“เอาล่ะ พวกเจ้าพักผ่อนได้ ต่อจากนี้ไปข้าและเหล่าอาจารย์จะคุ้มกันพวกเจ้าจนกว่าจะถึงตอนเช้า”
ผู้นำนิกายเฟยเทียนวางค่ายกลรอบๆต้นไม้ที่พวกเขาจับจองใช้สำหรับพักค้างแรมในคืนนี้ รอเวลาการแข่งที่จะจัดขึ้นในพรุ่งนี้เช้า แม้เหล่าอาจารย์จะเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ หากศิษย์หลักไม่ได้ลงมือก็ไม่กระทบการแข่งขัน เหล่าอาจารย์เป็นเพียงคนมาส่งไม่มีคุณสมบัติลงแข่ง จึงสามารถใช้พลังได้เต็มที่
“อ้าว ไอ้เด็กนี่ นึกว่าอยากจะมาช่วยกันซะอีก”
ผู้นำนิกายมองไปยังตงฟาง เขานึกว่าตงฟางจะช่วยจากนิสัยที่อยู่ด้วยกันมานาน กลับกลายเป็นว่าตงฟางล้มตัวลงไปนอนบนรากไม้หลับเป็นตายไม่สนใจใครทั้งนั้น เหล่าอาจารย์ต่างไม่ได้ดุด่า เนื่องจากการพักผ่อนเป็นสิ่งที่ศิษย์หลักจำเป็นต้องทำ ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าแข่งขันหลังจากเห็นท่าทางของตงฟาง พวกเขาจึงทำตาม แม้ภายในใจของพวกเขาอยากจะสอบถามเรื่องที่ตงฟางทำให้พวกเขาเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายด้วยการใช้อำนาจ กลับไม่มีใครถาม เนื่องจากตงฟางไม่ได้แสดงท่าทางอยากจะเล่าให้พวกเขาฟัง
สำหรับอาจารย์พวกเขาไม่รู้เช่นกันว่าตงฟางมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรกับเมืองหลวง การที่ตงฟางสามารถข่มขู่ทหารของจักรพรรดิทำให้พวกเขารู้สึกตกใจเช่นเดียวกัน
“ผู้นำนิกาย ตงฟางมีความเป็นมาอย่างไร”
ระหว่างป้องกันศิษย์หลักจากสัตว์อสูรเหล่าอาจารย์ที่กระจายตัวไปรอบๆต้นไม้ก็เริ่มพูดคุยถึงตงฟาง
“เรื่องไอ้เด็กนั่นเหรอ อย่าไปสงสัยเลย ยิ่งสงสัยพวกเจ้าก็ยิ่งอันตราย อย่าไปรู้จักมันเหมือนข้าจะดีกว่า ตอนนี้ชีวิตของข้าแทบจะแขวนเอาไว้บนเส้นด้ายแล้ว”
“เขาเป็นคนที่มาจากเมืองหลวงจริงๆสินะ”
“ใช่ นี่พวกเจ้าไม่ฟังที่ข้าพูดใช่ไหมว่าอย่าไปรู้จักมัน”
“ผู้นำนิกาย แล้วตระกูลหลี่ของเขาล่ะ มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร เป็นตระกูลใหญ่แค่ไหน”
“ข้าก็บอกแล้วไงว่าอย่าถาม ข้าไม่อยากรู้ ข้าไม่อยากเล่า ปล่อยข้าไปเถอะนะ พวกเจ้าให้ข้าได้ตายเพราะอายุขัยหมดเถอะ” ผู้นำนิกายขอร้องอ้อนวอนให้เหล่าอาจารย์หยุดถาม จากท่าทางของผู้นำนิกายทำให้ตงฟางที่แกล้งหลับฉีกยิ้มกว้างเพราะเขารู้ได้ว่าผู้นำนิกายจะต้องเจอพ่อของเขาแล้วอย่างแน่นอน
“ผู้นำนิกาย ถ้าท่านไม่เล่ามันจะเป็นปัญหาในใจของพวกข้าจนไม่สามารถบ่มเพาะเลื่อนระดับไปได้”
“ให้ตายสิ พวกเจ้าอยากรู้เองนะ ข้าบอกให้ก็ได้ว่าตระกูลหลี่เดิมทีพวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง แต่เกิดอุบัติเหตุบางอย่างทำให้พวกเขาตกตายไปเกือบหมด”
“งี้นี่เอง ข้าไม่แปลกใจที่เขาเข้าเรียนสถาบันของเรา แทนที่จะเข้าเรียนในวิหาร แล้วทำไมตระกูลของเขาถึงเกิดอุบัติเหตุได้ล่ะ” เหล่าอาจารย์ถามต่อ ทว่าคนที่ตอบกลับไม่ใช่ผู้นำนิกาย
“ข้าถูกควักตาในตอนเด็กและยังถูกควักวิญญาณยุทธ์ไปปลูกถ่ายให้กับหลานจักรพรรดิ นั่นจึงทำให้พ่อและแม่ของข้าโกรธจนนำไปสู่การต่อสู้ที่มีคนตายหลายล้านคน ”
ตงฟางพูดแทรกทำให้เหล่าอาจารย์กลืนน้ำลายลงคอพลางรู้สึกผิดที่ถามเรื่องของตงฟาง การที่มีคนกล้ามีเรื่องกับจักรพรรดิแล้วพวกเขารู้จัก จะนำพาหายนะมาสู่พวกเขา
“ตงฟาง แกไม่ได้หลับ”
“อาจารย์ ข้าหลับพอแล้วต่างหาก ต่อจากนี้ข้าขอเดินเล่นสักหน่อยได้ไหม”
“มันอันตราย แกจะต้องเก็บแรงไว้สู้พรุ่งนี้เช้า การต่อสู้ที่เกิดขึ้นไม่มีเวลาให้พัก มันจะดำเนินจนกว่าจะเหลือผู้ชนะเพียง 1 เท่านั้น”
“ไม่เป็นไรอาจารย์ ข้ามีของมาเยอะ ตอนที่ข้าไปทำภารกิจเมืองซ่ง ข้าได้นอนวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ นอกนั้นข้าออกล่าปีศาจ”
ผู้นำนิกายถอนหายใจก่อนจะปล่อยตงฟางเดินออกไปนอกค่ายกล การกระทำของตงฟางทำให้อาจารย์ทุกคนเกิดความสงสัยจนหันมองผู้อำนวยการที่กล้าปล่อยตงฟางให้ออกไป
“อาห์ พวกเจ้านี่ชอบถามคำถามกับข้าสินะ ข้าตอบให้ก็ได้ว่าไอ้เด็กสารเลวนั่นน่ะ มันไม่ได้เป็นระดับผันแปรอย่างที่พวกเจ้าสัมผัสได้หรอก ตอนนี้มันแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้ามากๆ”
“ผู้นำนิกาย หมายความว่าอย่างไรที่เขาแข็งแกร่งกว่าพวกข้า ท่านจะบอกว่าระดับที่แท้จริงของเขาเยอะกว่าพวกข้าที่เป็นระดับราชาอย่างนั้นหรือ”
“ระดับพลังวิญญาณของมันเป็นผันแปรวิญญาณเท่านั้นล่ะ แต่ร่างกายของมันแข็งแกร่งกว่าระดับพลังวิญญาณ ด้วยทักษะมารที่มันฝึกทำให้ร่างกายและพลังวิญญาณมีการเลื่อนระดับแยกออกจากกัน”
“มันเป็นทักษะอะไรทำไมถึงแยกการบ่มเพาะพลังวิญญาณและร่างกายออกจากกันได้”
“ข้าบอกไม่ได้ แม้ข้าจะรู้จักมันก็ตาม พวกเจ้ารู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ข้าเองก็ยากจะฆ่าเขาได้”
เหล่าอาจารย์ต่างเงียบเสียงแล้วเฝ้าค่ายกลต่อไป เพื่อฆ่าสัตว์อสูรไม่ให้มันเข้ามาโจมตีศิษย์หลักได้ ภายใต้การเฝ้าค่ายกลเอาไว้นี้เองกลับเกิดเสียงระเบิดของทักษะมากมายจากหลากหลายทิศทาง บ่งบอกว่าสถาบันอื่นๆกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรในค่ำคืนนี้ อย่างไรก็ตามอาจารย์ทั้ง 9 กลับรู้สึกสงสัย การต่อสู้ไม่เกิดขึ้นในทิศที่พวกเขาอาศัยอยู่เลย ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความเงียบไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงผู้นำนิกายเท่านั้นที่พยายามมองเข้าไปในป่าเหมือนกำลังจับจ้องมองบางอย่างตลอดเวลา จนอาจารย์สงสัย
“ผู้นำนิกาย เป็นฝีมือของเขาหรือไม่”
“ใช่ เป็นฝีมือของไอ้เด็กเวรนั่น ตอนนี้รอบๆไม่มีสัตว์อสูรแล้ว”
พรวด!
ตงฟางเดินกลับเข้ามาในค่ายกลพร้อมกับเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งหลังจากถูกกรงเล็บสัตว์อสูรข่วน ทว่าร่างของเขากลับไม่ปรากฎบาดแผลสร้างความสงสัยให้กับอาจารย์ไม่น้อย
“อาจารย์ ท่านคิดว่าศิษย์หลักสถาบันเราจะได้เข้าไปศึกษาในวิหารไหม”
ตงฟางถามผู้นำนิกายเขาอยากรู้ว่าความสามารถศิษย์หลักอันดับ 1 ถึง 9 มีความโดดเด่นมากน้อยแค่ไหน มันพอจะเข้าไปศึกษาในวิหารสักแห่งได้หรือไม่ ปรากฎว่าผู้นำนิกายตอบเขาผ่านกระแสจิตตงฟางจึงไม่คิดจะช่วยอะไร
เดิมทีเขาคิดว่าจะช่วยผลักดันศิษย์หลักที่มาด้วยกันให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในวิหารสักแห่ง มันเป็นผลดีต่อตัวของเขาเพราะสามารถหาข่าวในวิหารอื่นๆได้ กลับกลายเป็นว่าความโดดเด่นของพวกเขายังไม่ถึงขั้นถูกตาต้องใจคนของวิหาร ตงฟางจึงหยุดที่จะช่วย อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาไม่กล้าช่วยเป็นเพราะเขากลัวว่าตัวเองจะต้องเปิดไพ่ในมือทั้งหมด เพื่อให้ตัวเองถูกวิหารสักแห่งเลือก การเปิดไพ่ของเขาอาจจะทำให้ศิษย์หลักที่มาด้วยกันถูกรังแกจนถึงชีวิตได้เหมือนลูกน้องทั้ง 3 ที่เขาคิดจะฟูมฟัก ตงฟางจึงไม่คิดช่วยใคร นอกจากช่วยตัวเขาเองให้ถูกตาต้องใจคนของวิหารใดวิหารหนึ่ง
“ตงฟาง”
“ตาแก่ เรียกชื่อแบบนี้มีเรื่องแน่นอน” ตงฟางฉีกยิ้มหลังจากเขากลับมานั่งยังตำแหน่งเดิม ในระหว่างที่ฟ้ากำลังจะสว่างเขาก็รีบยิ้มให้กับผู้นำนิกายที่เดินเข้ามาหา
“ฮ่าๆๆ เอาน่า แกยังเรียกฉันอาจารย์หรือผู้นำนายกายเลยหากอยากได้ข้อมูล เอาล่ะแกใช้ทักษะนิกายโลหิตใช่หรือไม่”
“ตาแก่รู้จักด้วยเหรอ” กระแสจิตของตงฟางและผู้นำนิกายคุยกัน โดยไม่มีใครรู้ถึงการพูดคุยของพวกเขา ระหว่างนี้เองตงฟางก็เริ่มทำอาหารเช้าด้วยสัตว์อสูรระดับ 6 ที่เขาล่ามาได้ด้วยการโรยสมุนไพรจนอาจารย์ใช้มือลูบจมูกด้วยความหิว
“ใช่ ผู้นำนิกายคนก่อนเคยเล่าให้ฟังถึงรูปแบบทักษะนิกายโลหิต ดาบที่แกได้มาจากหออาวุธเฟยเทียนมอบทักษะให้ใช่ไหม”
“ไม่ใช่ตาแก่ ข้าได้ทักษะมาจากผู้นำนิกายโลหิตรุ่นที่ 2 ช่วงที่เดินทางเข้าไปในประตูเทพธิดา”
“หือ” ผู้นำนิกายย่นคิ้ว เมื่อรู้ว่าตงฟางเจอผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 แล้วได้รับสืบทอดทักษะมา
“อย่าบอกนะว่านิกายโบราณจะเป็นนิกายโลหิต”
“ไม่ใช่แล้วตาแก่ ข้าจะบอกความจริงท่านก็ได้ ดาบมารโลหิตมันพาข้าไปเจอโครงกระดูกผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 ที่ติดอยู่ในนิกายโบราณ จากนั้นเราก็ต่อสู้กันด้วยวิญญาณ ปรากฎว่าข้าชนะเลยได้ทักษะทั้ง 5 ของนิกายโลหิต”
“แล้วนิกายโบราณที่เจ้าได้สืบทอดทักษะมามันเป็นทักษะอะไร”
“ก็ทักษะเล่นแร่แปรธาตุที่ท่านเห็นไง”
“ให้ตายสิ ข้าเชื่อก็ได้ เอาล่ะข้าหิวแล้วมันสุกหรือยัง”
“จ่ายมาก่อน ข้าไม่ทำอาหารฟรีๆหรอกนะตาแก่”
“ไอ้เด็กนี่”
“ฮ่าๆ ข้าล้อท่านเล่น เรียกทุกคนมาได้แล้ว หากคนของวิหารเดินทางมาพวกเราจะไม่ได้กินข้าวกัน”
ตงฟางตักอาหารใส่ถ้วยไปวางไว้บนโต๊ะให้เหล่าอาจารย์ได้นั่งร่วมวงกัน จากนั้นเขาก็เดินแยกออกมาจากศิษย์หลัก การสร้างความสัมพันธ์กับศิษย์หลักไม่ใช่เรื่องดี ถ้าเขาเปิดเผยไพ่ในมือออกไปจะทำให้ศิษย์เหล่านี้ถูกเล่นงานในตอนแข่งขัน
“อาห์ ให้ตายสิ ฝีมือการทำอาหารของแกนี่อร่อยไม่ต่างจากจื่อรั่วเลย”
“ข้าบอกแล้วว่าให้รีบๆบอกชอบ ตอนนี้อาจารย์จื่อรั่วก็ไปเมืองหลวงแล้ว น้ำตาไหลเลยไหมล่ะตาแก่”
“หนอย ศิษย์พี่ของเจ้าก็ไปด้วยกันนั่นแหละ”
“แต่ข้าไม่เหมือนท่าน เพราะข้ากำลังจะไปเมืองหลวง”
“เอาเหอะ ข้าปะทะฝีปากกับเด็กเวรอย่างแกไม่ชนะหรอก เก็บแรงไว้ดูการต่อสู้ที่กำลังจะเริ่มดีกว่า”
สถาบันมากมายล้วนปรากฎตัวบนยอดเขาหน้าตัดที่ถูกใช้เป็นสนามต่อสู้ ด้านบนยอดเขาที่ตงฟางมาถึงล้วนเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวยาวถึงตาตุ่ม หากได้นอนกลางวันเขาคิดว่ามันเหมาะมาก ด้วยแสงของพระอาทิตย์ที่ส่องลงมาเล็กน้อยมีลมเย็นๆและพลังวิญญาณไหลผ่าน เป็นบรรยากาศที่สดชื่นเป็นอย่างมา
ในระหว่างที่สถาบันมากมายเดินทางมายังยอดเขาเพื่อรอตัวแทนของวิหารต่างๆ ตงฟางก็เห็นศิษย์มากมายที่ต่างสถาบันนำมาด้วย พยายามดูดซับพลังวิญญาณบนยอดเขา ไม่ให้เวลาการรอคอยเสียเปล่า การที่พวกเขาเดินทางมายังสถานที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณแบบนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก
“นี่มันผู้นำนิกายเฟยเทียน ข้าไม่คิดเลยว่าปีนี้จะมาเจอสถานบันเฟยเทียนที่นี่ นึกว่าลูกศิษย์หายไปหมดแล้ว”
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ผู้นำนิกายอี้หมิง ท่านยังหัวโล้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย ถ้าไม่มีเรื่องอะไรข้าขออยู่เงียบๆแล้วกันนะ” ผู้นำนิกายเฟยเทียนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงไม่แยแสการยุแหย่ แต่การพูดของเขากลับทำให้อีกฝ่ายเดือดดาล
“ฮ่าๆๆ ข้าไม่มีธุระอะไรหรอก ข้าแค่ได้ยินข่าวว่าท่านผู้นำนิกายเฟยเทียนให้ศิษย์ของท่านเข้าร่วมการแข่งนี้ด้วย ข้าได้ยินข่าวว่าเขาตายไปเมือง 3 ปีก่อน ไม่คิดเลยว่าเขาจะรอดพ้นจากความตายแล้วต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆจนมาถึงวันนี้ ไหนล่ะ เขาอยู่ไหนไม่คิดจะพาเขามากล่าวทักทายข้าหน่อยเหรอ”
ผู้นำนิกายอี้หมิงมองหาตงฟางในกลุ่มของศิษย์หลัก ภายใต้น้ำเสียงของผู้นำนิกายอี้หมิงทำให้ตงฟางรู้จุดประสงค์ว่าผู้นำนิกายอี้หมิง ต้องการทำให้เขาเป็นจุดเด่นและเพื่อทำลายเขาไปในตัว ไม่เพียงเท่านั้นศิษย์หลักคนอื่นๆที่อยู่ด้วยกันกับเขาจะต้องถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน หลังจากทุกคนอยากจะวัดพลังตงฟางที่อยู่ในสถาบันเฟยเทียน การที่เขาเป็นผู้สืบทอดของนิกายโบราณ จะต้องทำให้สถาบันอื่นๆอยากทดสอบพลังของเขาในการแข่งขันอย่างแน่นอน