เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 44 มุ่งหน้าสู่โรงเรียนเวทย์อารากอน

            หลังจากที่เมอร์ลินได้รับภารกิจจากเอริกเรียบร้อยแล้วเขาจึงได้ออกเดินทางทันที

            จุดประสงค์ที่เขามาเมืองไพรีอัสนี้ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นเขายังมีอีกหนึ่งเป้าหมายที่ยังไม่ได้ทำ นั่นก็คือการทดสอบอาวุธวิญญาณของอาเธอร์

            จากสมบัติของโซโลมอนทั้ง 5 ชิ้น บัดนี้เมอร์ลินได้ครอบครอง 2 ชิ้น ชิ้นที่เหลือนอกจากสมบัติที่อยู่ชั้นบนสุดของหอคอยมหาเวทย์ก็คงจะมีแต่กลิ่นอายที่เขาสัมผัสได้จากอาวุธวิญญาณของอาเธอร์

            หากเป็นไปตามอย่างที่เมอร์ลินคิด ดาบของอาเธอร์นั้นอาจเป็นสมบัติของโซโลมอนอีกชิ้นหนึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นกุญแจแห่งโซโลมอนที่จอร์มุนกานต์ตามหาอยู่

            โดยปกติแล้วอาวุธวิญญาณของอาเธอร์นั้นจะถูกพกไว้กับตัวตลอดเวลาต่างจากอาวุธวิญญาณของเมอร์ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของลายสัก

            แต่อาวุธวิญญาณของอาเธอร์ซึ่งเป็นดาบ มันถูกเก็บในรูปแบบของดาบเก่าที่มีฝักดาบสวมใส่ไว้ หากเจ้าของอย่างอาเธอร์ไม่เรียกใช้มันก็จะไม่มีผู้ใดสามารถดึงดาบเล่มนี้ออกมาจากฝักได้

            ดังนั้นก่อนที่เมอร์ลินจะออกจากเมืองไพรีอัสเขาจึงมีความต้องการตรวจสอบอาวุธวิญญาณของอาเธอร์ให้เรียบร้อยเสียก่อน

            แน่นอนว่าหากเมอร์ลินเอ่ยปาก อาเธอร์ย่อมไม่ปฏิเสธเขาอย่างแน่นอน

            ว่าด้วยเรื่องของอาวุธวิญญาณ ตอนที่เมอร์ลินต่อสู้กับเอริกพวกเขาทั้งสองได้ใช้อาวุธวิญญาณห้ำหั่นกันสร้างความเสียหายแก่ห้องฝึกซ้อมในบ้านของเอริกเป็นจำนวนมาก 

            แต่ไม่น่าเชื่อว่าเอริกนอกจากเขาจะสามารถสร้างห้องมิติขึ้นมาได้แล้วเขายังเชี่ยวชาญในการใช้เวทย์ฟื้นฟูอีกด้วยเพียงเวลาไม่นานห้องฝึกซ้อมก็กลับมามีสภาพดังเดิม

            ไม่น่าเชื่อว่าความสามารถของระดับจอมเวทย์นั้นจะทรงพลังอำนาจได้ขนาดนี้สมแล้วที่เขาถูกยกย่องว่าเป็นจอมเวทย์ที่เป็นวีรบุรุษของอาณาจักรแห่งนี้  

            ในตอนที่อาเธอร์กลับมาจากภารกิจที่เอริกมอบหมายด้วยสภาพห้องที่กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จึงทำให้อาเธอร์ไม่เกิดความสงสัยแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะเอริกนั้นต้องการที่จะปกปิดฝีมือที่แท้จริงของเมอร์ลินด้วยเช่นกัน

            ก่อนจากกัน เมอร์ลินได้ขอดูดาบที่เป็นอาวุธวิญญาณของอาเธอร์

            ด้วยอาเธอร์ที่ได้นับถือเมอร์ลินเป็นเพื่อนและผู้มีพระคุณเขานั้นยินยอมให้เมอร์ลินได้ชื่นชมอาวุธวิญญาณของเขาแต่โดยดีซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่ครอบครองอาวุธวิญญาณทุกคนย่อมหวงแหนในศาสตราวุธของตน

            แต่หากคนผู้ที่เอ่ยปากนั้นคือเมอร์ลินอาเธอร์ที่เต็มไปด้วยความเชื่อใจในมิตรภาพเขานั้นจึงยินยอมโดยดีอย่างไม่มีอิดออดแต่อย่างใด

            อาเธอร์ยอมที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของเอริกว่าห้ามนำอาวุธวิญญาณออกมาใช้โดยไม่จำเป็น

            แต่เพื่อเมอร์ลินอาเธอร์ถึงกับยอมขัดคำสั่งและแสดงมันออกมาต่อสหายของเขา

            ดาบเก่าที่อยู่ข้างลำตัว ถูกอาเธอร์ค่อยๆดึงออกมาจากฝัก

            อาเธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา

             "จงปรากฏเอกซ์แคลิเบอร์"

            ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลงเส้นแสงสีทองมากมายก็พุ่งออกมาจากตัวของดาบ แสงนั้นเคลื่อนไหวราวกับสิ่งมีชีวิต แสงแต่ละเส้นนั้นแผ่อำนาจในตัวตนของมันออกมาสุดท้ายแสงเหล่านั้นก็ม้วนเกลียวและปลดปล่อยอำนาจที่สามารถกดขี่ผู้คนได้ออกมาอย่างรุนแรง

            เมื่อดาบเอกซ์แคลิเบอร์หลุดออกจากฝักดาบรูปลักษณ์ของมันก็เปลี่ยนแปลงไป

            จากดาบใกล้แตกหักไร้สีสันก็กลายเป็นดาบที่แผ่พลังอันแกร่งกล้ากดขี่ผู้คน

            แรงกดดันวิญญาณอันมหาศาลแผ่ออกมาจากดาบเล่มนี้

            หากเป็นคนที่ไร้ซึ่งเวทมนต์พวกเขาจะต้องเข่าอ่อนและล้มลงเมื่อเจอกับแรงกดดันนี้

            เสี้ยวเวลาหนึ่งดวงตาข้างขวาของเมอร์ลินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงบางอย่างเสี้ยวหนึ่งของวินาทีเขารู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กพุ่งเข้าสู่ดวงตาของเขา ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายกับตอนที่เขาได้เจอหอกลองกินุสครั้งแรก เพียงแต่ครั้งนี้มันเป็นความรู้สึกที่เบาบางกว่าที่ผ่านมาและเพียงเวลาไม่นานความรู้สึกนี้ก็ได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            เมื่อดาบอยู่ในรูปลักษณ์ที่ถูกเรียกออกมาอย่างสมบูรณ์เมอร์ลินก็ไม่สามารถสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้อีกเลย

            อาเธอร์ได้ยื่นดาบเอกซ์แคลิเบอร์ของเขาให้เมอร์ลินได้สัมผัสเขาไม่กลัวว่าเมอร์ลินจะทำการช่วงชิงดาบเล่มนี้ไป เพราะอย่างที่รู้กันว่าอาวุธวิญญาณทุกชิ้นนั้นล้วนมีเจ้าของและมันเป็นไปไม่ได้เลยที่อาวุธวิญญาณนั้นจะทรยศเจ้าของไปรับใช้ผู้อื่น

            ยามใดอาวุธวิญญาณถูกช่วงชิงผู้ครอบครองสามารถเรียกหามันได้เสมอ แม้ว่าอาวุธวิญญาณนั้นจะถูกเก็บไว้ที่ใดเมื่อถูกเรียกใช้งานมันจะกลับมาอยู่ในมือของผู้เป็นเจ้านายของมันทันที

            ดาบเอกซ์แคลิเบอร์ได้อยู่ในมือของเมอร์ลิน

            ทันทีที่เมอร์ลินได้สัมผัสกับดาบความรู้สึกที่เคยสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็ได้หายไป หลังจากเสี้ยววินาทีนั้นเขาก็ไม่สามารถสัมผัสได้อีกเลยความรู้สึกนั้นได้หายไปราวกับภูตผี ราวกับว่าก่อนหน้านี้มันไม่เคยเกิดขึ้น

            ไร้ซึ่งสัมผัสของสมบัติโซโลมอน จิตใจของเมอร์ลินก็เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวเขาเกิดความแคลงใจเป็นอย่างมากว่าเสี้ยวความรู้สึกเมื่อครู่นั้นคืออะไร

            หากดาบเล่มนี้ไม่ใช่สมบัติของโซโลมอนแต่ทำไมในเวลานั้นเขาถึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น

            แววตาของเมอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยความสับสน

            เมอร์ลินได้เริ่มสำรวจดาบเอกซ์คาลิเบอร์ที่อยู่ในมือไม่ว่าจะสำรวจมองมุมไหน มันก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากุญแจอยู่บนตัวของดาบ

            หรือนี่...อาจเป็นไปได้ว่านี่จะไม่ใช่สมบัติโซโลมอนที่เขากำลังตามหา

            เมื่อเมอร์ลินได้สำรวจจนแน่ใจแล้วว่าเบาะแสนั้นได้หายไปเขาจึงได้ส่งดาบคืนแก่อาเธอร์

            “หากเจ้ามีเรื่องอะไรที่สงสัยเกี่ยวกับดาบเล่มนี้เจ้าสามารถถามข้าได้” อาเธอร์กล่าวด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

            “ดาบเล่มนี้เมื่ออยู่ในมือข้ามันกลับไร้ซึ่งประกาย” เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นแล้วส่งคำถามแก่อาเธอร์

            อาเธอร์ส่ายศีรษะอย่างอ่อนโยน เขายิ้มและเอ่ยว่า

            "เจ้าไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมดาบเมื่ออยู่ในมือเจ้ามันถึงได้กลายเป็นแบบนั้น นั่นเพราะเจ้าไม่ใช่เจ้าของมัน เจ้าไม่ได้ถูกยอมรับโดยมันมันถึงไม่แสดงพลังใดๆ ออกมา" อาเธอร์อธิบาย

            "อ่า ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง" เมอร์ลินแสร้งทำท่าทางเข้าใจ

            เมอร์ลินแสร้งทำทีเป็นเข้าใจเรื่องที่อาเธอร์พูดแต่แท้ที่จริงแล้วเขากำลังอยู่ในห้วงความสงสัย เขายังคงหมกมุ่นในเรื่องสัมผัสของสมบัติโซโลมอน

            “หรืออาจจะเป็นเพราะข้าไม่ใช่ผู้ครอบครองมันถึงไม่แสดงพลังแบบก่อนหน้านี้ออกมา” เมอร์ลินครุ่นคิด

            ไม่นานเมอร์ลินก็ได้ละความสงสัยทั้งหมด

            เรื่องกุญแจแห่งโซโลมอนนั้นเขาสามารถทำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้

            มันยังมีเวลาอีกมากที่เขาจะหาข้อมูลและเบาะแสเหล่านั้น

            เมื่อเสร็จเรื่องแล้ว เมอร์ลินก็ได้เอ่ยลาอาเธอร์อย่างแท้จริง

            เมอร์ลินออกเดินทางทันทีหลังจากที่อาเธอร์มาส่งเขาที่หน้าเมือง

            ร่างเล็กเมื่อเดินออกมาระยะหนึ่งจนพ้นสายตาของผู้คนแล้วเขาจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดขาวและหน้ากากขาว เพื่อความสะดวกในการเดินทางบนอากาศ

            อย่างไรก็ตามในตอนนี้เมอร์ลินยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนของเขามากนักเพราะหลังจากที่ได้ประมือกับเอริกเขาก็พบว่าผู้ที่เหนือกว่าเขานั้นยังมีอีกมาก

            การที่คนผู้หนึ่งจะสามารถเหาะบินได้นั้นจำเป็นต้องมีการบ่มเพาะเป็นจอมเวทย์ขึ้นไปเท่านั้นการที่ผู้คนได้เห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งกำลังบินอยู่กลางอากาศไปมาจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

            มหานครอารากอนนั้นคือเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้เมืองนี้เป็นที่ตั้งของเหล่าราชวงศ์ผู้เป็นผู้ปกครองทั่วทั้งอาณาจักรและเหล่าผู้มีอำนาจที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของอาณาจักรอาศัยอยู่ 

            จากเมืองไพรีอัสจนถึงมหานครอารากอนหากใช้รถม้าในการเดินทาง ผู้คนจะต้องใช้เวลาถึง 3 วัน แต่หากเดินเท้าจะต้องใช้เวลาถึง 7 วัน

            แต่สำหรับเมอร์ลินแล้วด้วยการบินร่อนบนท้องฟ้าที่ไร้ซึ้งสิ่งกีดขวางเขานั้นสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันก็สามารถไปถึงมหานครอารากอนได้แล้ว

            ก่อนที่จะเข้าเมืองเมอร์ลินได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายอีกครั้งชุดลำรองธรรมดาถูกนำมาสวมใส่

            เมอร์ลินเดินไปต่อแถวเข้าเมืองดังเช่นคนทั่วไปและเขาแสดงตราสัญลักษณ์ตระกูลอารากอนออกมาให้ทหารเฝ้าประตูเมืองได้ดูสิ่งนี้ทำให้เขาได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย

            มหานครอารากอนแห่งนี้ถูกป้องกันโดยบาเรียของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวมันเป็นม่านพลังที่ถูกสร้างขึ้นไม่รู้ตั้งแต่ยุคใด

            แม้จะผ่านแม่น้ำแห่งกาลเวลามานานเท่าใดม่านพลังนี้ก็ไม่ได้สูญสลาย

            สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อักขระที่สร้างม่านพลังนี้นั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากหากไม่ใช่มหาจอมเวทย์แล้วไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถทำลายม่านปราการนี้ได้

            เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง เมอร์ลินก็เริ่มต้นเดินสำรวจตลาดเขาเพลิดเพลินไปกับของที่ขายอยู่ในที่ต่างๆ อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ได้วัตถุดับและสิ่งของที่เขาต้องการ

            ด้วยธุรกิจร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นจึงทำให้เขามีเงินมากมายเพียงพอที่จะซื้อสินค้าเหล่านี้

            สิ่งที่สร้างความสนใจให้กับเมอร์ลินส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์เวทย์ที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้อักขระจำนวนหลากหลายเขาซื้อแม้กระทั่งของที่ชำรุดเสียหายมาเก็บไว้

            เหตุที่เมอร์ลินใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์เวทย์จำนวนมากมาก็เพราะเขาต้องการศึกษาอักขระและวงเวทย์ที่อยู่ภายในอุปกรณ์เหล่านั้น

            ด้วยดวงตาแห่งเลเมเกทันทำให้เขาสามารถมองเห็นอักขระและวงเวทย์ที่สลักไว้ในอุปกรณ์เวทย์

            เขาจึงเป็นผู้ใช้อักขระคนหนึ่งที่ได้เปรียบผู้ใช้อักขระตัวตนใดๆเพราะโดยปกติแล้วไม่ว่าผู้ใดหากไม่ใช่ผู้สร้างจะไม่สามารถมองเห็นวงจรต่างๆเหล่านี้ได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะทำพิธีสังเคราะห์วงเวทย์และศึกษามันอย่างจริงจัง

            ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลานานจึงจะสามารถมองวงจรอักขระและวงเวทย์เหล่านี้ออกได้

            หลังจากนั้นเมอร์ลินก็มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเวทย์อารากอน

            เนื่องจากมหานครอารากอนเป็นสถานที่ที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากภายในตัวเมืองนั้นมีพื้นที่เป็นสิบๆ กิโลเมตรที่ครอบคลุมทั้งมหานครแห่งนี้

            เมอร์ลินทำการสอบถามที่อยู่ของโรงเรียนจากผู้คนแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้จักโรงเรียนเวทย์อารากอน เพราะทุกๆ ปีจะมีการเปิดรับสมัครนักเรียนซึ่งจะมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก

            ทุกครั้งที่โรงเรียนประกาศรับสมัครนักเรียนการค้าขายภายในตัวเมืองจะรุ่งเรืองเป็นอย่างมากดังนั้นแล้วการถามหาเส้นทางการไปโรงเรียนเวทย์อารากอนจึงไม่ได้ยากเย็นนัก

            มีบางคนแสดงสีหน้าสงสัย โรงเรียนเวทย์อารากอนนั้นปิดรับสมัครนักเรียนไปแล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงได้มาถามหาโรงเรียนยามนี้

            เมอร์ลินนั้นไม่ได้เอ่ยตอบเขาทำเพียงยิ้มและเอ่ยขอบคุณ แล้วก็เดินจากไป

            จากการสอบถามข้อมูลเมื่อครู่ก็ทำให้เมอร์ลินได้รู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับผู้อำนวยการของโรงเรียนเวทย์อารากอนนั่นก็คือ นกฮูกสีฟ้า อัสลานผู้เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้นั้นเป็นศิษย์ของเอริก วีรบุรุษแห่งอารากอน

            มิหนำซ้ำเขายังเป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมกลุ่มคนที่เป็นเสาหลักของอาณาจักรแห่งนี้อีกด้วย

            ภารกิจของเมอร์ลินคือส่งจดหมายของเอริกให้แก่อัสลานมันไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์และศิษย์จะติดต่อกัน

            แต่ด้วยฐานะของอัสลานและคำเตือนในการห้ามเปิดจดหมายของเอริกนั่นจึงทำให้เขารู้ว่าข้อมูลภายในจดหมายนั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนข้อมูลนี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อเมอร์ลินเขาไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก

            เมอร์ลินจึงต้องการทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากเอริกให้จบๆไปเท่านั้น

            ส่วนเรื่องการแนะนำการเข้าเรียนในโรงเรียนเวทย์ของเมอร์ลินเขาเพิ่งรู้ว่าเอริกนั้นมีเส้นสายในโรงเรียนยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทั้งๆที่การรับสมัครนักเรียนใหม่นั้นผ่านพ้นไปหลายเดือนแล้ว แต่เอริกกลับสามารถทำให้เขาเข้าเรียนกลางเทอมเช่นนี้ได้

            ไม่นานเมอร์ลินก็เดินทางมาถึงประตูทางเข้าของโรงเรียนเวทย์อารากอน

            เมอร์ลินพบว่าโรงเรียนแห่งนี้มีการเสริมม่านพลังห่อหุ้มเป็นปราการด้วยอักขระเวทย์สีฟ้าม่านพลังนี้เพียงพอแล้วที่จะป้องกันผู้บ่มเพราะพลังขั้นนักรบเวทย์ลงมา

            การมีม่านพลังคุ้มกันทั้งๆที่อยู่ภายในเมืองหลวง นั่นหมายความว่าโรงเรียนแห่งนี้นั้นต้องเป็นตัวตนที่มีอำนาจเป็นอย่างมากของอาณาจักรแห่งนี้

            หน้าประตูทางเข้านั้นมีผู้เฝ้ายาม 2 คนประจำอยู่

            เด็กน้อยในชุดเสื้อผ้าธรรมดาที่บ่งบอกถึงชนชั้นที่ธรรมดาเขาเดินเข้าไปติดต่อผู้เฝ้ายาม

            ผู้เฝ้ายามทั้งสองมองเมอร์ลินที่กำลังเดินเข้ามาตั้งแต่หัวจรดเท้า

            เมื่อได้เห็นการแต่งตัวของเด็กน้อย คนทั้งสองก็แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

            เมอร์ลินนั้นไม่ได้แยแสต่อการแสดงออกของพวกเขาทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

            เขาเพียงเดินเข้าไปและเอ่ยถาม

            “ท่านทั้งสอง ข้านั้นมีเรื่องจะติดต่อกับผู้อำนวยการอัสลานโปรดไปแจ้งกับเขาให้ทราบด้วย" 

            ผู้เฝ้ายามทั้งสองยิ้มเยาะและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้มารยาทว่า

            “ขอทานน้อย กลับไปซะที่นี่ไม่ใช่ที่เจ้าจะมาวิ่งเล่น”

            ผู้เฝ้ายามอีกคนหนึ่งเอ่ยต่อ

            “เด็กน้อยอย่ามาเล่นตลกแถวนี้เจ้าเป็นใครคิดจะมาพบท่านอัสลานผู้อำนวยการโรงเรียนเวทย์อารากอนไม่ใช่คนที่ใครคิดจะมาพบก็มาพบได้หรืออย่างไรกัน”

            ผู้เฝ้ายามทั้งสองมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

            “ไปซะอย่าให้ข้าอารมณ์เสียทุบตีเจ้า”ผู้เฝ้ายามคนหนึ่งหยุดหัวเราะและหันมาตวาดเมอร์ลินอย่างรุนแรง

            หัวคิ้วของเมอร์ลินเริ่มกระตุกและขมวดเข้าหากันความไม่พอใจเริ่มปะทุอยู่ภายใน

            สายตาของเมอร์ลินเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเยียบเย็น

            "ข้าไม่ใช่คนที่ชอบล้อเล่นและนี่ก็ไม่ใช่การล้อเล่นข้ามาที่นี่เพราะมีคนไหว้วานให้มาทำธุระกับผู้อำนวยการให้คนไปแจ้งเขาว่าเอริกส่งคนให้ติดต่อมาแล้วเขาจะทราบเอง"  เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อดกลั้นโทสะ ความไม่พอใจเริ่มปะทุขึ้นมาเรื่อยๆ

            "อย่ามาพูดจาเหลวไหลแถวนี้ เจ้ามาขอพบท่านอัสลานและอ้างแม้กระทั่งชื่อของท่านเอริกเจ้าคิดว่าพวกข้าโง่หรืออย่างไร"  ผู้เฝ้ายามคนหนึ่งกล่าวด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยาม

            “เจ้าเด็กสกปรกไปซะ อย่ามาล้อเล่นที่นี่"ผู้เฝ้ายามอีกคนเอ่ยเสริม

            "หากพวกไม่เชื่อถือคำพูดของข้าอย่างนั้นจงดูนี่" เส้นความอดทนของเมอร์ลินกำลังเดือดปุดๆความอดทนของเขาใกล้มาถึงขีดสุดแล้ว เขานั้นพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ถือสาคำพูดของคนทั้งสอง

            เมอร์ลินนำจดหมายแนะนำตัวที่เอริกมอบให้ส่งให้กับผู้เฝ้ายามดูบนจดหมายแนะนำตัวนั้นได้ประทับตราตระกั่วที่เป็นเครื่องหมายประจำตัวของเอริกไว้ชัดเจนนี่เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่เยี่ยมยอดมากที่สุดแล้ว

            ผู้เฝ้ายามทั้งสองไม่แม้จะเหลือบดูจดหมายฉบับนั้น พวกเขาโยนจนหมายของเมอร์ลินทิ้งลงกับพื้น และตวาดด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงออกมาว่า

            "เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานอะไรทั้งนั้นต่อให้เจ้านำบิดาของเจ้ามายืนยัน ข้าก็ไม่เชื่อเจ้า ไสหัวไปอย่าให้ข้าต้องลงมือกับเจ้า"

            ในตอนนั้นเองเส้นความอดทนของเมอร์ลินก็ขาดสะบั้นลง  

            เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นหลังจากมองจดหมายที่ถูกโยนลงบนพื้นสายตาของเด็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยโทสะ เสียงคำรามต่ำๆ กำลังตะโกนร้องอยู่ภายใน

            สายตาและการแสดงออกของเมอร์ลินนั้นเปลี่ยนไปดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง

            พวกเขาทั้งสองได้ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินไปเสียแล้ว 

    คล้ายกับเรื่องเซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard ที่คุณอ่าน