ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    ข้าเตือนท่านแล้วนะ

            พวกจ้าวหยูเฟยถอยออกไปทันที ทำให้ในตอนนี้เหลือเพียงแค่ต้าหมิงและจักรพรรดิหญิงสองคนเท่านั้น บรรยากาศกลายเป็นหนักอึ้งต้าหมิงเองก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอาจริงแบบนี้

            “เป็นอะไรไปทำไมถึงแสดงสีหน้าจริงจังแบบนั้นละ” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้ต้าหมิง

            “เพราะข้าไม่รู้ว่าพวกท่านนั้นกำลังจะทำอะไรอยู่กันแน่” ต้าหมิงกล่าว

            “ไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหิน ในวันนั้นเจ้ายังกล้าเรียกเราว่าน้องหญิงอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “หรือว่าจริงๆแล้วท่าจะชอบให้ข้าเรียกแบบนั้น” ต้าหมิงกล่าว

            จักรพรรดิหญิงหยุดอยู่ตรงหน้าต้าหมิงพร้อมกับยื่นมือไปเชิดคางของต้าหมิงขึ้น ด้วยระดับความสูงในตอนนี้จักรพรรดิหญิงสูงกว่าต้าหมิงเล็กน้อย

            “แน่นอนว่าข้าชมชอบตัวตนที่เป็นปริศนาของเจ้ายิ่งนักข้าอยากจะรู้ว่าจริงๆแล้วเจ้าเป็นใครกันและมาจากใหน” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “เรื่องนั้นข้าอยากจะรู้มากกว่าท่านอีก” ต้าหมิงกล่าว

            “งั้นเหรอ แต่ว่าสัตว์เวทตัวนั้นของเจ้าชั่งแปลกมากจริงๆมันไม่เหมือนกับสัตว์เวทแต่เหมือนกับอสูรในตำนานมากกว่า” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “เรื่องนั้นท่านคิดมากไปแล้ว” ต้าหมิงกล่าว

            “ถ้างั้นข้าขอดูตำราเล่มนั้นได้หรือไม่” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ทำไมข้าต้องทำตาม” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            “เพราะข้าคือจักรพรรดิหญิงและเจ้าเป็นของข้า” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับแผ่แรงกดดันลงมา

            ต้าหมิงกัดฟันด้วยความโกรธที่ตนเองไร้พลังแต่จากนั้นต้าหมิงก็ต้องถอนหายใจก่อนจะหลับตา ไม่นานตำราอสูรมายาก็ปรากฏออกมาจากหน้าผากของต้าหมิง

            “ข้าขอเตือนเอาไว้ก่อนถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่านก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน” ต้าหมิงไม่รู้ว่าแท้จริงอสูรมายาที่อยู่ในตำรานั้นแข็งแกร่งมากแค่ใหนแต่อย่างน้อยเขามั่นใจว่าอยู่เหนือระดับจักรพรรดิ

            จักรพรรดิหญิงไม่สนใจคำกล่าวของต้าหมิงและหยิบตำราอสูรขึ้นมา นางไม่สามารถอ่านตัวอักษรโบราณบนตำราได้นางจึงไม่รู้ความหมายของตำราเล่มนี้ จักรพรรดิหญิงเปิดตำราหน้าแรกทันที

            “วิ้ง!!!!!!!!!!!”

            ในพริบตานั้นเองวิญญาณของจักรพรรดิหญิงก็พบเจอกับเหล่าอสูรมายาที่อยู่ในตำรา อสูรที่มีร่างกายใหญ่โตและมายฟ้าสีทองวิ่งผ่านไปมาก ดวงตาสีแดงคู่นั้นทำให้จิตใจของจักรพรรดิหญิงสั่นใหว

            “โฮก!!!!!!!!!!!!!!”

            “เฮือก!!!!!!!!”

            เพียงการคำรามครั้งเดียววิญญาณของจักรพรรดิหญิงก็ถูกส่งออกมาจากตำราอสูรมายาพร้อมกับได้รับบาดเจ็บทันที

            “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” ต้าหมิงเข้ามาประคองจักรพรรดิหญิงที่กำลังจะล้ม

            “อย่ามาแตะข้า” จักรพรรดิหญิงพยายามจะผลักต้าหมิงออกไปแต่ตอนนี้ร่างกายของนางกลับไม่มีแรง

            “ข้าบอกแล้วว่ามันอันตรายครั้งนี้เจ้าโทษข้าไม่ได้” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับอุ้มจักรพรรดิหญิงไปนอนบนเตียงของตน

            “เจ้าสิ่งนั่นมันอะไรกัน” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ข้าไม่รู้” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

            ซึ่งเมื่อจักรพรรดิหญิงจ้องมองไปยังดวงตาของต้าหมิงนางก็พบว่าต้าหมิงไม่ได้โกหกต้าหมิงนั้นยังไม่ได้รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของอสูรมายาเลย

            “ตอนนี้เจ้าน่าจะได้รับบาดเจ็บอยู่เพราะงั้นพักผ่อนไปก่อนเถอะเพราะถ้ามีคนรู้ว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บคงจะเป็นเรื่องใหญ่ใช่ใหมละ” ต้าหมิงกล่าว

            “เจ้าห้ามแตะต้องข้าเด็ดขาดไม่งั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย

            “อะไรกันเราเป็นคู่หมั้นกันในอนาคตเจ้าก็ต้องเป็นผู้หญิงของข้าอยู่ดีเพราะงั้นแตะเล็กแตะน้อยไม่น่าจะไม่มีปัญหานี่นา” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับยกยิ้ม

            “เจ้า!!!!!!!!” จักรพรรดิหญิงกลายเป็นหน้าแดงและต้องการจะปล่อยพลังเวทย์ออกมาเพื่อสั่งสอนต้าหมิงแต่เมื่อนางกคิดจะกระตุ้นพลังเวทย์ออกมานางก็รู้สึกเจ็บปวดทันที

            “โชคดีที่เจ้าไม่ได้คิดร้ายกับข้าไม่งั้นมันคงไม่จบที่การบาดเจ็บเล็กน้อย” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับนั่งลงบนพื้นและเริ่มบ่มเพาะทันที

            ด้วยแก่นเวทย์ที่ต้าหมิงได้รับมาจากสัตว์เวทที่สังหารไปทำให้ต้าหมิงรีบบ่มเพาะอย่างรวดเร็ว จักรพรรดิหญิงหลับตาลงและเริ่มฟื้นฟูตนเองทันที นางนำเม็ดยาออกมาจากกำไลมิติและกลืนมันลงไป

            เมื่อครู่ทันทีที่อสูรสายฟ้าคลั่งคำรามออกมาทำให้วิญญาณของนางถูกสายฟ้าที่รุนแรงโจมตี ตอนนี้วิญญาณของนางยังรู้สึกด้านชาและขยับตัวลำบาก

            พวกจ้าวหยูเฟยไม่ได้จากไปใหนและยังคงอยู่รอบๆตำหนักของต้าหมิง จนกระทั้งตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบ 1 วันจักรพรรดิหญิงและต้าหมิงก็ยังไม่ปรากฎตัวออกมาทำให้นางเริ่มเกิดความกังวล

            เวลาผ่านไปเกือบ 1 วันจักรพรรดิหญิงก็เริ่มขยับร่างกายได้อีกครั้ง นางลุกขึ้นมาและมองไปยังร่างของต้าหมิงที่นั่งดูดซับแก่นเวทย์อยู่

            “สามารถดูดซับแก่นเวทย์ได้ต่อเนื่องแบบนี้ชั่งเป็นร่างกายที่แปลกจริงๆ” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ต้าหมิงหมายจะตรวจสอบร่างกายของต้าหมิง

            “อะไรกันน้องหญิงอดใจไม่ใหวแล้วเหรอ” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับลืมตาขึ้นมา

            “ไร้สาระ ข้าแค่จะปลุกเจ้าเท่านั้นเอง ตอนนี้เจ้าเหลือเวลาอีกแค่ 1 วันเท่านั้นก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มขึ้นเพราะงั้นตั้งใจฝึกฝนมารยาทให้ดี” จักรพรรดิหญิงกล่าวพร้อมกับก้าวออกไปแต่ท่าเดินของนางกลับดูแข็งๆเพราะร่างกายของนางยังไม่หายชาดี

            จ้าวหยูเฟยเมื่อเห็นว่าจักรพรรดิหญิงเดินออกมาก็รีบเข้าไปหาทันทีแต่นางกลับสังเกตได้ว่าการเดินของจักรพรรดิหญิงนั้นแปลกๆไป

            “ท่านจักรพรรดิเกิดอะไรขึ้น” จ้าวหยูเฟยกล่าวด้วยสีหน้ากังวล

            “ข้าไม่เป็นไร เจ้าไปช่วยสอนต้าหมิงต่อเถอะ” จักรพรรดิหญิงกล่าวเสร็จก็จากไปทันที

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จ้าวหยูเฟยรีบเข้าไปในตำหนักก็เห็นว่าต้าหมิงกำลังบ่มเพาะอยู่

            “ต้าหมิงนี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมจักรพรรดิหญิงถึงมีท่าทางแปลกๆ” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            “เรื่องนั้นไม่ยากถ้าท่านหอมแก้มข้าหนึ่งทีข้าถึงจะยอมบอก” ต้าหมิงกล่าว

            “นี่เจ้าคิดว่าข้ากำลังล้อเล่นอยู่งั้นเหรอ” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            “ข้าเองก็ไม่ได้ล้อเล่นเช่นกัน” ต้าหมิงกล่าว

            “เจ้า!!!!...เฮ้อเอาเถอะ ตอนนี้ท่านจักรพรรดิสอนเจ้าไปถึงใหนแล้ว” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            “ไม่เลยนางไม่ได้สอนข้า” ต้าหมิงกล่าว

            “ไม่ได้สอนแล้วที่ผ่านมาเกือบวันทั้งสองกำลัง....ทำ..อะไร......” จ้าวหยูเฟยที่กำลังกล่าวพลันนึกถึงท่าเดินของจักรพรรดิหญิงที่แปลกๆบวกกับต้าหมิงในตอนนี้กลับมาอารมณ์ดีอย่างยิ่ง

            “ชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองทั้งคืน.......” เมื่อนึกได้ดังนี้ใบหน้าของจ้าวหยูเฟยแดงซ่านขึ้นมาก่อนจะมองไปยังต้าหมิงที่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

            “ข้าไม่เชื่อข้าจะต้องไปถามท่านจักรพรรดิ พวกเจ้าไปเรียกหลานเอ๋อให้มาสอนแทนข้าที” จ้าวหยูเฟยกล่าวเสร็จก็จากไป

            ต้าหมิงอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขาไม่คิดว่าอสูรสายฟ้าคลั่งจะแข็งแกร่งขนาดนี้ อย่างน้อยตอนนี้ต้าหมิงก็รับรู้แล้วว่าพลังดั่งเดิมของอสูรสายฟ้าคลั่งนั้นเหนือกว่าระดับจักรพรรดิอย่างไม่ต้องสงสัย

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน