วันต่อมาพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระสนมเข้าถวายตัวคราวเดียวสิบนางรวด สร้างความยินดีปรีดาไปทั่วทั้งแคว้น… เหล่าขุนนางใหญ่ล้วนเต็มใจใส่พานบุตรสาวส่งเข้าวังหลังของเยว่เทียนหงโดยไม่จำเป็นต้องมากพิธี ท่าทางเร่งร้อนนั้นคล้ายกลัวว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ
หลังจากทราบว่าราชาแห่งต้าเยว่มีพระดำริจัดตั้งวังหลัง แคว้นรอบข้างต่างก็ส่งสานส์แสดงเจตจำนงต้องการเจริญสัมพันธไมตรีกันเข้ามากันยกใหญ่ … บางแคว้นนั้นถึงขั้นเตรียมการคัดเลือกองค์หญิงที่เหมาะสมเพื่อส่งมาเป็นบรรณาการให้แล้ว พระราชชนนีได้รับสาส์นเหล่านี้ก็ส่ายหน้าอย่างลำบากพระทัย
บุตรชายของนางจะต้องการสนมชายามากมายไปทำไมกัน ด้วยนิสัยของเขาหลังให้กำเนิดบุตรตามความต้องการแล้ว วังหลังก็คงไม่ต่างจากสวนรกร้าง
จนเมื่อฟ่งหลิงหลวนได้รับรับรายงาน… ในผู้ที่ต้องการส่งองค์หญิงมาบรรณาการนั้น ผู้หนึ่งเป็นถึงองค์หญิงจากแคว้นฝู ผู้เคยได้รับคำทำนายดวงชะตาว่า สามารถค้ำจุนชะตาชีวิตของเยว่เทียนหงได้ นางจึงค่อยมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ในหนังสือเจริญสัมพันธ์นั้นแจ้งว่าทันทีที่ได้รับสาส์นตอบรับ องค์หญิง ‘ฝูหย่งเล่อ’ ก็สามารถเสด็จมาแคว้นต้าเยว่ได้ทันที
“ฝ่าบาท เจี่ยอีส่งสาส์นมาพะย่ะค่ะ” ฟู่หลิงส่งสาส์นให้นายเหนือหัวของตนอย่างกระตือรือร้น เขารู้ดีว่าว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฝ่าบาททุกข์ใจเพียงใด… ได้แต่หวังว่าสาสน์ของน้องสาวจะมีเรื่องราวของสตรีผู้นั้นที่ทำให้พระองค์ทรงมือความสุขขึ้นบ้าง
เยว่เทียนหงถือสาส์นชิ้นนั้นไว้ในมือ ทว่าไม่ได้เปิดออกมา หลายวันนี้เขาไม่กล้ามองนางผ่านกระจกวิญญาณ ด้วยกลัวว่าจะทำให้ตนเองยิ่งทรมาน และไม่อาจทำในสิ่งที่ควรทำได้ …
เขาไม่คู่ควรที่จะมองนางหรือรับรู้เรื่องราวของนางอีกแล้ว… สุดท้ายมือแกร่งก็ระเบิดทำลายจดหมายฉบับนั้นจนแหลกเป็นผง
หลังเสร็จพิธีแต่งตั้งตอนเช้า … คืนนั้นพระสนมนางแรกได้รับคำสั่งให้ถวายตัวทันที
‘หน้าที่หรือ….?’ ดวงตาสีเทาก้มมองถ้วยโอสถว่างเปล่าข้างกายที่ตนเพิ่งดื่มลงไป เขาได้ออกคำสั่งให้เตรียมไว้เพื่อบังคับร่างกายของตนให้สามารถบรรลุความตั้งใจไว้ได้ ความร้อนรุมในร่างพุ่งสูงขึ้นเรื่อย
ร่างสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางกึ่งเขินอายกึ่งยั่วยวน นางค่อยๆเปิดเปลือยผิวกายของตนออกตรงหน้า.. ไม่อาจทำให้เขารู้สึกอื่นใด นอกจากรังเกียจ และคับแค้นใจเท่านั้น
“ฝ่าบาท….” ร่างงามทรุดลงแนบใบหน้าลงกับตักของเขา ก่อนจะเคล้าเคลียไปมา ช้อนสายตางามขึ้นมองใบหน้างดงามราวเทพของเขาอย่างขอความรักและเมตตา
“อย่าถูกตัวข้า !” ร่างสูงคว้าแขนหญิงสาว เหวี่ยงขึ้นไปบนเตียงอย่างแรง ก่อนจะลุกขึ้นคิดจะทำเรื่องนี้ให้จบๆไป
ก่อนจะเริ่มต้นเขาหลับตาลงคิดใบหน้าอ่อนหวานของคนผู้หนึ่ง รอยยิ้มของนาง และความอบอุ่นของนางทำให้ใจเขาสงบลงได้ ร่างสูงโน้มกายลงทับลงไป
ร่างบางที่ด้านล่างนั้น กลิ่นกายไม่เหมือนร่างในความทรงจำ สัมผัสลงไปที่ใดก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจ เยว่เทียนหงความอัดอั้นฝืดฝืน บีบคั้นใจของเขาจนแทบอาเจียน ยิ่งเห็นดวงตาแวววาวหยาดเยิ้มด้านล่างมองเขาด้วยความพึงพอใจ ยิ่งรู้สึกอยากจะควักลูกตาสองข้างนั้นออกมาทำลายให้สิ้น !!
เขาไม่ปรารถนาจะถูกดวงตาเช่นนี้จ้องมองอีก จึงร่ายเวทย์อักษรใส่สตรีผู้นั้นให้นอนหลับไป ร่างงดงามที่ด้านล่างยามนี้นิ่งสนิทจนไม่คล้ายสิ่งมีชีวิตอีกแล้ว
ไม่นานบนแท่นบรรทมกว้างขวาง ก็เกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆครู่ใหญ่ก่อนจะเงียบไป ทั้งห้องคงเหลือเพียงเสียงลมหายใจแรงกว่าปกติของบุรุษเท่านั้น
ในความมืด…ดวงตาเย็นเยียบคู่หนึ่งที่ด้านข้าง กำลังจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นด้านในม่านนั้นอย่างไร้อารมณ์….
วันต่อมา… ผ้าขาวแต้มหยดสีแดงชาดเล็กๆ ถูกนำขึ้นให้พระชนนีทอดพระเนตร เพื่อยืนยันยันถึงความราบรื่นของเรื่องราวในคืนนั้น… ฟ่งหลิงหลวนมองผ้าบางผืนนั้นด้วยความรู้สึกสับสน ทั้งโล่งอกและเศร้าใจไปในคราวเดียวกัน
แคว้นต้าหนาน วันนี้เป็นวันแต่งของอิงอู่หลานและงานขึ้นครองราชย์ขององค์ชายใหญ่ มู่เชียนปรากฏตัวขึ้นบนหลังของผีซิว การทำลายบ่อโลหิตทำให้ปราณอี้เจ๋อในร่างของนางอ่อนแอลงมาก เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงไม่ยอมเปิดโอกาสให้นางเหน็ดเหนื่อย หรือเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย
แคว้นอวิ๋นยามนี้ถือเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของทวีปกลางแล้ว การที่ผู้ครองแคว้นเช่นนางมาปรากฏตัวร่วมงานของราชาองค์ใหม่แห่งต้าหนาน ทำให้พวกเขาได้หน้าและภาคภูมิใจอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ที่หนานจงเยว่ถูกจับและประหารไปนั้น … ขุนนางที่อยู่ฝ่ายของเขาทั้งถูกปลด และถูกจับกุมไปหลายร้อยคน ตำแหน่งที่ว่างลงแม้จะมีการแต่งตั้งคนของหนานจื่อชิ่งมาแทนแล้ว แต่ราชสำนักต้าหนานถือได้ว่ายังไม่มั่นคงนัก ด้วยความอ่อนแอแต่เดิมของต้าหนาน เกรงว่าคงต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะสามารถฟื้นคืนศักยภาพเดิมกลับมาได้
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น พิธีขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ กลับมีตัวแทนระดับสูงจากต่างแคว้นมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เหตุผลเดียวนั่นคือ ว่าที่ราชาและมเหสีแห่งต้าหนานมีสัมพันธ์อันดีกับมู่เชียน
ยิ่งเห็นมู่เชียนมาร่วมงาน เหล่าราชทูตและเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้นยิ่งตาลุกวาบเป็นประกาย คิดหาโอกาสพูดคุยกับนาง ทว่ากลับไม่อาจทำได้
งานเลี้ยงฉลองในราชวัง มู่เชียนถูกจัดให้นั่งในตำแหน่งที่สูง เท่าเทียมกับหนานจื่อชิ่งและอิงอู่หลาน มู่เชียนได้ยิ้มรับการทักทาย และคารวะจากเหล่าตัวแทนจากแคว้นต่างๆ อย่างอ่อนหวาน ทำให้พวกเขารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างมาก
อีกด้านที่ต่ำลงมาเล็กน้อย เยี่ยนสี่ฉวนและเสี่ยวจือจือสองสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันได้มานานก็มาร่วมงานในฐานะผู้ครองแคว้นเยี่ยนด้วย ใกล้ๆกันยังมีโม่เจี้ยนที่นั่งดื่มสุราเพียงลำพัง ในฐานะว่าที่ราชาผู้ครองแคว้นลู่ ทำให้เขาถูกจัดที่นั่งไว้ในระดับสูงเช่นกัน ดวงตาสีฟ้าซีดจางจ้องมองคนผู้หนึ่งที่ด้านหลังมู่เชียนเป็นระยะ
สายตาของโม่เจี้ยนมิได้ทำให้ผู้อื่นแปลกใจ เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนให้เทความสนใจอยู่ที่สตรีที่โดดเด่นที่สุดในงานผู้นั้น ทว่าขณะที่มู่เชียนตกเป็นเป้าสายตา มู่เฉิงหลินเป็นบุรุษที่เป็นที่น่าจับตามองมากที่สุดเช่นกัน
ด้วยคุณสมบัติ และรูปสมบัติ รวมถึงฐานะที่เป็นน้องชายฝาแฝดของธิดาเทพยุทธ์มู่เชียน อนาคตของเขาจะไม่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดได้หรือ
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าบุรุษเลิศล้ำเช่นนี้ ยังมิได้หมั้นหมาย ดวงตาหลายคู่ก็เปล่งประกายมาดมั่น น่าเสียดายที่ตำแหน่งของเขาถูกจัดไว้สูงเกินไป ต่อให้อยากพูดคุยปรึกษาเรื่องการผูกสัมพันธ์ ก็คงต้องรอไว้หลังจากนี้แล้ว
แคว้นฉินก็เป็นหนึ่งในนั้น ราชวงศ์ก่อนถูกเยว่เทียนหงสังหาร หลังผ่านการสู้รบฟาดฟันเป็นการภายใน ในที่สุดราชวงศ์ฉินสายใหม่ก็ถูกก่อตั้งขึ้น ยามนี้เสถียรภาพยังไม่มั่นคงนัก หากได้เกี่ยวดองกับธิดาเทพยุทธ์ย่อมเป็นการดีที่สุด
ฉินซือหนานลอบว่าน้องสาวของตนคนไหนบ้างที่สิริโฉมพอ น่าจะดึงดูดสายตาของมู่เฉิงหลินได้ ทว่าเมื่อยังไม่ได้ตัวเลือกที่แน่นอนในใจ อย่างไรก็คงต้องทำสิ่งที่ทำได้ไปก่อน
รัชทายาทองค์ใหม่แห่งแคว้นฉินยืนขึ้น ประสานมือคารวะไปยังหนานจื่อชิ่งด้วยใบหน้าเปี่ยมไมตรี กล่าวเสียงดังว่า
ทูลฝ่าบาท แคว้นฉินเรามีประสงค์ผูกสัมพันธ์เป็นมิตรประเทศกับต้าหนาน ตัวข้าเองได้ยินชื่อเสียงองค์หญิงฉงมานาน เลื่อมใสและชื่นชมอย่างมาก ที่มาวันนี้นอกจากร่วมแสดงความยินดีแล้ว ข้าพระองค์ยังมีเจตนาสู่ขอองค์หญิงเป็นชายาเอก มิทราบฝ่าบาทจะทรงอนุญาตให้ข้าได้สมหวังหรือไม่ ?
ท้องพระโรงเงียบสงัดทันทีกับการเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิดนี้… จากนั้นก็ลอบนึกสาปแช่งแคว้นฉินที่ลงมือรวดเร็วเกินผู้ใด.. การผูกมิตรกับต้าหนานแม้มิเท่ากับได้ผูกมิตรกับแคว้นอวิ๋น ทว่าอย่างไรทั้งสองแคว้นก็มีไมตรีแนบแน่น.. ไม้นี้ของฉินซือหนานถือว่าตีในจุดที่ไม่มีผู้ใดคาดถึง
การจะผูกสัมพันธ์กับพี่น้องสกุลมู่ไม่ใช่เรื่องง่าย.. เหตุใดไม่ลงมือกับคนข้างกายนางแทนเล่า…
เยี่ยนสี่ฉวนมีภรรยาแล้วทั้งยังลุ่มหลงนางอย่างมาก สตรีน้อยร่างเล็กนางนั้นได้ยินว่าเป็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจทั้งยังขี้หึงอย่างยิ่ง ดวงตาหลายคู่เริ่มเบนไปที่โม่เจี้ยนอย่างอดไม่ได้
องค์หญิงหนานจื่อฉงที่ตกเป็นเป้าอย่างคาดไม่ถึงชะงักร่างหน้าซีดไป.. ด้วยมารยาทเชื้อพระวงศ์ทำให้นางไม่อาจลุกขึ้นปฏิเสธได้ ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนกำหมัดแน่น ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายดุดันยามมองฉินซือหนานที่กำลังส่งยิ้มให้หนานจื่อฉงอย่างเป็นมิตร
“องค์หญิงฉง..” รัชทายาทแคว้นฉินโปรยยิ้มสุภาพให้สตรีด้านบน ทว่าวาจาของเขากลับมิอาจกล่าวให้จบได้ มันถูกเขากลืนลงท้องไปตลอดกาล เพราะเสียงเย็นจากบุรุษผู้หนึ่ง
“ขออภัยด้วยองค์รัชทายาท นางมีคู่หมายแล้ว…” เสียงที่เอ่ยจากปากบุรุษที่ไม่มีใครคาดคิด.. ทำให้ใบหน้าของหนานจื่อฉงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
ดวงตาทุกคู่ในงานจับจ้องมู่เฉิงหลินที่ยืนขึ้น รอยยิ้มร้ายกาจจากใบหน้าหล่อเหลานั้นทำให้หัวใจของสตรีหลายคนเต้นแรงขึ้นอย่างอดไม่ได้
ฉินซือหนานตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดปากถามออกมาอย่างโง่เขลาว่า “คู่หมาย… ผู้ใดหรือ ?”
มู่เฉิงหลินหัวเราะเบาๆออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะมองตรงเข้าไปในดวงตาของฉินซือหนาน เอ่ยปากช้าๆราวกับกลัวเขาฟังไม่ทันว่า “ข้าเอง … นางเป็นคู่หมายของข้า !”
หากในยามนี้มีเข็มสักเล่มหล่นลงมา รับรองว่าทุกคนในห้องย่อมได้ยินจนทั่ว ความตกตะลึงและผิดหวังแล่นวาบผ่านใจของใครหลายคน จนเมื่อมองเห็นใบหน้ากระอักกระอ่วนและหวาดหวั่นของฉินซือหนาน ความรู้สึกของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นความเห็นใจกึ่งสุขใจความทุกข์ของผู้อื่น
‘คิดแย่งคนกับตระกูลมู่เชียวหรือ ?’
ในทวีปกลางตลอดทั้งหกแคว้น ยามนี้มีคำพูดว่า..คิดล่วงเกินสิ่งใดก็อย่าได้ล่วงเกินตระกูลมู่.. !
แคว้นอวิ๋นและแคว้นลู่อยู่ใต้อาณัตินาง แคว้นเยี่ยนและแคว้นต้าหนานก็มีมิตรภาพแน่นแฟ้น
แคว้นฉู่นั้นเล่า รัชทายาทของเขานับแต่พบมู่เชียนในงานประลองห้าแคว้นก็หลงใหลนางอย่างมาก เพียงได้ยินชื่อก็เดินตาลอยไม่ตรงทาง วันๆได้แต่ร่ำร้องจะขอไปทำงานเป็นขุนนางแคว้นอวิ๋น จนกระทั่งราชาแคว้นฉู่มิอาจวางใจส่งเขามาร่วมงานที่นี่ได้
ส่วนแคว้นฉินนั้นยิ่งแล้วใหญ่…. ด้วยบทเรียนจากการถูกต้าเยว่ฆ่าล้างราชวงศ์ในอดีต ราชาองค์ใหม่จึงมีรับสั่งห้ามแตะต้องคนสกุลมู่ทั่วแผ่นดิน หากคิดเดินทางผ่านแคว้นฉินนั้น .. ขอเพียงใช้แซ่มู่จะได้รับการต้อนรับอย่างดีราวกับแขกผู้ทรงเกียรติ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะสตรีที่ชื่อ ‘มู่เชียน’ เพียงผู้เดียวเท่านั้น
หนานจื่อชิ่งมีสีหน้าประหลาดใจ แต่เมื่อมองสีหน้าน้องสาวที่แดงก่ำนั้น ใจของผู้เป็นพี่ก็เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี มีน้องเขยที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เขายังจะปฏิเสธอันใดได้
“คงต้องรบกวนฝ่าบาทเตรียมงานฉลองแล้วนะเพคะ” เมื่อเสียงกลั้วหัวเราะกังวานใสของมู่เชียนดังขึ้น นั่นย่อมชี้ชัดแล้วว่าการหมั้นหมายย่อมเป็นไปตามนั้น !
“เลิกตามข้าสักที !” ฟู่เจี่ยอีหันไปตะคอกใส่ร่างสูงที่เดินตามหลังนางไม่หยุดมาทั้งวันแล้ว
โม่เจี้ยนพิจารณาใบหน้าเล็กแดงก่ำที่ฉุนเฉียวอยู่ด้านหน้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยสายตาคาดคั้น “เจ้าหนีข้ามาทำไม.. ?”
“ใครหนีเจ้ากัน ?!” หญิงสาวลนลานปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าแค่…ไปตามหานายหญิง” กล่าวจบก็หมุนตัวหนีคิดจะเดินจากไปอีกทาง ทว่ากลับถูกมือแข็งแรงยึดกุมข้อมือข้างหนึ่งไว้แน่น
“หมายความว่า..เจ้าไม่คิดรับผิดชอบ ?” โม่เจี้ยนเอ่ยถามเสียงนิ่ง ทว่ามือที่บีบนางไว้แน่นนั้นแสดงออกถึงความไม่พอใจของเขาได้อย่างชัดเจน
ฟู่เจี่ยอีได้ยินคำว่ารับผิดชอบก็หน้าแดงก่ำ มองเขาตาค้างอย่างงุนงง “รับผิดชอบอันใด .. เจ้าเป็นบุรุษนะ ?”
“อ้อ…ที่แท้สตรีไม่ต้องรับผิดชอบบุรุษหรือ ?” ได้เห็นโม่เจี้ยนเอ่ยอย่างเข้าใจเช่นนี้ ฟู่เจี่ยอีก็พยักหน้ารัวเร็วอย่างเห็นด้วยสุดหัวใจ
“เช่นนั้นข้าจะไปต้าเยว่ถามบิดามารดาและพี่ชายของเจ้า หากพวกเขาเอ่ยว่าไม่ต้องการรับผิดชอบเรื่องนี้ก็เป็นอันจบ”
“เจ้ากล้า..?!” เสียงใสตวาดแหว โม่เจี้ยนได้ยินเสียงขู่ฟ่อแทรกอยู่ในนั้นด้วยก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจที่พบจุดอ่อนของนางแล้ว
ทว่าทันใดนั้นในมือของฟู่เจี่ยอีพลันปรากฏยันต์สื่อสารฉบับหนึ่ง นางมองค้อนโม่เจี้ยนหนึ่งครั้งก่อนจะเปิดสาส์นออกอ่านอย่างรวดเร็ว เมื่อได้อ่านแล้วสีหน้าของนางก็ปรากฏแววตกตะลึง และความร้อนใจขึ้น “ข้าต้องรีบกลับต้าเยว่แล้ว !”
“อ้อ..พอดีเลยข้าไปด้วย” โม่เจี้ยนเอ่ย ซึ่งก็ได้รับคำปฏิเสธกลับมาทันที
“ไปไม่ได้ !! ข้ามีธุระ”
“ข้าจะไปธุระของข้า เจ้าก็ไปธุระของเจ้า แค่ร่วมทางกันเท่านั้น !” โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายวิบวับ ฟู่เจี่ยอีที่ดูร้อนรนและฉุนเฉียวนั้นดูน่ารักน่าแกล้งอย่างมาก
“พวกท่านจะไปไหนกันหรือ ?” เงาร่างงดงามของหญิงสาวในชุดเขียวผ่านเข้ามาในครรลองสายตา โม่เจี้ยนและฟู่เจี่ยอีหยุดพูดคุยกันทันที มองมู่เชียนที่จู่ๆก็โผล่มาอย่างตกใจ
คนหนึ่งร้อนตัวในสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป อีกคนก็กังวลกับข้อความในสาส์นที่เพิ่งได้รับ
“นายหญิง..” ฟู่เจี่ยอีคารวะหญิงสาวครั้งหนึ่ง ด้วยสีหน้าที่ดูมีพิรุธอย่างมาก มู่เชียนเห็นแล้วก็นึกเป็นห่วงคนผู้หนึ่งขึ้นมา หลายวันแล้วที่เขาเงียบไป หรือจะเกิดเรื่องใดขึ้น
“ทางต้าเยว่ มีเรื่องใดหรือ ? ข้าได้ยินว่าเจ้าต้องรีบกลับไป”
ฟู่เจี่ยอีมีสีหน้าลำบากใจ ทว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้อย่างไรนางก็ต้องทราบ ให้ทราบจากปากของนางน่าจะดีกว่า
“เรียนนายหญิง ฝ่าบาททรง..มีตำหนักในแล้ว พระชนนีมีรับเสี่ยงเรียกข้ากลับไปดูแล”
“ตำหนักใน ?!” โม่เจี้ยนชะงักนิ่ง ก่อนจะหันมองมู่เชียนอย่างไม่สบายใจ และเมื่อเห็นสีหน้าศิษย์น้องซีดขาวก็ไม่พอใจอย่างมาก “ข้าจะไปอัดมันให้ตาย !”
กล่าวจบครึ่งอสูรใจร้อนผู้นี้ก็พุ่งร่างคิดจะเดินทางไปต้าเยว่ ทว่าฟู่เจี่ยอีก็ยึดร่างของเขาไว้ได้
“นายหญิง ฝ่าบาททำเช่นนี้ทรงมีความจำเป็นนะเจ้าคะ” สองมือเล็กกำแขนโม่เจี้ยนที่พยายามสะบัดหนีนางไว้ ขณะที่ละล่ำละลักเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ต้าเยว่ให้มู่เชียนฟัง ตลอดเวลานั้นนอกจากสีหน้าที่ซีดขาวเล็กน้อยแล้ว มู่เชียนก็มิได้มีท่าทางอื่นใด นางรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างสงบราวกับเรื่องราวนั้นไม่เกี่ยวกับตนเอง จนเมื่อฟู่เจี่ยอีเล่าจบแล้ว มู่เชียนก็คลี่ยิ้มบางเบาให้
“เจ้าจะเดินทางเมื่อไร ?”
“เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ !” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยเสียงเบา มู่เชียนพยักหน้า กล่าวให้นางรอสักครู่ก่อนจะเดินหายไปในห้องของตนเอง
ราวหนึ่งถ้วยชา มู่เชียนก็กลับมาพร้อมด้วยกล่องไม้ ด้านในใส่ลูกแก้วอสูรธาตุแสงที่สุกสว่างเอาไว้ ทั้งยังมอบจดหมายฉบับหนึ่งฝากไปด้วย ข้างกายนายนั้น เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงเดินอยู่ด้านหลัง สีหน้าเทพอสูรทั้งสองถมึงทึงเคร่งเครียดอย่างมาก
“ฝากนี่ให้เขาด้วย ช่วงนี้ข้าต้องเก็บตัวฝึกวิชา อีกหลายเดือนคงไม่อาจพูดคุยกับเขาได้ บอกเขาให้เขารักษาตัวให้ดี ใช้ลูกแก้วนี้ไปก่อน รอข้ากลับมา”
ลูกแก้วใสสว่างจนแสบตานั้นทำให้ฟู่เจี่ยอีตกใจอย่างมาก “นายหญิง การชำระลูกแก้วมิใช่ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหรือ ?”
เห็นมู่เชียนส่ายหน้า พลางส่งยิ้มให้ โม่เจี้ยนก็ยิ่งรู้สึกไม่วางใจ “เสี่ยวเชียน สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลยนะ”
“ข้าสบายดี ศิษย์พี่ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ” น้ำเสียงแผ่ว รอยยิ้มอ่อนจาง ไม่เหมือนนางสักนิด
“รอไว้ข้าเสร็จธุระแล้ว จะไปอัดเจ้านั่นให้เจ้า”
“เจ้าน่ะนะ ?! ห่วงชีวิตบ้างเถอะ” ฟู่เจี่ยอีเอ่ยพลางส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้
ทั้งที่ควรจะขบขันกับท่าทางของพวกเขา ทว่ามู่เชียนกลับหัวเราะไม่ออก ร่างบางสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังจากไปโดยไม่กล่าวลา
โม่เจี้ยนและฟู่เจี่ยอีมองตามร่างบางนั้นไม่เอ่ยคำใด เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็ปลอบใจกันไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุผลใดก็ตาม เรื่องที่เยว่เทียนหงกำลังจะแต่งงานก็เป็นเรื่องจริง
ด้านในห้องส่วนตัว มู่เชียนเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาก็ล้มลง สีหน้าของนางซีดขาวอย่างมาก เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงแย่งกันประคองนางไปนั่งบนเตียง พลางบ่นว่า
“เจ้าไม่ควรเลย รอสักหน่อยจะเป็นไร เหตุใดต้องใช้เลือดล้างด้วย”
“ข้าไม่มีเวลาเพียงนั้น..” มู่เชียนเอ่ยด้วยเสียงนิ่ง
“คราวก่อนที่ท่านทำลายบ่อโลหิตก็เสียปราณไปเท่าไหร่ ยังไม่ทันฟื้นฟูร่างกาย กลับต้องมาเสียเลือดเพื่อล้างลูกแก้วให้เขา ท่านทำเพื่อเขามากมาย แต่เขา…” เทพจิ้งจอกกำหมัดแน่น ดวงตาสีเขียวครามเป็นประกายโกรธแค้น “คนเช่นนั้นคู่ควรให้ท่านเสียสละเพียงนี้หรือ ?!”
เสี่ยวจิ้งนั้นไม่เหมือนกัน ความรักในใจของมู่เชียนมีเพียงเขาที่เข้าใจ คำว่า ‘เหมาะสม’ หรือ ‘คู่ควร’ จะน้ำหนักอันใด เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าคำว่า ‘รัก’ เทพมังกรพ่นลมหายใจออกมา “….ถึงอยากช่วยเขา ก็ให้เขารอหน่อย.. แค่สองเดือนเท่านั้นเขาย่อมทนรอได้มิใช่หรือ”
“แต่ข้าทนไม่ได้” เสียงหวานแหบพร่าตวาดออกมาด้วยอารมณ์ในที่สุด น้ำตาใสกระจ่างร่วงผ่านดวงตาทั้งสองของนางลงมาเป็นสาย ความรู้สึกจุกเจ็บในอกแล่นขึ้นจนกระอักเลือดออกมา ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งตกใจอย่างมาก
“นายหญิงรีบนอนลงก่อน ทำใจให้สงบ”
“ใช่..เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ล้างแล้วก็ล้างไป ช่างมัน”
ขณะที่ทั้งสองกุลีกุจอหมายจะทำให้นางสงบใจ มู่เชียนกลับคล้ายไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก นางระเบิดอารมณ์ที่แท้จริงของตนเองออกมาต่อหน้าเทพอสูรทั้งสองอย่างเต็มที่
“ข้าเจ็บ.. เจ็บมากเลย ต่อไปจะให้ข้ามองหน้าเขา พูดจากับเขาได้อย่างไร ข้าทนไม่ไหวจริงๆ”
“งั้นก็ไม่ต้องทนแล้ว… ก็แค่ไม่ต้องพบกันอีก” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างเอาใจ
“ข้าไม่ได้เรื่องเลย ทั้งที่เคยพูดกับเขาอย่างมั่นใจว่าไม่คาดหวัง แต่กลับทำไม่ได้ ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ข้าก็ยังตัดใจทิ้งเขาไม่ลง .. หากเขาไม่มีข้าเขาจะเป็นเช่นไร ปราณในร่างเขาจะควบคุมได้หรือไม่ หากวันหนึ่งได้ยินว่าเขาเกิดเรื่อง ข้าคงเจ็บกว่านี้อีกร้อยเท่า”
“เขาดีกับข้ามาก เรื่องที่เขาไม่รักข้า และเรื่องที่เขาจำเป็นต้อง..แต่งงาน ก็ไม่ใช่ความผิดเขา ข้าต่างหากที่ทำใจไม่ได้เอง ในเมื่อไม่อาจช่วยเขาด้วยตนเองได้ ก็ได้แต่ให้เขาใช้ลูกแก้วนั่นแทน รอไว้วันหนึ่งข้าทำใจได้แล้ว ข้าก็ยังจะช่วยเขาเช่นเดิม”
มู่เชียนเอ่ยประโยคนี้แล้วท่าทางก็ดูสงบลงมาก ดวงตาแดงก่ำหันมองสองเทพอสูรด้านข้างก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ เจ้าว่าข้าโง่มากใช่หรือไม่ ?” โง่ที่รักคนผู้นั้นมากเกินไป จนลืมรักตนเอง
เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงไม่มีคำตอบให้คำถามนี้ของนาง มู่เชียนได้เก็บกระจกวิญญาณไว้ในมิติเพื่อไม่ให้ตนเองเห็นแล้วคิดถึงเขา
มู่เชียนและมู่เฉิงหลินออกเดินทางไปแคว้นฝู เวลาตอนกลางวันนางใช้ไปกับการเดินทางและการฝึกปรือตนเอง ส่วนเวลากลางคืนก็เข้าไปอยู่ในมิติเพื่อฝึกฝนอยู่ในหอรวมปราณ นางพยายามใช้เวลาทุกนาทีให้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อจะไม่คิดฟุ้งซ่าน เพียงไม่นานก็บรรลุมหายุทธ์ในที่สุด
#ถึงรี้ดที่กำลังจะเผาพริกเผาเกลือ จุดธูป ล่มเรือ ทั้งหลาย อ่านไปก๊อนนนนนนนน !! T^T