Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 79 การสอบไล่ในฤดูใบไม้ร่วง

    แม้นหนุ่มน้อยจะดื่มกินกันกับเหล่าขอทานและนักบู๊อย่างหนักหน่วงสักเท่าใด แต่เมื่อถึงเวลานอนและเวลาตื่น หยางไคก็สามารถกระทำสิ่งเหล่านั้นตามกิจวัตรของตนได้อย่างสมบูรณ์พอตื่นเช้าขึ้นมาแล้วก็รีบล้างหน้าล้างตาเก็บเครื่องนอนหมอนมุ้งที่เตรียมมาไว้ จากนั้นสำรวจอุปกรณ์เครื่องเขียนและเสบียงอาหารที่ใช้ในการสอบอีกรอบ จึงพบว่าอาหารแห้งที่พวกเขาเตรียมมาจากตระกูลนั้น ในตอนนี้กลับรู้สึกว่าจะไม่เพียงพอเสียแล้ว เนื่องด้วยเมื่อคืนนี้มีร่องรอยการฉีกแกะห่อเสบียงเพื่อนำออกมาไปรับทานตอนดึก ๆ นั่นเองผ่านไปสักพักเมื่อเห็นว่าบัณฑิตและนักบู๊ทุกคนพร้อมเพรียงกันดีแล้ว จึงรีบออกเดินทางจากบ้านร้างซึ่งตั้งอยู่รอบนอกแล้วมุ่งสู่ตัวเมืองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และเนื่องด้วยพวกเขาจะต้องซื้อเสบียงอาหารเพิ่มเติมด้วย จึงถือโอกาสรับประทานอาหารเช้าที่ตลาดสดกันเสียก่อนแต่มาถึงก็พบว่าตลาดใจกลางนครแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวณมากมายจนเกินไปนัก เพราะเนื่องจากบัณฑิต 1 คน มักจะมีญาติและผู้ติดตามมาด้วยเสมอ จึงเป็นเหตุให้คนจำนวนมากที่แห่แหนกันมายังนครซานเหอแห่งนี้ นอกจากก็ต้องแย่งกันอยู่แล้ว ก็ยังต้องแย่งกันกินอีกด้วย!!! “เถ้าแก่ข้าสั่งซาลาเปา 10 ลูก น้ำเต้าหู้อีก 5 แก้ว แล้วจะได้เมื่อไรกัน?”“พวกข้ามาก่อนเจ้ายังไม่ได้กิน แล้วเหตุใดเพวกจ้าผู้มาทีหลัง จึงจะได้กินก่อนเล่า?” แค่ร้านฟาสต์ฟู้ดคนยังเนืองแน่นขนาดนี้ หากเป็นร้านอาหารทั่ว ๆ ไปก็คงจะเต็มไปด้วยแขกเหรื่อผู้มาเยือนเช่นนี้อย่างแน่นอน หยางไคจึงรีบไปซื้อเสบียงแห้งจำพวกข้าวตากเนื้อแห้งและปลาแห้งมาเตรียมสำหรับการเข้าห้องสอบเอาไว้ แต่ขณะที่ทั้ง 6 คน ก็เริ่มรู้สึกหิวนั่นเอง ก็มีขอทาน 3-4 คน ได้ถือข้าวกล่องมาส่งให้กับเขากับมือฝ่ายรุ่นพี่บัณฑิตทั้งสาม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นขอทานก็นึกรังเกียจจึงเอาแต่ถือกล่องข้าวในมือไว้เช่นนั้น แต่นักบู๊ 2 คน นั้นไม่รอช้าเลยแม้แต่นาทีเดียวเพราะต่างรู้สึกหิวเสียแล้ว เมื่อเปิดกล่องข้าวออกดูก็เห็นว่าเป็นอาหารที่ปรุงแต่งอย่างประณีตในระดับภัตตาคาร จึงรีบจัดการอย่างรวดเร็วส่วนหยางไคนั้นครั้นเปิดออกมาดู ก็เห็นกับข้าวถูกจัดวางไว้ภายในอย่างน่ารักนัก ซึ่งเพียงแค่มองก็ทราบว่าเป็นฝีมือของสตรีที่ตั้งอกตั้งใจทำมาให้เขาอย่างแน่นอน พอหยิบขึ้นมารับประทานก็รู้สึกเอร็ดอร่อยเป็นอันมาก จึงรับประทานลงไปทุกชิ้นจนหมดฝ่ายรุ่นพี่บัณฑิตเห็นอาหารของผู้อื่นดูน่ากินเป็นอันมากจึงได้เปิดดูกล่องข้าวในมือก็เห็นเป็นอาหารเหลาชั้นดี จึงรับประทานในทันทีอย่างไม่ตัองรีรออีกแล้ว ครั้นทุกคนรับประทานอาหารกันเสร็จดีแล้วก็ตรงไปยังสนามสอบ......เนื่องด้วยการสอบระดับมณฑลในครั้งนี้มีบัณฑิตซิ่วไฉ่ผู้เข้าสอบเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ เพื่อจัดเตรียมการสอบในครั้งนี้ ดังนั้นบัณฑิตที่มีความประสงค์จะเข้าสอบ จะต้องทำการสมัครสอบ ณ อำเภอที่ตั้งของตนตั้งแต่เดือนก่อน พอถึงวันสอบจึงจะเดินทางมาสอบในรอบนี้ได้ ส่วนเรื่องเนื้อหาที่ใช้สอบระดับมณฑลนี้จะมีความซับซ้อนกว่าการสอบระดับอำเภอเป็นอันมากเพราะเป็นมิใช่ข้อสอบที่วัดการท่องจำแต่อย่างเดียว หนุ่มน้อยผู้นี้จึงจำเป็นจะต้องตัดสินใจเลือกสอบสักฝ่ายให้แน่ชัดตั้งแต่การเตรียมตัว จนในที่สุดหยางไคที่ได้เปลี่ยนจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มแล้ว จึงไม่ลังเลใจในการเลือกสอบฝ่ายบุ๋นซึ่งหากมองในระยะไกลย่อมต้องมีความก้าวหน้าสูงกว่ามากมายนัก และหากเขาสามารถคว้าตำแหน่ง ‘ฮั่งลิ้ม’ โดยมีคะแนนสอบเป็นอันดับหนึ่ง ก็สามารถเติบโตก้าวหน้าได้อย่างหยางหยุนเหลียง เจ้าเมืองกิ่วกั๋งนั่นเองซึ่งหมายความว่า หยางไคจะสามารถรับเอานางจูรั่วซีผู้เป็นยายของตนมาดูแลได้เองแล้ว~ดังนั้นในการสอบครั้งนี้หยางไคจึงมุ่งหมายจะเอาชนะบัณฑิตซิ่วไฉ่หลายพันคน เพื่อขึ้นเป็นอันดับทีีหนึ่งเท่านั้น!!! พอมาถึงลานกว้างหยางไคก็ลงจากม้าแล้วฝากม้าไว้กับนักบู๊ทั้งสองคนที่มาด้วยกัน จากนั้นบัณฑิตซิ่วไฉ่ทั้ง 4 คน ของตระกูลหยางก็ก้าวเข้าสู่สนามด้วยความพร้อมระดับ 10 หลังจากบัณฑิตทุกคนสอบปฏิบัติด้วยการขี่ม้ายิงธนูพอเป็นพิธีและผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายเข้าไปในห้องสอบของตนเอง ครั้นเจ้าหน้าที่แจกกระดาษข้อสอบแล้วสั่งให้เริ่มทำข้อสอบกันทันที แกร้งง ... แกร้งงงง …แกร้งงงง ... หยางไคเปิดกระดาษคำถามขึ้นมาอ่านอยู่หลายรอบก็ยิ้มหวาน เพราะข้อสอบตรงตามเนื้อหาที่เขาได้อ่านมาทั้งหมด และการทำข้อสอบในครั้งนี้มิจำเป็นจะต้องคัดลอกตามตำราทั้งหมด เพียงแค่เขาจะต้องยกเอาข้อความในตำราบางส่วนมาอ้างอิงได้ถูกต้องแม่นยำก็เป็นอันใช้ได้แล้วการสอบในวันแรกจึงผ่านพ้นไปด้วยความราบรื่นนัก หยางไคจึงเข้านอนตามเวลาอย่างเป็นสุข แต่กลางดึกคืนนั้นเอง จู่ ๆ ก็เกิดฟ้าฝนตกลงมาอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ?ซึ่งตามปกติแล้วการสอบ ‘เซียงชื่อ’ นี้ จะถูกจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกการสอบในระดับนี้อีกชื่อหนึ่งว่า ‘ชิวซื่อ’ หรือการสอบในฤดูใบไม้ร่วง ย่อมต้องปราศจากสายฝนเป็นอันขาด ..แต่การสอบในปีนี้กลับแตกต่างออกไปเสียแล้ว ?(ฤดูใบไม้ร่วง คือช่วงปลายเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม).......จนกระทั่งถึงตอนเช้า บัณฑิตหลายร้อยคนจึงพบว่ากระดาษคำตอบของตนนั้นถูกแช่อยู่ในน้ำฝน จนหมึกที่เขียนบนกระดาษนั้นละลายเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งแผ่น ซึ่งหยางไคก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นแต่โชคยังดีที่กรรมการยังมีเมตตาแจกจ่ายกระดาษสำรองให้แก่ผู้ประสบภัยทั้ง 328 คนนั้น แต่กระดาษที่ได้รับมาก็ไม่เพียงพอในการใช้งานเท่าใด หยางไคจึงจำเป็นจะต้องใช้การซ่อมแซมกระดาษคำตอบบางหน้าแทนที่จะคัดลอกขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจนงานของเขามาแล้วเสร็จก่อนจะหมดเวลาสอบราว 1 ชั่วยาม (2 ชั่วโมง) หนุ่มน้อยจึงใช้เวลาที่เหลือนั้นอ่านทวนเนื้อหาที่ตนเขียนในกระดาษคำตอบอีกหลายรอบ รวมถึงการแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น.........แกร้งง ... แกร้งงงง …แกร้งงงง แม้นไม่เสร็จก็ต้องเสร็จ และแม้ไม่จบก็ต้องรีบวางพู่กันลงบัณฑิตหลายร้อยคนถึงกับร้องไห้โฮ เพราะเชื่อว่าความพยายามตลอด 3 ปี ของตนทีีผ่านมานั้นคงสูญเปล่าไปหมดสิ้นแล้ว แต่หยางไคยังนิ่งเงียบอยู่เพราะยังมีความมั่นใจว่าตนจะสอบผ่าน แต่การขึ้นเป็นอันดับหนึ่งนั้น คงจะยากเกินฝันไปเสียแล้ว... เฮ้อ รุ่นพี่บัณฑิตหอคัมภีร์ทั้งสาม เมื่อทราบว่าหยางไคคือหนึ่งในผู้ประสบภัยจาก 328 คน ก็รู้สึกสงสารและเห็นใจเป็นอันมาก ต่างปลอบโยนน้องชายผู้นี้มาตลอดทางจนพวกเขาพากันกลับมาถึงตระกูลหยางในตอนเย็น ครั้นซิ่วไฉ่ทุกคนกลับมาถึงหอคัมภีร์ มหาบัณฑิตหยางเตอผิงพอทราบเรื่องแล้วก็นึกเสียดายนัก จึงปลอบหนุ่มน้อยหยางไคไปว่า“ปีนี้เจ้าเพิ่งอายุ 17 ปี รอคอยจน 20 ปี ย่อมมีโอกาสไปสอบแก้มือใหม่อีกได้ จงอย่างวิตกไปเลย” หยางไคก็นิ่งอยู่ แต่ก็ขอบพระคุณในความเมตตาจากทุกคนอย่างซาบซึ้ง ..จนเวลาผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนเศษ เมื่อกรรมการการสอบเซียงชื่อแห่งมณฑลเหอเป่ย์ ได้ตรวจกระดาษคำตอบของบัณฑิตที่เข้ารับการสอบไล่เรียบร้อยแล้ว ก็ส่งผลมายังอำเภอซึ่งบัณฑิตได้สมัครสอบเอาไว้ฝ่ายมหาบัณฑิตหยางเตอผิง เมื่อได้รับข่าวสารการสอบของบัณฑิตในหอคัมภีร์แล้ว ก็วิ่งดีใจเข้ามาแล้วจึงแจ้งว่า“ปีนี้ตระกูลหยางของเราสอบไล่ได้ ‘จี่ว์เหริน’ ถึง 3 คน หนึ่งในนั้นได้เป็นถึง ‘ฮั่งลิ้ม’ ” หยางเตอผิงเว้นระยะสักครู่หนึ่งเพื่อหายใจด้วยความตื่นเต้น ตรงกันข้ามกับบัณฑิตทุกคนต่างรอคอยคำตอบจนแทบหลงลืมการหายใจ “หยางไค จะต้องไปประจำราชบัณฑิตยสภา เหตุเพราะเจ้าได้อันดับที่ ๑” รุ่นพี่ทั้ง 4 คน มองไปยังหนุ่มน้อยผู้เป็นถึงฮั่งลิ้มป้ายแดงของตระกูลหยาง พร้อมอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายคำโต ๆ ลงลำคอไป..

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน