ผมมุดออกไปทางหน้าต่าง พยุงป้ากวนขึ้นแล้ววิ่งไปทางชายคนนั้น
มองออกว่าเขาไม่กลัวคนแคระสองคนนั้นเลย จึงมีแผนในใจแล้ว
“ช่วยเราด้วย...ช่วยเราด้วย...”ป้ากวนะโขึ้น
แกใช้มือข้างหนึ่งกุมแผลการเคลื่อนไหวไม่คล่อง เท้าสะดุดพุ่งไปข้างหน้า
ชายคนนั้นสะบัดมือ คว้าไหล่ป้ากวนจับแกไว้มั่น
“ช่วยเราด้วยพวกนั้นเป็ผีสมิงที่พวกญี่ปุ่นเลี้ยงไว้...” ป้ากวนอธิบาย แกหายใจหอบ
ซิการ์ที่มุมปากของชายคนนั้นกระดกขึ้นเขาพยักหน้าอย่างไม่ยี่หระ “อ้อ ถอยไปอยู่ข้างๆ”
ผมพยุงป้ากวนถอยออกมาบนตัวเราสองคนมีทั้งคราบเืและฝุ่นดิน สภาพทุลักทุเล
“จักจั่นตัวนั้น...เกี่ยวข้องกับวิชาหนอนพิษในนั้นประกอบด้วยวิชาลึกลับมากมาย เราแก้ไม่ได้หรอก...สือโถวตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง” ป้ากวนแทบจะเอาตัวไม่รอด แต่ยังคงห่วงใยผม
ผมเก็บไม้ง่ามหนังสติ๊กใส่กระเป๋าสั่นหัวพลางพูดว่า “ผมไม่เป็ไรครับ”
ป้ากวนไอสองทีมีรอยยิ้มอย่างขมขื่นบนใบหน้า แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เกือบไปแล้ว”
“ป้าครับถ้าเมื่อกี้ป้าไม่ผิวปากล่อจักจั่นไป คงแย่แน่ๆ” ผมยังไม่หายกลัว
ทั่วไปจักจั่นจะไม่เป็อันตรายต่อคนชีวิตคนนั้นเปราะบางมาก ขณะที่จักจั่นประหลาดบุกอย่างบ้าคลั่งครั้งที่สองแฝงด้วยรังสีสังหารอย่างรุนแรง เวลานี้ย้อนคิดดูผมยังขนลุกซู่
“เธอเป็ลูกหลานคนสุดท้ายของสกุลเซี่ยถ้าไม่ปกป้องเธอ พอไปถึงปรโลกฉันจะมีหน้าไปพบบรรพชนของสกุลเซี่ยหรือ” ป้ากวนบอก
ผมมองเห็นสิ่งที่ซับซ้อนมากมายในดวงตาป้ากวนต่างกับป้ากวนที่ผมเคยเห็นประจำอย่างสิ้นเชิง
ชายคนนั้นก้าวไปข้างหน้าคนแคระทั้งสองบุกเข้าหาทันที
ท่าทางของคนแคระชวนให้ขยะแขยงโดยเฉพาะใบหน้าทั้งคู่ที่ดูเหมือนผู้ใหญ่ แต่ร่างกับส่ายไปมาเหมือนเด็กราวกับเด็กที่ทูนฟักเขียวลูกใหญ่ไว้บนหัว
“ฆ่ามัน...” คนแคระทั้งสองะโเสียงแหลม
ชายคนนั้นยังไม่ทันลงมือสองมือยังคงสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆ หัวที่ใหญ่ของคนแคระทั้งสองก็ะเิออกเหมือนแตงโมที่ถูกทุบด้วยค้อน ละอองเืแตกกระจาย ร่างล้มลงกับพื้น
ทันทีที่คนแคระตายสี่คนที่ถูกตรึงไว้ที่ประตูก็โงนเงนล้มลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
ชายคนนั้นฝีมือล้ำเลิศแทบจะไม่ออกแรงก็แก้ไขภาวะคับขันของผมกับป้ากวนได้ ชั่วขณะที่คนแคระถูกฆ่าตายผมได้ยินเสียงปืนสั้นเก็บเสียงยิงในระยะใกล้ดัง “ปุปุ”น่าจะเป็คนของชายคนนี้ยิงปืนจากที่ซ่อน จบการต่อสู้อย่างฉับไว
และแล้วชายคนนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมองมีสี่คนกระโจนลงมาจากขื่อ ทั้งหามทั้งลากจัดการเอาทั้งที่ตายและที่หมดสติออกไปจากประตู
มีเสียงรถเข็นดังขึ้นนอกบ้าน เคลื่อนมาแล้วไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตาก็จากไป
ทั้งสี่คนกลับมา ไม่รู้เอาสายยางมาจากไหนต่อเข้ากับก๊อกน้ำ ใช้เวลาแค่สามนาทีก็ขจัดคราบเืและคราบสกปรกบนพื้นหายไปหมดเกลี้ยง
“พวกแกออกไปก่อน จำไว้นับจากวันนี้เป็ต้นไป ห้ามไม่ให้ใครฆ่าเขา” ชายคนนั้นชี้มาที่ผมทั้งสี่มองมาที่ผมพร้อมกัน
ชายคนนั้นคิ้วดำมาก ดวงตาเป็ประกายเจิดจ้าจมูกโด่งเป็สันตรง ยังมีปากรูปหยวนเป่าตามแบบฉบับแวบเดียวก็ดูออกว่าเป็สุภาพบุรุษอย่างแท้จริง
“ครับ” ทั้งสี่คนคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วขานรับพร้อมกันจากนั้นจึงยืนขึ้นแล้วหายไปในความมืด
ชายคนนั้นเดินเข้าไปในเพิงพิธีศพหยิบธูปสามดอกจุดกับตะเกียงพิธี แล้วค้อมคำนับรูปถ่ายปู่สามครั้ง
“ผู้เยาว์เยียนเกอสิงน้อมส่งท่านผู้เฒ่าเซี่ยไปสู่แดนสุขาวดี”เขาพูดเบาๆ จากนั้นจึงปักธูปลงในกระถาง
ป้ากวนตัวสั่นทันทีที่ได้ยินชื่อเยียนเกอสิงแล้วกำมือผมแน่นอย่างไม่รู้ตัว
“เป็อะไรไปครับป้า” ผมถามทันที
“เขาคือ...เขาคือบุคคลยิ่งใหญ่ที่มาจากเมืองหลวงเื่ของสกุลเซี่ยถึงกับสั่นะเืสกุลเยียนแห่งเมืองหลวงไม่รู้ว่าในนี้มีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่” ป้ากวนตอบ
ผมเคยได้ยินชื่อเสียงที่เลื่องลือของห้าคุณชายแห่งเมืองหลวงเป็ชื่อเรียกรวมกันของคนหนุ่มที่โดดเด่นที่สุดของห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงคือตระกูลหวัง เซี่ย ถัง เฉียน และเยียน[1]
สกุลหวัง สกุลเซี่ย สกุลถัง สกุลเฉียน และสกุลเยียนต่างมีอิทธิพลสูงทั้งในแวดวงการค้าและวงราชการทั้งในเส้นทางถูกกฎหมายและนอกกฎหมาย เก่งกล้าสามารถเพียงแค่พยักหน้าหรือดีดนิ้วก็สามารถแก้ไขเื่ที่คนอื่นเห็นว่ายากเย็น เสียงร่ำลือในหมู่ชาวบ้านนั้นฐานะในปัจจุบันนี้ยังร้ายกาจยิ่งกว่ารายชื่อตระกูลทรงอิทธิพลที่กล่าวถึงใน“ความฝันในหอแดง” อันประกอบด้วยสกุลเจี่ย สกุลสื่อ สกุลหวังและสกุลเซวสื่อมากมายเคยรายงานว่าผู้ชายที่โดดเด่นที่สุดของสกุลเยียนในรุ่นนี้ชื่อเยียนเกอสิงและเป็ไปได้มากว่าในอนาคตเขาจะเป็ผู้สืบทอดทรัพย์สมบัติและความรับผิดชอบทั้งหมดของตระกูลเยียนกลายเป็ผู้กุมหางเสือของสกุลเยียนซึ่งเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่
ผมมองดูด้านข้างของเยียนเกอสิงความรู้สึกซับซ้อนมากมายที่ไม่เคยมีผุดขึ้นในใจ ดวงตาผมร้อนผ่าว รู้สึกอึดอัดสุดขีด
เราต่างเป็ผู้ชาย ต่างเป็คนจีนอีกฝ่ายอายุมากกว่าผมไม่กี่ปีเท่านั้น แต่กลับเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่บนยอดพีระมิดแห่งโลกของชาวจีนส่วนผมหรือ กลับเก็บตัวเงียบเหมือนมดปลวก ดิ้นรนอยู่ในโลกที่สับสนวุ่นวาย
ถ้ามีโอกาสผมอยากเป็อย่างเยียนเกอสิงแค่ยกมือขึ้นก็สามารถชี้นิ้วสั่งทั่วแผ่นดิน ควบคุมความเป็ความตายของคนอื่น
ป้ากวนพึมพำเบาๆ “เยียนเกอสิงเยียนเกอสิง...เหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ในจี่หนาน ในที่สุดเมื่อบุคคลสำคัญในเมืองหลวงรู้ข่าวก็เดินทางมา”
ผมหันไปมองแก แกกลับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากส่งสัญญาณไม่ให้พูด
พอคารวะศพเสร็จ เยียนเกอสิงจึงเดินออกมาจากเพิงพิธีศพยืนอย่างองอาจอยู่หน้าผม
“ขอบใจนะที่ช่วย” ป้ากวนอยู่ข้างๆช่วยพูดแทนผม
เยียนเกอสิงดูเคร่งขรึมเพียงแต่มองดูผมเงียบๆ จากนั้นจึงพูดอย่างอ่อนโยน“คนของผมจัดการเื่การเคลื่อนย้ายศพพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ผิงที่เชี่ยวชาญการดูที่ฝังศพที่สุดในเมืองจี่หนานไปที่เขาหนานซานสามรอบแล้วได้เลือกตำแหน่งที่เคลื่อนภูผาถมทะเลมัจฉากระโจนประตูัให้ท่านผู้เฒ่าเซี่ยแล้ว เ้าหน้าที่ฌาปนสถานกับสุสานจะโทรติดต่อคุณคุณแค่ทำตามหมายกำหนดการของพวกเขาก็พอ ผมรู้ ในบ้านมีผู้ใหญ่จากไป คงจะเศร้ามากคุณต้องทำใจให้ได้ ท่านผู้เฒ่าไปสู่สุคติภพ เป็ผลบุญที่ทำไว้บันดาลความสุขลงมา...”
เขาวางมือขวาบนไหล่ซ้ายของผมหนักอึ้งและร้อนผ่าว
ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี จึงพูดเพียงว่า“ขอบคุณครับ”
“ในวงนักเลงเต็มไปด้วยอันตรายมีแต่เื่เลวร้าย จำชื่อผมไว้ เยียนเกอสิง ไม่ว่าเกิดเื่ใหญ่อะไรจำไว้ว่าให้โทรหาผม สกุลเยียนจะช่วยคุณจัดการเอง” เขาพูดอีก
ผมจำได้รางๆว่าเมื่อก่อนพี่ใหญ่พาผมตระเวนไปทั่วทั้งในและนอกเมืองจี่หนานก็เคยพูดคำพูดอย่างนี้ “ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามไม่ต้องกลัว มีพี่คอยปกป้องน้องขอเพียงพี่ยังมีชีวิต ไม่มีใครกล้ารังแกน้องหรอก”
มีกระแสอุ่นสายหนึ่งพุ่งขึ้นในหัวใจผม ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาทันใดนั้นก็พบว่ามีเืสายหนึ่งไหลออกจากมุมปากเขา
“คุณ...” ผมใ
เขาใช้มือขวาบีบไหล่ผม ขมวดคิ้วแน่นพลางส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วพูดสั่งเสียงเบา “อย่าส่งเสียง ศัตรูยังอยู่ในที่ลับ”
ถึงตอนนี้ผมจึงรู้ว่าที่เขาสอดมือไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลาเพราะตัวเขาได้รับาเ็แต่ฝืนทนแกล้งวางท่าเพื่อข่มขวัญศัตรูอย่างแยบยลที่เขาบอกว่าศัตรูยังซุ่มดูอยู่นั้นต้องเป็ความจริงแน่นอน
ผมกัดริมฝีปากพลางผงกหัวเพื่อแสดงว่าเข้าใจ
“คนของผมวางเงินเล็กน้อยไว้ในห้องด้านตะวันตกอย่าบอกปัด วันหน้าเรายังมีเื่ที่ต้องติดต่อกันอีก อนาคตยังอีกยาวไกล...”เขาดึงมือกลับ หมุนตัวไปแล้วเดินอย่างมั่นใจไปทางประตูใหญ่
เห็นชัดว่าทุกจุดที่สองเท้าเขาผ่านไปแต่ละก้าวจะมีรอยเท้าเปียกแฉะทิ้งไว้ครึ่งรอยนั่นคงเป็รอยเืที่ไหลลงมาตามขาจากาแใหญ่บนตัวเขา ถ้าไม่รีบไปโรงพยาบาลรักษาาแจะอันตรายมาก
ผมหวังว่าเขาจะปลอดภัยดี จะอย่างไรเวลานี้มียอดฝีมือฝ่ายธรรมะอย่างเขาไม่มากแล้วทุกครั้งที่มีคนจากไป ล้วนเป็ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อโลกของชาวจีน
ป้ากวนค้อมคารวะเยียนเกอสิงจดพื้น“น้อมส่งท่านเยียนค่ะ”
เยียนเกอสิงไม่ได้หันกลับมาเพียงแต่ยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย แล้วก้าวออกจากประตูใหญ่
“บุคคลสำคัญจากเมืองหลวง...บุคลิกไม่ธรรมดาเลย”ป้ากวนชื่นชมจากใจจริง
ผมเข้าไปในห้องด้านเหนือ แล้วไปที่ห้องทางตะวันตกเห็นเงินหยวนห้ามัดวางอย่างเป็ระเบียบอยู่บนโต๊ะ น่าจะห้าหมื่นหยวน เชือกมัดธนบัตรมาจากธนาคารยังอยู่ตามเดิมไม่ถูกแตะเงินจำนวนนี้สามารถช่วยผมแก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พอเป็ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับพิธีศพ
ผมหยิบเงินขึ้นมา ความรู้สึกมากมายประดังขึ้นมีความรู้สึกเดียวต่อสกุลเยียนเท่านั้น นั่นคือ “ความขอบคุณ”
มองผ่านช่องหน้าต่างที่เสียหายออกไปในลานบ้านและบนกำแพงเงียบกริบ ไม่มีอะไรผิดปกติ
ผมเชื่อที่เยียนเกอสิงพูดนอกจากศัตรูที่ปรากฏกายแล้วยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งและโเี้กว่าซ่อนอยู่หลังม่านดำอีกอย่างคนที่มีความสามารถประหลาดในเมืองจี่หนานไม่ใช่มีเพียงคนที่น้ำใจดีอย่างป้ากวนยังจะมีคนต่ำช้าที่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้นอย่างท่านอินเก้าโผล่ออกมาไม่ขาด
วงนักเลงใหญ่โต มีคนนับพันนับหมื่นถ้าต้องใช้ชีวิตอย่างสงบมั่นคง จะต้องรอบคอบเช็ดตาตัวเองให้สว่างใสอยู่เสมอ
คืนนี้ช่างยาวนานนักโชคดีที่ถังหว่านไม่ถูกดึงเข้ามา เธอมาสายหลังจากที่อันตรายผ่านพ้นไปแล้วตอนที่เธอเข้ามาผมกับป้ากวนเพิ่งนั่งลงบนม้านั่งเล็กนอกเพิงพิธีศพ ต่างถือแก้วน้ำร้อนคิดเื่ในใจ
ที่แปลกมากคือสีหน้าถังหว่านย่ำแย่สุดขีด ดูอ่อนล้าและแฝงด้วยความหวาดวิตก
“คุณมาแล้ว” ผมลุกขึ้นเดินไปต้อนรับเธอ
ถังหว่านขานรับ แล้วฝืนยิ้ม
“เป็อะไรไป เกิดอะไรขึ้นหรือครับ” ผมถาม
ถังหว่านเหลือบมองป้ากวน แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
ผมมองออกถังหว่านต้องเจอเื่ประหลาดแน่นอน ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ดูห่อเหี่ยวแบบนี้
“สือโถว ป้ากลับก่อนรอให้ฟ้าสางแล้วค่อยมา” ป้ากวนลุกยืน วางแก้วน้ำร้อนไว้บนม้านั่งเดินโขยกเขยกออกไป
เราสามคนต่างย่ำแย่เหมือนกัน ต่างไม่เหลือสีหน้ายิ้มแย้มดูผ่อนคลายตามปกติ
หลังจากป้ากวนออกไปแล้วถังหว่านเข้าไปในเพิงจุดธูปไหว้ปู่ก่อน แล้วออกมานั่งเงียบๆ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผมถาม
“จากโรงพยาบาลประจำเมืองถึงสระไป่ฮวาโจวไกลแค่ไหนแล้วจากสระไป่ฮวาโจวเลี้ยวมาที่ถนนชวีสุ่ยถิงจนถึงบ้านหลังนี้ไกลแค่ไหน” เธอถาม
นี่เป็เส้นทางที่ผมเดินจนชินตอบได้เลยโดยไม่ต้องคิด “รวมแล้วน่าจะหนึ่งกิโลนิดๆ”
“หนึ่งกิโล ถ้าเดินก็น่าจะใช้เวลาสักยี่สิบนาทีใช่ไหม”เธอยิ้มเจื่อนๆ แล้วก้มลงใช้สองมือทุบหัวเข่า
ผมพยักหน้า ความเร็วในการเดินของคนทั่วไปคือชั่วโมงละสี่กิโลเมตรระยะทางดังกล่าวน่าจะเดินได้ภายในยี่สิบนาที
“ฉันเดินสามชั่วโมง” เธอบอก
ผมขมวดคิ้ว ่ระหว่างโรงพยาบาลประจำเมืองถึงสระไป่ฮวาโจวเป็่ถนนต้าิหูซึ่งเป็ถนนสายหลักจากตะวันออกไปตะวันตกของเมืองจี่หนาน สองข้างทางเต็มไปด้วยโคมไฟมีรถราแล่นไปมาค่อนข้างมาก ต่อให้เป็่เช้ามืดก็มีรถแท็กซี่แล่นผ่าน จากสระไป่ฮวาโจวถึงบ้านผมแม้จะเป็ถนนสายเล็กแต่โคมไฟริมถนนสว่างมากไม่มีจุดที่มืดไม่มีแสงไฟ
เส้นทางสอง่นี้ต่อให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นถ้าเคยเดินผ่านสักครั้งจะไม่หลงทาง
ผมไม่รีบร้อนถามถังหว่าน ที่เธอพูดอย่างนั้นต้องมีสาเหตุพิเศษแน่นอน
คนทั่วไปเดินด้วยความเร็วปกติสามชั่วโมงจะเดินไปตามถนนต้าิหู ไปทางตะวันตกจนถึงสถานีรถไฟจี่หนานแล้ว
“ฉันจำกลอนบทหนึ่งของหลี่จิงจ้าวได้...แค่กแค่ก...” ถังหว่านไอแห้งๆ
ผมยื่นแก้วน้ำให้เธอ เธอไม่ปฏิเสธรับไว้แล้วดื่มสองอึก
“ต้องเกิดเื่ที่แปลกมาก คนเราเวลาดวงตกไม่ว่าทำอะไรก็มักจะไม่ราบรื่น” ผมพูดปลอบเธอ
ขณะที่อารมณ์เธอยังไม่สงบลง ผมยังไม่รีบร้อนเล่าเหตุการณ์นองเืที่เกิดในบ้านหลังนี้ให้เธอฟัง
“คุณรู้ไหมว่าเป็กลอนบทไหน”ผมยังไม่ได้ตอบ เธอก็พูดต่อ “เคยเที่ยวเล่นที่ศาลาข้างท่าน้ำ จนมืดค่ำตะวันลับไม่กลับบ้านพายเรือเที่ยวลดเลี้ยวไปใจเบิกบาน พาลพลัดหลงเข้าดงบัวทำฉันใด จะออกไปได้หรือไม่ใครรู้บ้างทำอย่างไรจึงจะกลับบ้านได้ เสียงเอะอะอึกทึกระทึกใจ ทำให้ฝูงนกแตกตื่นบินขึ้นฟ้า กลอนบทนี้แหละ”
นั่นเป็ผลงานที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งของหลี่ชิงจ้าว[2]บรรยายถึงชีวิตที่น่ารื่นรมย์นั่งเรือท่องไปในทะเลสาบ สนุกจนลืมกลับบ้าน
จากกลอนบทนี้ทำให้ผมตระหนักว่าถังหว่านน่าจะหลงทางขณะที่เดินกลับมาเดินวนไปมา ทำให้ระยะทางเดินยี่สิบนาทีลากยาวเป็สามชั่วโมง
“คุณเจอผีบังตาแล้วใช่ไหม” ผมถาม
ถังหว่านพยักหน้า “ใช่ค่ะ”
เธอท่องกลอนของหลี่ชิงจ้าวได้ขึ้นใจในบทกลอนมีข้อความว่า “พาลพลัดหลงเข้าดงบัว” สำหรับชาวจี่หนานดั้งเดิมแล้วย่อมรู้จักจุดท่องเที่ยวที่นี่ดี“ดงบัว” ที่ว่าหมายถึงสระไป่ฮวาโจวโดยเฉพาะอีกอย่างผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถนนชวีสุ่ยถิงต่างรู้ดีว่านับแต่โบราณมา สระไป่ฮวาโจวเป็สถานที่ที่มีการเจอ“ผีบังตา” บ่อยที่สุด เล่ากันว่าสถานที่นี้ใช้ชื่อ “ไป่ฮวา” เพราะใต้น้ำมีรากของไม้ดอกที่อายุร้อยปีซ่อนอยู่และกลายเป็ปีศาจดอกไม้ถ้าคนที่ดวงชะตาอ่อนผ่านที่นี่มักจะถูกปีศาจดอกไม้หลอกทำให้หลงทาง
“ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกผมน่าจะออกไปรับคุณที่ถนนต้าิหู ” ผมพูด
ถังหว่านถอนหายใจยาว “โชคดีที่คุณไม่ได้ไปไม่งั้นเราสองคนจะถูกดึงเข้าไปในเื่ร้ายพร้อมกัน”
ผมฟังออกแล้วว่าที่เธอเผชิญนั้นไม่ใช่แค่ผีบังตาเท่านั้นแต่เป็แผนลวงที่สลับซับซ้อน แน่นอนว่าเธอคงคิดไม่ถึงเช่นกันว่าคืนนี้ในบ้านเก่าจะเกิดการต่อสู้ฆ่าฟันกันต่อเนื่องอย่างน่าหวาดเสียว
ฟ้ากำลังจะสว่างความคาดหวังที่ใหญ่ที่สุดของผมก็คือวันนี้จะสามารถส่งปู่ไปได้อย่างราบรื่นอย่าเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงอีก มีเยียนเกอสิงอยู่ ผมค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง เพราะอย่างไรเขาก็เป็คนสำคัญจากเมืองหลวงมีคนมีอาวุธพร้อม สามารถคุมสถานการณ์ได้
“เทียนสือท่าทางคุณเหมือนใจไม่อยู่กับตัวนะ” ถังหว่านถาม
ผมสั่นหัว “ไม่นี่ผมรอฟังเื่ผีบังตาจากคุณอยู่”
ถังหว่านเดินไปที่ก๊อกน้ำ เปิดก๊อกแล้วล้างหน้าอย่างลวกๆ
ผมมองแผ่นหลังของเธอ รู้สึกลึกๆในใจว่าเธอเป็นางฟ้าที่์ส่งลงมาช่วยผม โชคดีที่มีเธออยู่เคียงข้างไม่เช่นนั้นในสภาพที่ผมถูกเล่นงานอย่างต่อเนื่องแบบนี้คงท้อใจไปแล้ว
“คุณมีเื่ปิดบังฉันใช่ไหม”เธอมองไปที่ห้องด้านเหนือ
ฝาโลงเย็นถูกยกปิดเรียบร้อยแล้วคราบสกปรกที่เกิดจากจักจั่นประหลาดที่ผนังถูกล้างออกไปแล้ว เหลือเพียงรูเล็กที่เกิดจากลูกแก้วกระแทกคนของเยียนเกอสิงละเอียดรอบคอบมาก ร่องรอยของการต่อสู้ทั้งหมดถูกจัดการแล้ว
ผมไม่ได้ตอบตรงๆกลัวว่าเธอจะกังวลหนักขึ้น
“ดูสิ หน้าต่างยังพังแล้ว”ถังหว่านชี้ไปที่หน้าต่างด้านตะวันตกของห้องด้านเหนือ
“คุณเล่าเื่ผีบังตาก่อนแล้วผมค่อยเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในบ้าน” ผมบอก
ถังหว่านหันมามองผม แล้วพยักหน้าเล็กน้อย“ได้ค่ะ ฟังนะ...”
ต่อจากนี้คือเหตุการณ์ประหลาดเต็มไปด้วยอันตรายที่ถังหว่านเพิ่งประสบมาเกิดขึ้นที่บริเวณจากโรงพยาบาลประจำเมืองไปทางด้านตะวันตกใกล้ประตูด้านทิศใต้ของทะเลสาบต้าิด้านเหนือของสระไป่ฮวาโจว ที่นั่นปกติเป็ถนนสายหลักที่รถราขวักไขว่สองสามชั่วโมงก่อนกลับเกิดศึกใหญ่อย่างเอาเป็เอาตายระหว่างนักไสยเวท
ถังหว่านออกจากโรงพยาบาลตอนตีหนึ่งเดิมเธอสามารถออกมาได้เร็วกว่านี้ แต่หมอที่มารับเวรต่อมาสายเล็กน้อย ทั้งยังต้องจัดการกับผู้ป่วยหนักสองรายเธอจึงออกจากโรงพยาบาลช้ากว่าปกติยี่สิบนาที
เธอออกจากประตูใหญ่โรงพยาบาลแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปตามด้านทิศใต้ของถนนต้าิหูมุ่งไปทางตะวันตก
ด้านใต้ของถนน่นั้นเป็เขตปฏิรูปของเขติเฉิงเมืองจี่หนานอาคารเลียนแบบโบราณผุดขึ้นเป็แถบ บางส่วนสร้างเสร็จแล้ว บางส่วนอยู่ใน่ท้ายของการก่อสร้างอนาคตที่นี่จะไม่มีบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน แต่จะเป็เขตท่องเที่ยวที่กลมกลืนกับทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลสาบต้าิคล้ายกับเขตท่องเที่ยวทางด้านหอเจี่ยฟ่าง
ถังหว่านกังวลเื่ทางบ้านเก่าก้าวเดินไวมาก เดินเร็วกว่าทุกวัน
ขณะที่มาถึงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสระไป่ฮวาโจวเธอมองนาฬิกาข้อมือใช้เวลาเพียงห้านาที ถ้าคำนวณตามความเร็วนี้ อย่างมากอีกห้านาทีก็จะถึงบ้านเก่ามาพบกับผม
เธอเงยหน้าขึ้นเดินต่อไปข้างหน้าหางตาเหมือนมองเห็นว่ามีบางอย่างเพิ่มขึ้นในสระไป่ฮวาโจว จึงหันไปมองแล้วแปลกใจที่พบว่าผิวน้ำกว้างใหญ่แต่เดิมนั้นหายไปแล้ว ที่มาแทนที่กลับเป็ศาลาตึกและหอตั้งสลับกันสูงๆ ต่ำๆ เป็บริเวณกว้าง เธอสะดุ้งเฮือกแล้วหยุดเดินอย่างไม่รู้ตัว ก้มหน้าขยี้ตาแรงๆ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองใหม่ที่ใจกลางสระไป่ฮวาโจวมีหอคอยยอดแหลมตั้งอยู่โดดๆ ยอดหอคอยเป็ทรงกลม บนนั้นปักเสาธงสีดำตั้งตรงขึ้นไปบนฟ้าปลายเสาผูกธงสามเหลี่ยมสีดำสะบัดไหวราวกับเปลวไฟ หางของธงดำยาวมากม้วนตลบไปตามแรงลม เหมือนงูปีศาจกำลังร่ายรำ
ขณะนั้นท้องฟ้ามืดสลัวราวกับพายุฝนกลางฤดูร้อนกำลังจะมา
รอบหอคอยยอดแหลมเต็มไปด้วยซากปรักหักพังแม้จะมีบ้านเรือนมากแต่ไม่มีหลังไหนสมบูรณ์เลย ราวกับเพิ่งเผชิญกับไฟา
[1] สกุลเซี่ยที่นี่เขียนว่า 谢 คนละแซ่กับเซี่ยเทียนสือซึ่งแซ่เซี่ย เขียนว่า 夏 แต่ออกเสียงเหมือนกัน ส่วนแซ่ถังที่นี่เขียนว่า堂 คนละแซ่กับถังหว่านซึ่งแซ่ถัง เขียนว่า 唐 แต่ออกเสียงเหมือนกัน – ผู้แปล
[2]หลี่ชิงจ้าวมีชีวิตระหว่างปี 1084-1155 เป็กวีหญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็ชาวเมืองจี่หนาน