[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 30 ตะลึง! อึ้ง! ทึ่งกันทั้งบาง!!!

    นครศักดิ์สิทธิ์ หรือในชื่อนครซาลันเวลิเบีย เมืองในตำนานแรกเริ่มอันเก่าแก่ที่สุดของทวีปเอซิเรีย ที่มีการเขียนบันทึกเอาไว้ในจารึกกระดองเต่าและจารึกดินเหนียวย้อนกลับไปนับพันปี ชื่อเมืองมีรากศัพท์ภาษาโบราณของชนชาวอมนุษย์ ชาวคนแคระ ปีศาจ มนุษย์และเผ่ามังกร มีนามความหมายโดยสังเขปว่า ศูนย์กลางของเหล่าเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดสรรพสัตว์ ตำนานและอารยธรรมลี้ลับ
    จุดกำเนิดนครแห่งนี้ก่อนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างจักรวรรดิอาคเนย์และซิเรเดล เล่าถึงในอดีตไร้พรมแดน นครซาลันเวลิเบียเป็นศูนย์กลางสิ่งมีชีวิตชนเผ่าทั่วทั้งมวล เป็นจุดกำเนิดตำนานศาสนาอันสำคัญของเอซิเรีย รวมถึงมีตำนานว่าจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ตนแรกก็ถือกำเนิดที่ดินแดนแห่งนี้
    ทุกอย่างสงบสุขมาเนิ่นนานกระทั่งเกิดจุดแตกหักระหว่างเผ่าพันธุ์ สาเหตุนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ชาวต้าจินเชื่อว่าเป็นเพราะยุคเสื่อมดังตำนานพื้นเมืองของตน
    ไม่ว่าด้วยเหตุผลผลใด หากแต่สิ่งที่เกิดทำให้เกิดเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์เรียกขานเอาไว้ว่าเป็น การอพยพครั้งใหญ่แห่งนครศักดิ์สิทธิ์ ขึ้น กล่าวคือเกิดการเคลื่อนย้ายมวลชนจำนวนมากมหาศาลออกไปจากนครศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นจุดกำเนิดยุคปัจจุบันขึ้น
    ตำนานกล่าวถึงเทพเจ้าทั้งสามได้ชี้นำเหล่านักบวชและผู้ศรัทธาไปยังดินแดนแห่งใหม่ พวกเขาได้อพยพไปสร้างบ้านเมืองทางด้านพายัพ เหล่านักบวชกับผู้เลื่อมใสในศาสนาได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมากมาย ภายหลังเมืองทั้งหลายได้รวมกันในชื่อ จักรวรรดิศวาติ
    มวลชนภายใต้ความคุ้มครองของพญามังกรเฮอเหลียวและองค์ปฐมกษัตริย์จักรพรรดิองค์แรก ได้เคลื่อนตัวย้ายผู้คน ไปตั้งถิ่นฐานไปยังทิศอุดร พวกเขาสถาปนาเมืองหลวงเทียนอันขึ้นมา และสถาปนาจักรวรรดิต้าจินขึ้นในเวลาต่อมา
    ในขณะที่มวลชนปีศาจ อสูรทั้งหลายภายใต้การนำทางของจอมมารตนแรก ได้เคลื่อนย้ายตนไปยังทิศหรดี พวกเขาท่องไปทั่วดินแดนที่เหลือ ไม่มีการลงหลักปักฐานที่แน่ชัด กระทั่งจอมมารสิ้นชีพลง เหล่าปีศาจก็กระจายกันออกไปตั้งตนเป็นอิสระ ดินแดนภายใต้การเดินทางของจอมมารตนแรก ภายหลังจากการพิชิตของจ้าวฑีคา ก็ถูกสถาปนาเป็นจักรวรรดิดินแดนซิเรเดล
    ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เดินทาง ได้ปรากฏหลักฐานว่ามีการปักหลักทางภูเขาสูงทางทิศอาคเนย์ พวกเขาต่างมีผู้นำของตนเอง จึงเกิดการกระจายตัว เกิดการเคลื่อนย้ายในอีกหลายครั้งต่อมา ดังนั้นในปัจจุบันในการสถาปนาตนเป็นจักรวรรดิ พวกเขาจึงเรียกขานตนเองตามจุดที่เคยร่วมตัวว่า ชาวอาคเนย์ มานับแต่นั้น...
    บริเวณจุดกระจายตัวตรงหุบเขาแห่งจักรวรรดิอาคเนย์ก็คือ หุบเขาแห่งสรรพสัตว์ คลอเคเทีย
    หนึ่งในตระกูลใหญ่ที่อาศัยในจุดกระจายตัวครั้งแรกของชนชาวอาคเนย์ ที่หุบเขาคลอเคเทียนั้นคือตระกูล คาสต้า
    พวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ ผู้นำชนเผ่ามนุษย์ที่มีมนตราคาถาในด้านอัญเชิญสัตว์เวทย์ พวกเขามีพลังที่เรียกว่า พลังมานา หรือ พลังแห่งธรรมชาติ เพื่อใช้ในการร่ายอัญเชิญสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดออกมาเพื่อภารกิจต่างๆ ได้ ซึ่งเมื่อพลังผู้ใช้มานาหมด คลายพลังหรือเสียชีวิต สัตว์มนตราเหล่านี้จะหายไป...
    ในปัจจุบันตระกูลคาสต้าเป็นที่ยำเกรงและเคารพของผู้คนอยู่เสมอ ในฐานะเชื้อสายตระกูลที่มีชื่อเสียง แต่ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวภายในตระกูลอันเก่าแก่แห่งนี้ พวกเขาปลีกวิเวกและซ่อนตัวจากโลกภายนอกเสมอ
    ซึ่งแทบไม่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตัวของ จิล คาสต้า หนึ่งในเจ็ดผู้กล้าสมัยสงครามมารและมนุษย์
    เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้คาถาอัญเชิญสัตว์เวทย์ ว่ากันว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง มีพรสวรรค์และอายุน้อยที่สุดเท่าที่ตระกูลเคยมีมา เนื่องจากภายในตระกูลมีความขัดแย้งกันสูง เขาจึงหันหลังให้กับทางบ้านและอาศัยอยู่ในชานเมืองของนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ นับตั้งแต่จบสงคราม
    สิ่งที่เขาทำก็คือการใช้ชีวิตอย่างสมถะและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรชนิดต่างๆ
    ปัจจุบันนี้เขามีอายุได้สิบห้าปีบริบูรณ์ [สมัยในสงครามตบตาชาวบ้านว่าอายุสิบแปด] ตอนนี้รูปร่างสมส่วนเข้าขั้นสง่า สมกับที่เกิดในตระกูลดี ใบหน้าเรียว มีผมสีฟ้าเข้ม เสื้อผ้าหน้าผมสะอาดสะอ้าน มีบุคลิกและหน้าตาที่ดูอ่อนหวาน เคยมีบางคนกล่าวว่าเขามีบุคลิกคล้ายผู้หญิงก็ไม่ป่าน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจแก้ต่างอะไรในเรื่องนี้นัก
    ในวันนี้เขาได้มาทำการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับสัตว์อสูรของเขาเช่นเคย ทว่าในครั้งนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้
    แม้ว่าจิลจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในเรื่องการใช้เวทย์มนต์อัญเชิญ แต่ในการวิเคราะห์เชิงลึก ก็จำเป็นต้องใช้มนตราศักดิ์สิทธิ์ โดยหลักการแล้วมักใช้ได้แต่เพียงนักบวชเท่านั้น
    ดังนั้นสิ่งที่ชายหนุ่มได้ทำก็คือ การมาเข้ามาในนครศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตามหาเหล่านักบวชไปช่วยการวิจัยของเขา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะโดนปฏิเสธ
    ‘เพราะอะไรถึงมาช่วยงานวิจัยของข้าไม่ได้’ นักใช้มนตราสัตว์อัญเชิญอัจฉริยะเคยถามออกไป และคำตอบที่ได้จากเหล่านักบวชก็คือ ‘ไม่มีนักบวชคนไหนอยากจะไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทำการวิจัยลี้ลับกับสัตว์อสูรอันโหดร้ายหรอก’
    และในขณะที่ผู้กล้าวัยสิบห้าปีกำลังยอมแพ้และตัดสินใจกำลังจะเดินกลับบ้านของตนเอง
    เขาก็ได้ยินเรานักบวชคุยกัน ว่ากำลังจะมีขบวนเดินทางของนักบวชผู้หนึ่งก็เดินทางมาที่เมืองนี้พอดี...
    จิล ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดรอดไปได้ สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปขวางขบวนที่เดินทางมาถึง และแน่นอน เหล่าทหารพยายาม กันเขาออกไปไม่ให้มายุ่งกับขบวน จนเกิดเสียงดังเอ็ดตะโรไปทั่ว จะนักบวชในขบวนต้องออกมาดูจากรถม้า
    และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้กล้าวัยเยาว์ได้พบกับหลี่ ลูกศิษย์ของผู้กล้าเมย์ เพื่อนร่วมรบในคณะผู้กล้าของเขา
    "ท่านนักบวช มากับข้าเถอะครับ"จิลกล่าว พลางคุกเข่า
    ประหนึ่งภาพการขอสารภาพรักต่อหน้าสายตามวลมหาประชาชนที่สัญจรอยู่...เสียงความตกตะลึงจึงบังเกิดไปทั่วนครศักดิ์สิทธิ์ในทันที
    error loaded


    [ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งทะเล เมืองลินเดคอป เกาะเวนิเซียนา ]
    "ปล่อยข้าลงไปนะ!?"เสียงหญิงสาวดังขึ้น เธอกำลังถูกอุ้มโดยอมนุษย์ร่างยักษ์ท่ามกลางเวลาราตรี
    "ขาเจ้าเป็นแบบนี้ยังวิ่งไม่ได้"อีกฝ่ายแย้งขณะประคองร่างของเธอไว้"...ไม่เป็นไรหรอก ตัวเบากว่ากระสอบมวยตั้งเยอะ!"
    "ทุเรศ! เปรียบข้ากับอะไรเนี่ย"หล่อนตวาดด้วยความโกรธ
    คารันต์อุ้มอัซวาออกมาจากวงต่อสู้มาสักพักหนึ่งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้เลือกที่จะช่วยเหลือคุณหนูออกจากอันตรายก่อน ในขณะนี้เท้าของหญิงสาวยังไม่หายดี คารันต์จึงเลือกพาหนี
    "ท่านเป็นใครกันแน่?"อัซวาถามอีกฝ่ายในขณะอยู่บนอ้อมแขนของอีกฝ่าย"จัดการคนเป็นสิบได้ด้วยตัวคนเดียวแบบนี้?"
    "ข้าเป็นครูสอนออกกำลังกายธรรมดาน่ะ"คารันต์ตอบตามตรง "ถึงข้าจะหัวไม่ดีเท่าไร แต่ดูแล้ว พี่ชายคุณหนูจะไม่รี่รอให้พวกเราได้พักในคืนนี้แล้วล่ะ"เขาเอ่ย
    อัซวาเห็นด้วย พี่ชายหัวเสียของเธอหายตัวไปก่อนหน้านั้นแล้ว บางทีไม่ช้าต้องกลับมาพร้อมพวกจำนวนมากอีกเป็นแน่ คนผู้นี้ไม่คิดรามือง่ายๆ...
    "เราต้องหาทางหนีไปจากที่นี่"หญิงสาวเสนอพลางชี้ไปยังถ้ำตรงชายทะเลแห่งหนึ่งใกล้ๆ"ถ้าจำไม่ผิดถ้ำแถวนี้ น่าจะมีทางลับอยู่!"
    คารันต์เหลือบมองชายทะเลที่อยู่ติดจากที่นี่ จริงดังว่าไว้ มีถ้ำอยู่ดังที่หญิงสาวกล่าวมา"เดี๋ยวนะ? มีอะไรแบบทางลับอยู่ด้วยเหรอ? เจ้ารู้ได้ไง?"คารันต์โต้เพราะนึกเอะใจ กระนั้นก็ยังวิ่งต่อไปถ้ำแถบนั้น...
    "สมัยก่อนตอนท่านพ่อมากับท่านผู้กล้าจารชนเคยมาพูดคุย วางผังแปลนไว้ ข้าแอบเห็นมาน่ะ"อัซวากล่าว"แน่นอนว่าพี่ชายข้าไม่รู้!"
    "ถ้ำฝีมือเจ้ากาลิคนี่เอง ไปสิ ถ้าเป็นฝีมือเจ้านั้นก็เชื่อใจได้!"
    เมื่อได้ยินชื่อว่าผู้กล้าในตำนาน อัซวาก็มองค้อนไปยังคารันต์ด้วยความสงสัย กระนั้นเธอก็เลือกที่จะนำทาง"...ทางนี้"หล่อนชี้นิ้วบอกทิศ
    ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำขนาดใหญ่ติดทะเลและป่า มีพื้นที่ภายในกว้างขวางประหนึ่งถูกใช้เพื่อเตรียมเป็นโกดังหรือที่กบดานของพ่อค้าท้องถิ้น
    เมื่อผ่านมาสักระยะ อัซวาที่มองคารันต์ก็อดใจไม่อยู่ จึงโพล่งถามออกมา"นี่หรือว่า ท่านเป็นผู้กล้าคารันต์ในตำนานจริงหรือ!?"
    "เรื่องสมัยก่อนน่ะ"คารันต์หยักไหล่"เจ้าสงสัยอะไรเหรอ?"
    "คือข้าได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผู้กล้ามากมายจากท่านพ่อ"อัซวากล่าวภายใต้ความมืดในถ้ำ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวาดกลัว"เป็นไปได้อย่างไงกันที่ผู้กล้ามาอยู่บนเกาะโดยที่ไม่มีใครรู้ได้!?"

    "...เมื่อกี้ใครพูดว่าผู้กล้านะ หมายถึงข้าหรือเปล่า?"

    เสียงหนึ่งน่าขนลุกต่อกระซิบข้างหูของหญิงสาว...
    "กริ๊ดดดด ผีหลอก!!!"พูดจบ กำปั้นของหญิงสาวก็พุ่งไปยังต้นเสียงในทันที!!!
    โผละ !

    error loaded
    "อรั่ก เอื้อ! จมูกข้า! หักไปแล้ว!! หักจ้าาาาา!"เสียงของบุรุษชุดดำกรีดร้องเสียงหลงตามมา เข่าทรุดลงกับพื้นถ้ำแทบจะทันที
    คารันต์ผู้ได้ยินเสียงและอาศัยแสงจันทร์สลัวมองร่างอีกฝ่าย ซึ่งปรากฏกายในถ้ำโดยที่เขาไม่รู้ตัว"เอ้ะ...เสียงแบบนี้มัน...เจ้ากาลิคเหรอ!?"เขาพูดขึ้น
    "คารันต์?"จารชนร่างผอมลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนร่วมรบกลุ่มผู้กล้า ความประหลาดใจและเจ็บปวดมาพร้อมกันจนเขาวางตัวไม่ถูก อยู่ในสภาวะอ้ำอึ้ง "คารันต์..เจ้ามาอยู่ที่นี่ อู้ย! บนเกาะทะเลเพลิง อ๊าก! ได้ไง?"



    [ไม่ไกลกันนัก ณ พระราชวังต้าจิน ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง]

    "ท่านซือหลินไปหานมเด็กมาได้อย่างไรกันนะ"เวทินกล่าวต่อฟาน ในขณะที่รอเพตรากลับมาระหว่างไปหยิบข้าวเช้า"จะว่าไประหว่างเดินทาง นอกจากอาหารเด็กแล้ว เหมือนจะเห็นท่านให้น้องฟานกินนมอยู่แว่บๆ"เด็กชายนักบวชพิจารณาด้วยความสงสัย
    "ดูเหมือนมีปริศนาที่เราไม่รู้เกี่ยวกับผู้กล้าซือหลินอยู่เยอะไม่น้อย"นักบวชวัยสิบปีเอ่ย"เจ้าคิดเช่นนั้นไหม น้องฟาน"
    "อ้อแอ้!"ทารกวัยเกือบขวบปีร้องเหมือนคุยกันรู้เรื่อง
    "เรามารอท่านเพตราที่นี่กันเถอะ"
    วิ้ง วิ้ง! แสงสว่างปริศนาปรากฏขึ้น ผ่านดวงตาของเวทิน...
    "ฮืม"ฉับพลันในดวงตาของเวทินก็สัมผัสถึงบางสิ่ง คล้ายประกายไฟเจิดจ้า"อะไรแว่บๆกันนะ"
    วาบ!
    "เหวอ!?"เขาตะโกนดัง เมื่อแสงสว่างอาบร่างของตนในชั่วพริบตา
    เด็กชายมองเห็นภาพบางอย่าง คล้ายกำลังแสดงให้เขาเห็น
    "นิมิตแห่งเทพเจ้า?เราสามารถเห็นนิมิตได้แล้วอย่างนั้นเหรอเนี่ย?"
    ภาพที่เวทินมองเห็นคือเมฆแดงฉานราวกับไฟ...
    เขากำลังยืนอยู่ในสนามรบ ที่เต็มไปด้วยฝูงปีศาจและมนุษย์ สถานการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย...
    ในนิมิตเขาเห็นตนเองกำลังถือดาบคู่กายกำลังหันปลายดาบไปที่ใครบางคน...
    ฉับพลันก็เห็นร่างของใครบางคนขึ้นข้างๆเขา
    ...ร่างนั้นคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเขาสัตว์ ดวงตาสองสี!?
    ดวงตาของเธอจดจ้องมายังเขา...

    error loaded
    "เด็กผู้หญิง?"เวทินร้อง
    "อ้อแอ้ แอ้!"
    ฟานร้องจนทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์ เด็กทารกน้อยพ่นน้ำลายพรืด แล้วปีนป่ายไปบนตัวของเวทินจนเด็กชายได้สติ
    "อ้ะ ขอโทษนะน้องฟาน"เวทินเอ่ยพลางอุ้มเด็กหญิงที่ทำหน้าบึ้ง"ข้าเหมือนเห็นนิมิตบางอย่างขึ้น...แปลกจัง ไม่เคยเห็นด้วยตนเองแบบนี้มาก่อน"
    "บู่!"ฟานทำปากจู๋ก่อนมองเวทิน
    นักบวชจับเปลือกตาของตนเองด้วยความสงสัย"...เด็กผู้หญิงกับเขาสัตว์คนนั้น เธอเป็นใครกันนะ?"



    บทส่งท้าย---สงครามกบฏเมืองมาร

    "ใต้เท้ากิเกอรัล ทัพหน้าของข้าศึกมาถึงแล้วครับ!"ทหารนายหนึ่งรายงาน
    จอมทัพแห่งนาซูหยิบกล้องส่องทางไกลอันเล็กขึ้นดู ภาพของเหล่าปีศาจร่างเล็กจำนวนมากกำลังวิ่งมายังเมืองของพวกเขา พร้อมด้วยอาวุธปลายแหลม"ก๊อบลิน เจ้าพวกอสูรทำลายล้างตัวจ้อย"กิเกอรัลคำราม"พวกมันเป็นผีร้ายที่กระจอกนัก แต่มีจำนวนมากมหาศาล ก็จะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำได้"
    "พวกมันจะไม่มีวันผ่านเข้ามาในอาณาเขตของเราได้"ร่างตัวเล็กผู้หนึ่งกล่าว ก่อนเดินมาใกล้กิเกอรัล"พิษสงมันฝ่าพลังของข้าไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย! "
    "โฮ่! วาจายะโส เอาเลยสิ"กิเกอรัลหัวเราะหึในลำคอก่อนยิ้มแสยะ"จัดการพวกมันเสีย แสดงพลังของเจ้าให้พวกมันได้ประจักษ์...เจ้าตัวจ้อย"
    คำพูดของกิเกอรัลทำให้อีกฝ่ายเดือดดาลในทันที"อย่าพูดเช่นนี้กับข้า!"บุคคลลึกลับกล่าว"เจ้าไปยืนดูความสำเร็จบนหอคอยงาช้างอะไรก็ไปเสีย"
    พูดจบก็เหลือบมองฝูงปีศาจก๊อบลินจำนวนมากซึ่งกำลังวิ่งเข้ามา
    "หึ อย่าให้พลาดเชียว"กิเกอรัลตอบส่งๆ เขามั่นใจว่าทุกอย่างจะสำเร็จ จึงเลือกกอดอกมองดูอย่างใจเย็น...
    "โล่คุ้มครองอันแข็งแกร่ง จงออกไปต้านอสูรตัวจ้อยและทำลายพวกมัน"
    สิ้นเสียงคำรามก็พลันปรากฏอาคมคล้ายเกราะป้องกันเมืองขึ้น เมื่อร่างของก๊อบลินพุ่งผ่าน พวกมันก็แหลกสลายไป จนกว่าเหล่าปีศาจตัวน้อยจะรู้ตัวว่าไม่อาจฝ่าเข้ามาได้ พวกมันจำนวนมากก็ล้มตายไปเสียแล้ว!!!
    "ในนามเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าเรซิล เมทิลเรส จะเป็นคู่มือแก่พวกเจ้าเอง!!!"เสียงคำรามของผู้กล้าแห่งพลังพลังป้องกันตะโกนดังขึ้น จากกำแพงสูงของเมืองนาซู ดินแดนของฝ่ายมาร...


    ค้างกันทุกองค์เลย ฮา เราปูมาเพื่อการนี้ เย้ รวมตัวละครหลักเจ็ดผู้กล้าเข้ามาสู่องค์หลักของเรื่องแล้ว! เนื้อเรื่องเข้าสู่ความจุดพีค ปริศนาทั้งหลายกำลังจะคลี่คลาย สงคราม ความป่วน ความตลกและน่ารักสดใสวัยชรากับทารก กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ...เย้! พบกันตอนต่อไปในเว็บไซด์ Fictionlog ได้นะนะครับ ^ ^
    error loaded

    คล้ายกับเรื่อง[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง! ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34