“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันพูด มันเป็นสิ่งที่คุณคิดไปเอง”
เซี่ยหลิงยกมือขึ้นทำนองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอท่าทางของเธอถึงจะไม่ได้แสดงออกมากมาย แต่ก็ดูจงใจจะแซะอยู่ไม่น้อย
ว่ากันว่าผู้หญิงและบ่าวไพร่นั้นเลี้ยงยาก[1]ประโยคนี้โคตรคลาสสิคเลย
“เหอะ”
หมอนั่นดูสบายใจกว่าเฉียนตัวตัวเยอะไม่มีสีหน้าหงุดหงิดแม้แต่นิดเดียวเวลาที่โดนจับตามอง
แม้ซางจื้อหย่วนจะเป็นคนชั่วจริงๆงั้นก็คงเป็นอาชญากรที่ไอคิวสูงแน่ๆ
อย่าถามว่าทำไมถ้าเคยเป็นหน่วยรบพิเศษมาก่อน จะรู้ดีว่าตนเองได้รับการฝึกทักษะอะไรมาบ้าง
ครอบคลุม
นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้พูดได้เลยว่าหน่วยรบพิเศษที่มีศักดิ์ศรี จะไม่มีทางลดตัวลงมาทำอาชีพแบบนี้แน่นอน
แต่ทุกอย่างก็มีข้อยกเว้น
ถ้ามีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องกลายเป็นอาชญากรละก็คนที่มีพื้นเพจากหน่วยรบพิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกเลยทีเดียว
“มีอะไรผิดปกติเหรอ”
ท่าทางอวดเก่งแบบนี้ดูน่าต่อยจริงๆซางจื้อหย่วนเริ่มแสดงอาการมั่นใจในตนเอง แม้จะไม่ชัดเจนมากแต่ก็เห็นได้ว่าเขากำลังอวดอยู่
ผมเองก็ไม่ได้คิดจะช่วยพูดแก้ตัวให้เขาจริงๆหรอก
“สถานการณ์ตอนนี้ทำได้แค่ยืนยันตัวตนของฉันเท่านั้น ดังนั้นถ้าหากจะมีกัปตันคนที่สามโผล่มาอีกล่ะก็ ฮ่าๆ”
พ่อคนดีในที่สุดก็มาแล้วสินะ
ใจผมสั่นไหวเล็กน้อยเพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องพูดแบบนี้
แม้จะเป็นเพียงแค่ความเป็นไปได้ที่คาดเดาเอาไว้
แต่ผมก็ไม่เคยวางใจใครโดยสิ้นเชิงทว่าพอเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ความรู้สึกที่ได้รับก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเหมือนวิญญาณที่พยายามดิ้นรนในหนองโคลน นั่นคือภาพสะท้อนของจิตใจผมอย่างแท้จริง
“อาเมน พระเจ้าให้เรามีความสามารถในการแยกแยะสิ่งหลอกลวงแต่ถ้าคนที่ปรากฏตัวครั้งที่สามเป็นกัปตันแท้จริงล่ะ อาจเป็นเขาก็ได้ที่จะนำพาเราไปสู่ชัยชนะ”
สิ่งที่น่าสนใจคือตอนนี้ทุกคนเริ่มแสดงความคิดเห็นกันอย่างจริงจังแสดงมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่กลับระบุไม่ได้ว่าตนสงสัยใครอยู่
ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงเพราะช่วงเวลาแห่งความสงบมาถึงแต่ใครก็ตามที่รู้วิธีเล่นเกมย่อมกำลังรอโอกาสที่จะปรากฏขึ้น
โอกาสที่จะเลือกข้างได้อย่างมั่นใจ
“ท่านผู้เฒ่า คุณคงไม่ได้สงสัยว่าเขาคือผู้โหยหวนหรอกใช่ไหม เพราะในสถานการณ์แบบนี้การแอบอ้างว่าเป็นกัปตันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน”
ความคิดของผู้หญิงคนนี้ชัดเจนมากฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดผิ่นชวนเซี่ยถึงได้กล้าแสดงออกขนาดนี้และยังเล่นหยอดกับซางจื้อหย่วนซ้ำไปซ้ำมาอีกด้วย
ใช่แล้วความรู้สึกแบบนี้ ไม่ใช่แค่การประชันหน้าธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้วความรู้สึกทั้งหลายเหล่านี้ ผมก็ไม่รู้จะสื่อออกมายังไงดี เอาเป็นว่าคำเดียวเลย
ยุ่งเหยิง
“แต่ถ้าเขาโดนใส่ร้ายล่ะ ฉันคิดว่าคนที่ลุกขึ้นมาก่อนน่าจะเพราะคิดไม่รอบคอบไม่มีแผนว่าจะปกป้องฝั่งผู้โดยสารในเกมนี้ยังไง บอกเลยว่าตอนฉันได้ตั๋วครั้งแรกฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะ”
การที่เธออธิบายความรู้สึกของตนเองอย่างเปิดเผยแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นว่าผิ่นชวนเซี่ยไม่ธรรมดาจริงๆเธอได้พิสูจน์อีกครั้งว่าผู้หญิงไม่ใช่ใครที่เราจะยุ่งได้ง่ายๆผมเริ่มสังเกตแล้วว่าเที่ยวบินนี้ไม่มีใครที่ธรรมดาเลยสักคน
แน่นอนว่ามันไม่รวมผม
หลักการของผมคือยึดมั่นในตนเอง ถ้าไม่กระทบผลประโยชน์ผมอย่างชัดเจน ผมก็จะไม่ออกมาปะทะกับใคร
แต่ถ้ามายุ่งกับผมล่ะก็ขอโทษด้วยนะ ไม่ว่าที่นี่จะเป็นเครื่องบิน ใต้น้ำ หรือท่ามกลางทะเลเพลิงก็ตามอย่างน้อยผมก็จะทำให้คนที่แหย่ผมลำบากจนกว่าจะหมดลมหายใจไปเลยทีเดียว
ด้วยท่าทีแบบนี้แหละทำให้ผมยังคงอยู่ในสถานะล่อแหลมไม่อาจเข้ากับเกมหรือสภาพแวดล้อมนี้ได้อย่างเต็มที่
แต่การที่ผมอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็คงเป็นเพราะทัศนคติเกี่ยวกับเกมนี้ที่ผมยึดมั่นเช่นกัน
“ช่างเป็นข้อสังเกตที่ยอดเยี่ยมจริงๆ นะ หนูน้อยเหมือนว่าอายุเธอจะไม่มากเท่าไหร่ แต่จิตใจก็ลึกล้ำดีนี่”
เซี่ยหลิงยิ้มออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่แยแสถึงสถานะและบทบาทของเด็กสาวในชุดกระโปรงลายดอกไม้แม้แต่น้อย
มีคำกล่าวว่าผู้หญิงแบบนี้จะว่าไปก็น่ารำคาญ แต่ถึงยังไงสุดท้ายแล้วเธอก็ยังเป็นเพียงแค่หมารับใช้ของซางจื้อหย่วนเท่านั้น
ถ้าทำให้หมาของเขาไม่พอใจเจ้าของก็คงจะไม่พอใจเหมือนกันสินะ
“หรือว่า...พวกเธอไม่ได้คิดแบบนี้เหรอ ถ้าในเกมนี้ยังมีกัปตันคนที่สามโผล่มาอีกล่ะก็หึหึ”
คำพูดที่เหลือไม่ต้องอธิบายก็พอเดาออกเพียงแค่ประโยคเดียวทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองมองข้ามข้อมูลบางอย่างไปซางจื้อหย่วนกับผิ่นชวนเซี่ยที่เหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันกลับมีความเข้าใจตรงกันแบบนี้ได้
เป็นครั้งแรกที่ผมไม่กล้าสบตากับพวกเขาสักคน
ไม่ใช่เพราะผมกลัวแต่เพราะผมรู้ดีว่าถ้าความเป็นไปได้นี้เกิดขึ้นจริงจะเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในเที่ยวบินนี้
“เห็นด้วย ฉันยืนยันความเห็นเมื่อกี้นี้ อาเมน”
เกิดอะไรขึ้นจู่ๆ ก็มีการแสดงจุดยืนกันขึ้นมา ตอนนี้เหมือนพวกเขากำลังจะต้อนให้จนมุมหากว่าในกลุ่มเรามีคนที่เป็นกัปตันตัวจริงหลงเหลืออยู่จริงๆ การสลับไปมาก่อนหน้านี้อาจทำให้คนที่สุ่มเสี่ยงโดนผลักลงเหวอย่างไม่ปรานีก็เป็นได้
อืมนั่นคือสถานการณ์แบบที่ผมกำลังเผชิญอยู่นี่แหละ
เมื่อผมรักษาความสงบเยือกเย็นได้ความสามารถในการสังเกตของผมก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกการเคลื่อนไหวและท่าทีของผู้คนรอบข้างก็ถูกบันทึกไว้ในสมองอย่างแนบแน่น
นับจากนี้ไปผมคงจะเริ่มเล่นเกมนี้อย่างจริงจังเสียที
“พวกเรา ขอไม่ออกความเห็นในตอนนี้”
หวังเฉียงและเจ้าหนูร่างท้วมต่างเหมือนจะอดทนรอได้ดีในขณะที่กวนหลิงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ผม กลับค่อยๆปล่อยมือจากแขนของหวังเฉียงแล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า
“หนู...หนูก็เห็นด้วย”
สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจจากอดีตทหารผ่านศึกทำให้ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง
เขาคงทั้งประหลาดใจและอาจไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เขาปกป้องไว้ แท้จริงแล้วก็มีความคิดเป็นของตนเองอยู่ด้วย
“ฉันไม่เห็นด้วย! นี่มันข้อสรุปบ้าบออะไรกันพวกคุณก็แค่พยายามจะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของคนอื่นใช่ไหมล่ะแค่ขออย่าไปนำจังหวะผิดๆ แบบนี้ การเล่นสวมบทบาทก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนักนี่นาใช่ไหมล่ะ ซางจื้อหย่วน”
เหมือนหลิวเนี่ยนกับผมจะเข้าใจกันอย่างไม่น่าเชื่อหลังจากที่เขาเผยตัวตนด้านมืดออกมาเต็มที่จนผมแทบอยากบอกเขาว่า เฮ้นายไม่ต้องใส่แว่นกลับไปอีกหรอกนะ
แต่ผมก็รู้ดีว่าแม้เขาจะสวมแว่นอีกครั้ง เขาก็คงไม่กลับไปเป็นนักศึกษาธรรมดาคนนั้นอีกแล้ว
ความใสซื่อแบบนั้นบางทีอาจเป็นแค่ภาพลวงตาที่ทุกคนเผลอคิดไปเอง หรืออาจเป็นแค่ป้ายชื่อที่พวกเราตั้งให้เขาโดยไม่รู้ตัว
บางทีจุดประสงค์ของเที่ยวบินนี้อาจเป็นการทำให้พวกเราซึ่งนั่งอยู่บนเครื่องลำนี้ได้ตระหนักว่าขณะที่เรารู้สึกว่าตนเองกำลังบินสูงลิ่วเหนือใครความจริงแล้วเราต่างก็ยังคงติดอยู่กับความเจ้าอารมณ์และหยิ่งยโสของตนเอง
แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่กล้ายืนยันได้เลยว่าบนเที่ยวบินนี้ผมจะสามารถหลีกหนีจากบาปดั้งเดิมทั้งเจ็ดตามที่คนยุโรปเคยกล่าวไว้ได้หรือเปล่า
คนอื่นๆต่างก็สะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของบาปเหล่านี้ในหลากหลายรูปแบบ
เหมือนว่าการแสดงออกของทุกคนจะไม่ได้ผลอะไรเลยในที่สุด หวังเฉียงก็ถอนหายใจเบาๆ ส่วนเด็กผู้หญิงเองก็ยังแอบมีอารมณ์เล็กน้อยเธออดทนมานานด้วยความหวังว่าจะได้กลับไปหาคุณแม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมทีมที่ผมไว้ใจแต่ละคนก็เหมือนเป็นระเบิดเวลาที่อาจทำให้แผนพังได้เช่นกันสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือคว้าโอกาสในการเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อนที่พวกเขาจะหมดความอดทนและเริ่มก่อปัญหา
นี่คือโอกาสเดียวของผมที่จะพลิกสถานการณ์ได้ในเมื่อผมยังถูกบีบให้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนว่าเป็นกัปตัน
“เอาล่ะ ถ้าพวกเธอไม่อยากแสดงความเห็นก็ไม่เป็นไร เรามาลองคัดกรองกันตอนนี้มีสิบคนอยู่บนเครื่อง ผมคิดว่ามีสองคนที่เป็นพวก 'โหยหวน'ส่วนที่เหลือคงเป็นผู้โดยสาร และก็ยังมีกัปตันซึ่งก็คือผมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และแอร์โฮสเตสด้วย”
ซางจื้อหย่วนเริ่มวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลมากขึ้นแต่ในแววตาของเขากลับเผยให้เห็นอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ
มันทำให้ความคิดของผมโอนเอนไปมาจนแทบไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะใช้โอกาสในการตรวจสอบครั้งนี้กับใครดี
ผมรู้สึกในใจว่าหากผมยังคงใช้โอกาสนี้ไปกับคนที่ไม่สำคัญนักรอบต่อไปอาจเป็นผมที่ไม่รอดไปถึงตอนที่ผมจะเปิดเผยตัวตนได้
และเมื่อถึงเวลานั้นฝั่งผู้โดยสารอาจเสียชีวิตไปกว่าครึ่งแม้ผมจะมีหลักฐานที่ชัดเจนก็คงไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้อีก
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นผมจะบอกคนที่ผมสงสัยเบื้องต้นนะ คุณ และคุณ”
ซางจื้อหย่วนชี้ไปยังสองคนที่เขาเชื่อว่าเป็นพวกผู้โหยหวนซึ่งก็ไม่ผิดนัก
เพราะกัปตันย่อมต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจและมีความสามารถในการตรวจสอบบทบาทของคนอื่นแต่สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งความคิดของตนเองอยู่ดี
“อะไรนะ”
“พวกเขางั้นเหรอ...”
แม้คำพูดของเขาจะไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดและซางจื้อหย่วนก็ไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริงบนเครื่องบินลำนี้
แต่เมื่อเขาชี้ไปที่สองคนนี้ผมก็เข้าใจอะไรบางอย่างในทันที
ให้ตาย!
ผมโดนชักนำไปในทางที่ผิด!
[1] ผู้หญิงและบ่าวไพร่นั้นเลี้ยงยาก หมายถึงบริบทดั้งเดิมคือการกล่าวถึงความลำบากในการรักษาความสัมพันธ์หรือจัดการกับคนบางกลุ่ม(ในสมัยนั้นหมายถึงผู้หญิงและคนที่ไม่จริงใจหรือไม่มีคุณธรรม)