บทที่ 10 การหาเงินเป็สิ่งสำคัญ
หนิงหรานมองจางหลิงหลานอย่างใจเย็นพร้อมเตือนด้วยความหวังดีว่า "แทนที่จะพูดเื่นี้ เธอน่าจะรีบพาน้องชายไปทำแผลก่อนนะ ปล่อยไว้นานกว่านี้ อาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้"
แน่นอนว่าเื่อันตรายถึงชีวิตเป็เพียงคำพูดหลอกๆ เท่านั้น หนิงหรานเป็คนลงมือเอง ย่อมกะแรงไว้แล้ว แค่ถลอกและมีเืออก ดูน่ากลัวแค่ภายนอก
แต่คำพูดของเธอกลับกระตุ้นอารมณ์หนิงชิงเฟิ่ง หลายปีมานี้ หนิงชิงเฟิ่งเลี้ยงดูจางเสี้ยวเทียนเหมือนลูกในไส้ ฝากความหวังไว้กับเขาเต็มเปี่ยม ไม่มีเวลาสนใจหนิงหรานอีกต่อไป
หญิงสาวหันกลับมาตะคอกใส่จางหลิงหลานว่า "ยืนเหม่ออยู่ทำไม! ไม่มีมือไม่มีเท้ารึไง!"
จางหลิงหลานน้อยใจที่ถูกตะคอก แต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจกับหนิงชิงเฟิ่ง จึงจำใจเดินไปช่วยพยุงจางเสี้ยวเทียนออกไปอย่างทุลักทุเล
ไม่นาน หนิงหรานก็ได้ยินเสียงโกลาหลดังมาจากห้องข้างๆ ตามด้วยเสียงวุ่นวายสับสน หญิงสาวหัวเราะเยาะในลำคอ เธออยากจะกำจัดจางเสี้ยวเทียนให้สิ้นซากเสียตอนนี้ แต่ยังไม่มีกำลังพอ
หนิงหรานครุ่นคิด เมื่อขาหายดีแล้ว เธอต้องเริ่มออกกำลังกายเสริมสร้างร่างกาย ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอเหมือนชาติที่แล้ว อนาคตยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย ความหวังในใจพลันเพิ่มพูน อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก
เมื่อไม่มีเื่ให้ดู ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าบ้านก็แยกย้ายกันไป เื่ที่เกิดขึ้นเช้านี้คงเป็หัวข้อสนทนานินทากันอีกนาน
เมื่อผู้คนแยกย้ายกันไป หนิงเฉิงฮุยมองหนิงหรานตั้งใจจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหลานสาว ราวกับไม่ใส่ใจอะไร เขารู้สึกเ็ปในใจ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
"หรานหราน หิวหรือยัง? ยายต้มโจ๊กไว้ให้แล้วนะ"
ได้ยินดังนั้น หนิงหรานก็นึกขึ้นได้ว่าตายายยังอยู่ข้างๆ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะสมัยนี้ข้าวสารในชนบทยังหายาก อย่าว่าแต่โจ๊กเลย แม้แต่ข้าวธรรมดาก็ไม่ได้กินกันบ่อยๆ
มีแต่ครอบครัวฐานะดีเท่านั้นที่จะกินในเทศกาลสำคัญ
โจ๊กเพียงเล็กน้อยนี้ คงต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบกว่าตายายจะได้ แต่กลับเอามาให้เธอกินทั้งหมด?
หนิงหรานกังวลว่าหากเธอกิน ตายายจะลำบาก แต่พอคิดอีกที เธอก็เข้าใจความคิดของท่าน คงกลัวว่าเธอยังโกรธเื่เมื่อคืน
หนิงหรานถอนหายใจ ตายายที่เธอรักที่สุด เธอยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณเลย จะโกรธท่านได้ยังไง?
เห็นหนิงหรานเงียบ สวีอวี้จูคิดว่าหลานสาวยังโกรธ ถึงแม้ปกติหลานสาวจะดูเป็คนเงียบๆ แต่ลึกๆ แล้วนิสัยเหมือนแม่ผู้ล่วงลับ
ถ้าโกรธจริงอาจจะนานเป็สิบวันครึ่งเดือน! ยิ่งกว่านั้น ครั้งนี้พวกเขาก็ผิดต่อหลานสาวจริงๆ
"หรานหราน กินโจ๊กหน่อยนะ จะได้แข็งแรงไวๆ"
หนิงหรานมองสองผู้เฒ่าที่ดูเกร็งๆ แล้วพยักหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะพูดเสริมว่า "ถ้าอย่างนั้น คุณตาคุณยายก็ต้องกินกับหนูด้วย"
"ได้ ได้" เห็นหลานสาวยอมพูดด้วย หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็ดีใจ ส่วนเื่กินด้วยกันนั้น พวกเขาไม่ได้ใส่ใจ
เมื่อหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูนำโจ๊กมาให้ หนิงหรานยิ่งรู้สึกจนใจ มุมปากกระตุก เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมตายายถึงตกลงง่ายๆ อย่างนั้น
โจ๊กที่ว่ามีเพียงชามเล็กๆ ยังเหลวมากอีกด้วย คงกินไม่กี่คำก็หมดแล้ว เรียกว่ากินด้วยกันจริงๆ ไม่ได้เลย
สำหรับคนที่เคยชินกับข้าวขาวแล้ว หนิงหรานรู้สึกปวดหัวสุดๆ ดูเหมือนเธอจะรอให้ขาหายช้าๆ ไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญตอนนี้คือหาเงิน
จะหาเงินก็ต้องไปที่อำเภอ ในหมู่บ้านบนเขานี้หาเงินยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ก่อนที่เธอจะพูดอะไร สวีอวี้จูนำซาลาเปาไหม้ที่หนิงชิงเฟิ่งเอามาให้เข้ามาในบ้าน แบ่งให้หนิงเฉิงฮุยหนึ่งลูก แล้วบอกหนิงหรานว่า
"หรานหราน กินอย่างอื่นเพิ่มอีกหน่อยนะ กินเสร็จแล้วเราจะพาหนูไปโรงพยาบาลที่อำเภอ"
"ใช่ ขาของหนูต้องรักษา เด็กผู้หญิงอย่าให้มีอาการเรื้อรัง ไม่อย่างนั้นอนาคตจะลำบาก"
ดูเหมือนหนิงเฉิงฮุยจะเห็นว่าหนิงหรานอยากพูดอะไรบางอย่าง จึงถอนหายใจ "หรานหราน ถึงแม้ตากับยายจะจนไม่มีปัญญาให้หนูสุขสบาย แต่เื่รักษาโรคประหยัดไม่ได้นะ หนูต้องไปหาหมอ"
"ใช่ ตาพูดถูก ครอบครัวเรายังมีเงินเก็บอยู่บ้าง น่าจะ 8-9 หยวน หรานหรานอย่ากังวล ถึงเงินไม่พอ ตากับยายก็จะขายหม้อขายไหเพื่อให้หนูรักษาขา" สวีอวี้จูพูดอย่างกังวล
หนิงหรานรู้สึกอบอุ่นในใจ เธอไม่ได้พูดว่าแค่ไม่กี่หยวนนั้นไม่พอรักษา แม้แต่ค่ายาก็ยังไม่พอแต่เธอยังมีกำไลเงิน
ในกำไลมีสมุนไพรล้ำค่ามากมาย ถึงต้องทุบมันออกมา ก็สามารถรักษาขาเธอให้หายได้ ยิ่งกว่านั้น ด้วยฝีมือทางการแพทย์ของเธอ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ยุคสมัยนี้ ไม่มีใครเก่งไปกว่าเธอแล้ว
ตอนนี้เธอต้องไปที่อำเภอสักครั้ง สำหรับขาที่าเ็ตายายคงไม่ยอมให้เธอไปคนเดียว แล้วยังอาจจะซักไซร้ถามว่าเธอจะไปทำอะไร ไปกับตายายจะดีกว่า อย่างมากก็แค่หาโอกาสแอบหนีไปสักพัก
ความลับเื่กำไลเงิน เธอยังไม่พร้อมให้ตายายรู้ ส่วนเื่หาเงินต้องไปถึงที่นั่นก่อนค่อยว่ากัน
ขณะที่คิดอยู่นั้น หนิงหรานก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย
"ค่ะ หนูจะฟังที่คุณตาคุณยายบอก"
เมื่อได้รับคำยืนยันจากหนิงหราน หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็โล่งอก แต่ในใจยังกังวลเื่ขาของหลานสาว ขาของหรานหรานยังต้องใช้ไม้ดามไว้อยู่ เก้าในสิบส่วนคงหักแน่ๆ ต้องพักฟื้นให้ดี
ตอนนี้หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูไม่ได้คิดเลยว่าหนิงหรานเป็เพียงเด็กสาวอายุสิบสามปี อ่อนแอบอบบาง เธอทนความเ็ปจากขาหักตอนแรกได้ยังไง
แล้วทนความเ็ปทั่วร่างกายแบกสังขารกลับมาจากูเานั่นได้ยังไง
แต่เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของหนิงหราน พวกเขาก็ละเลยเื่นี้ไปโดยไม่รู้ตัว