูทำนาไม่ใช่แค่ปลูกข้าวกับเก็บเกี่ยวหรอกหรือข้าวสองฤดูต่อปี พอผ่านช่วงนั้นไปก็แทบไม่มีอะไรให้ทำแล้วแม้บ้านนางซูจะมีมากกว่าแค่ที่นา เนินเขานั้นก็เหลืองานไม่มากนักเมื่อแบ่งกันทำก็สบายมาก
"ข้าจะลองคิดดูอีกที"
ในใจของนางซูคนงานประจำนั้นไม่เชื่อฟังเท่ากับคนที่ซื้อมา หากมีสัญญาขายตัวอยู่ในมือความคิดแปลกๆ เหล่านั้นก็จะเงียบหายไปเอง และพวกเขาคงจะทำงานอย่างซื่อสัตย์
ลองดูหยางหลิ่วสิช่างซื่อสัตย์นัก อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรเหมือนคนในครอบครัวทว่าการจะหาหญิงสาวที่แข็งแรงและมีค่าจ้างไม่แพงเช่นนางนั้นยากนักหากจะให้ลงไปทำนา ก็ต้องเลือกคนงานชาย
เมื่อคิดเช่นนั้นนางซูก็ยิ่งกังวล หากซื้อมาก็ต้องจัดหาที่พักให้ บ้านนางเป็นครอบครัวเล็กๆไม่มีลานหลังบ้าน นางที่เป็นหญิงหม้ายก็กลัวคนจะนินทา