พวกมันต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆที่กล้าไปหาเรื่องพวกนางลำพังคนเพียงคนเดียวในกลุ่มนั้น ก็สามารถเอาชนะคนทั้งหมดสิบคนได้อย่างง่ายดายแล้วไม่ต้องพูดถึงความไร้ปรานีของพวกนางเลย
กลุ่มคนที่กำลังแอบดูอยู่ก็คือกลุ่มของหลี่ไป๋กับจิงหู่เหว่ยนั้นเองหลังจากได้รับความช่วยเหลือราคาแพงจากกลุ่มของซูเจินแล้วพวกเขาก็ตกลงที่จะออกล่าด้วยกัน ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ถูกกันแต่ก็ต้องขอพักความบาดหมางเอาไว้ก่อน
พวกเขามีแต่คนเจ็บหากอยากจะสอบผ่านก็มีแต่ต้องร่วมมือกัน
หลังจากเก็บของที่ต้องใช้ในการสอบแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้ามายังชายป่าทันที พอมาถึงก็รู้สึกถูกจับตามองอยู่ตลอดทำเอาพวกเขาต้องระวังตัวอยู่เสมอ ได้ยินเสียงแล้วก็คิดว่าคงมีคนเริ่มลงมือ
แต่ไม่คาดว่ากลุ่มที่ถูกปล้นจะเป็นกลุ่มของสตรีนางนั้นช่างดวงกุดเสียจริงๆ...คนที่คิดจะปล้นนางนั้นช่างดวงกุดยิ่งกว่าอะไร
หลี่ไป๋สบตากับจิงหู่เหว่ยแล้วก็ส่ายหน้าพร้อมกันหากไม่อยากซวยอีกรอบก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางที่ดีควรจะถอยไปให้ห่างให้มากที่สุดจึงจะดี
คิดได้ดังนั้นแล้วพวกเขาทุกคนก็พร้อมใจกันถอยห่างจากจุดนั้นออกไปอีกหลายสิบลี้ทันทีตอนถอยออกมาเห็นกลุ่มของมู่เหลียนฮวากำลังมองไปยังทิศทางที่เพิ่งมาก็ขมวดคิ้วพอจะคาดเดาเรื่องราวได้รางๆ แต่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเขาเสียหน่อยตอนนี้พวกเขาเพียงต้องหนีไปให้ห่างกลุ่มนั้นอีกนิด
แน่นอนว่าต้องห่างจากกลุ่มของมู่เหลียนฮวาด้วย
“เจ้า!” ชายผู้นั้นชี้หน้าหนิงจูกลับเหมือนอยากจะด่าแต่ด่าไม่ออก เขาเป็นถึงบุตรชายขุนนางเชียวนะนางกล้าดีอย่างไรมาด่าว่าเขาเป็นโจร
“อย่ามาชี้หน้าข้านะเจ้าโจรกระจอก!ทำสถาบันโจรเสื่อมเสียหมด” หนิงจูแต่เดิมก็เป็นสตรีวาจาเผ็ดร้อนพอได้ด่าก็ด่าได้เจ็บแสบถึงใจ
คุณชายผู้นั้นอ้าๆหุบๆปากอยู่อย่างนั้นทำเอาซูเจินอดขำไม่ได้ เจอโจรด่าว่าโจรกระจอกไม่รู้ว่าหากรู้ความจริงเข้าเขาจะทำหน้าเช่นไร
“เหอะ อยากจะว่าอย่างไรก็เชิญเถอะแต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องส่งของที่มีออกมาให้พวกข้าหากเจ้าส่งออกมาแล้วก็รีบไปหาเอาใหม่ ด้วยพลังระดับพวกเจ้าก็คงหาได้ง่ายๆแต่ต่อให้หาไม่ทัน หลังจากนี้ข้าก็จะมอบเงินรางวัลให้พวกเจ้าเองถือเสียว่าพวกข้าซื้อของต่อจากพวกเจ้า”
เขาพูดแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดีทั้งยังกอดอกแสดงอำนาจมากมายต่อหน้าพวกนาง คงไม่แคล้วเป็นบุตรหลานขุนนางสินะดูท่าแล้วบิดาคงตำแหน่งใหญ่โตไม่เลว ถึงได้กล้าข่มขู่ผู้คนเช่นนี้
หรือไม่ก็คงมีคนให้ท้ายซูเจินคิดแล้วก็กลอกตาสองรอบ เรื่องนี้คงไม่พ้นเป็นมู่เหลียนฮวาอีกตามเคย
ให้พวกนางหาใหม่? เขากำลังกล่าวตลกอันใดโดยรอบต่างก็ถูกล่าไปหมดแล้ว หากจะหาใหม่ก็มีแต่ต้องเข้าไปในป่าลึกอีกหนกว่าจะเดินทางไปถึงก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน แบบนี้ไม่เรียกว่าปล้นแล้วจะเรียกว่าอะไร?
“คุณชายโม่ถึงบิดาเจ้าจะเป็นแม่ทัพแต่ข้าเคยได้ยินว่าเขาเป็นผู้ยึดถือความถูกต้องซื่อสัตย์ไม่เคยใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นหากเขารู้ว่าบุตรชายใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่นเช่นนี้ไม่รู้เขาจะว่าอย่างไรเจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าต้องการอย่างนั้น?”
ไห่จินจูรู้จักคุณชายผู้นั้นเป็นอย่างดีเขาคือคุณชายโม่ฉินบุตรชายของแม่ทัพโม่ผู้เกรียงไกร บิดาเป็นผู้มีชื่อเสียงดีงามเก่งกาจจนเป็นที่เลื่องลือ อีกทั้งยังซื่อสัตย์และยุติธรรมผู้หนึ่งสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือการใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นไม่รู้ว่าหากทราบว่าบุตรชายเป็นผู้ทำสิ่งที่ไม่ชอบเสียเองจะว่าอย่างไร?
แม่ทัพโม่นั้นเป็นบุรุษนิสัยหยาบกระด้างเพราะเติบโตขึ้นมาในค่ายทหารการพูดจาและการกระทำจึงตรงไปตรงมาไม่รู้จักประนีประนอมจึงมักกระทบกระทั่งกับคนในสภาขุนนางเสมอ แต่เพราะว่ามีภรรยาดีเก่งกาจในยุทธ์และมากเล่ห์อุบาย ทำให้อุดช่องโหว่ของสามีได้
แม่ทัพโม่จึงทั้งรักและเกรงใจฮูหยินของตนอย่างยิ่งอนุสองคนในจวนล้วนแต่ขออนุญาตภรรยาเอกแล้วทั้งนั้นและที่รับอนุทั้งสองก็เพราะฮูหยินเอกตั้งครรภ์ หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับสตรีนางใดอีกสิทธิ์ขาดในจวนก็มอบให้แก่ฮูหยินเอกผู้เป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว
ถือว่าเป็นบุรุษที่รักมั่นผู้หนึ่งในเมืองหลวงต่างไม่มีใครไม่รู้จักแต่ไม่รู้ทำไมผลผลิตจากทั้งคู่ถึงได้กลายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งไปได้จะว่าเป็นเพราะบิดามารดาทำงานทั้งคู่จึงไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะน้องสาวของเขาที่อ่อนกว่าสี่ปีนั้นเป็นผู้เฉลียวฉลาดมากผู้หนึ่งแทบจะถอดแบบออกมาจากผู้เป็นมารดา
“เจ้า เจ้าอย่ามาขู่ข้า”คุณชายโม่พูดด้วยเสียงแผ่วๆ สายตาก็ล่อกแล่กไม่เป็นธรรมชาติหากบิดารู้เข้าเขาต้องถูกตีแน่
ผู้อื่นอาจไม่รู้แต่ยามทำผิดนั้นบิดามักจะลงโทษด้วยตัวเอง น้ำหนักมือก็ไม่เบาเลย มารดาก็ทำเพียงใส่ยาให้หลังบิดาลงโทษเสร็จทำเอาเขาหวาดกลัวบิดาเป็นที่สุด
ใครใช้ให้บิดาเขาป่าเถื่อนเล่า!
“หลังจากนี้เรื่องนี้ถึงหูท่านแม่ทัพแน่!”ไห่จินจูยืนยันหนักแน่น ถึงครอบครัวนางจะเป็นเพียงพ่อค้าแต่การจะขอพบท่านแม่ทัพก็ยังมีทางเป็นไปได้ อีกทั้งฮูหยินโม่เองก็เป็นลูกค้าประจำร้านผ้าของครอบครัวนาง
ดังนั้นไห่จินจูไม่ได้ขู่แต่นางเอาจริงคุณชายนิสัยเสียผู้นี่ต้องได้รับการสั่งสอนให้หลาบจำ!
“เจ้าอย่ามาถ่วงเวลา รีบเอาของออกมาเร็วเข้า”ถึงแม้จะเกรงที่นางพูด แต่แล้วจะอย่างไร? เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก็ยังไม่สายตอนนี้คือต้องหาทางสอบผ่านให้ได้เสียก่อน หากกลับไปมือเปล่าต้องโดนหัวเราะเยาะแน่
ซูเจินมองท่าทีของคุณชายผู้นั้นแล้วก็ให้แปลกใจเขายังอายุน้อยมาก คงพอๆกับไห่จินจูแล้วก็นางด้วยอายุเท่านี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ผู้หนึ่งแล้วทำไมเขาถึงต้องยึดติดกับการสอบผ่านถึงเพียงนั้น ครั้งนี้สอบไม่ผ่านก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสครั้งหน้ามาสอบใหม่ก็ได้
หรือเพราะมีบิดาเป็นแม่ทัพจึงได้กลัวเสียหน้าถึงเพียงนี้?
ซูเจินมองเด็กชายที่ทำท่าทางเหมือนนักเลงแล้วก็ให้ถอนใจไม่รู้ว่าบิดาเป็นพยัคฆ์กลับมีลูกเป็นสุนัขได้อย่างไร
“ข้าให้โอกาสอีกครั้งนะคุณชาย พวกเจ้าตัดใจแล้วไปเสียเถอะข้าจะทำเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”ซูเจินบอกกับเขาอีกครั้งอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
แต่ดูเหมือนว่าจะเปล่าประโยชน์คุณชายโม่ไม่ได้นำมาใส่ใจทั้งยังชักกระบี่ออกจากฝัก ดวงตาของซูเจินหรี่ลงแววตาลุ่มลึกขึ้น หลุบตาลงแล้วถอนหายใจ
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยชน์หวังว่าหลังจากนี้พวกเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลังก็แล้วกัน”
“ไม่มีทางหรอกข้าว่าพวกเจ้าต่างหากที่จะเสียใจภายหลัง” คุณชายโม่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มหากพวกนางรับเอาค่าตอบแทนที่เขาจะมอบให้ แล้วส่งของมาซะดีๆแต่แรกก็จบเรื่องแล้ว
ซูเจินมองท่าทางที่ไม่มีความสำนึกนั้นแล้วก็ได้แต่เหนื่อยหน่ายใจนางถอยหลังลงมาอยู่ท้ายสุดนั่งลงพิงต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเย็น
“ในเมื่อคุณชายโม่อยากจะเล่นเป็นโจรพวกเราก็เล่นกับเขาหน่อยก็แล้วกัน” แต่บทโจรน่ะเป็นของพวกนาง
จือเหลียงและสองสาวใช้เข้าใจในคำสั่งทันทีพวกนางมองสบตากันแล้วเกิดประกายเหี้ยมขึ้นมาในแววตา รอยยิ้มผุดขึ้นเต็มใบหน้าส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมาสายหนึ่ง
“เจ้าค่ะ/ขอรับ” จือเหลียงและสองสาวใช้รับคำ
กร๊อบ!
พวกนางหักนิ้วจนเกิดเสียงดังกร๊อบสะบัดข้อมือสองสามทีแล้วก้าวออกมาเบื้องหน้า พวกนางจะเล่นกับคนพวกนี้ให้สนุกเลยเชียว
กล้ามากนะที่มาปล้นพวกนางวิธีการและการพูดจาล้วนเป็นของพวกโจรกระจอก ยังกล้ามาต่อกรกับพวกนางจะทำให้นึกเสียใจที่มาหาเรื่องพวกนางจนตายเลยเชียว!