ในขณะที่เฟยหรงและพวกของฮั่วหลินเฉินกลับมาถึงที่พักแล้วนั้นเวลาก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์พอดี ซึ่งตรงกับวันที่หอกระบี่ดาวตกในทวีปศักดิ์สิทธิ์ได้ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนคนสำคัญและนั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเฟิงหลินเทียนนั่นเอง
ชายหนุ่มผมสีแดงรูปร่างสง่าสวมอาภรณ์ลวดลายวิหคเปลวเพลิงเดินเข้าไปยังเกาะลอยฟ้าที่สูงที่สุดพร้อมกับผู้อาวุโสทุกคนของหอกระบี่และมาหยุดอยู่ที่ศาลาหินที่ดูเก่าแก่ริมเกาะลอยฟ้าที่ตอนนี้มีชายผมสีดำรูปร่างหน้าต่อหล่อเหลาพอสมควรกับกำลังนั่งดื่มชมพร้อมกับชื่นชมบรรยากาศยามเย็นอย่างสงบโดยที่รอบข้างของเขามีมังกรและพยัคฆ์ตัวน้อยกำลังนอนหลับอยู่
"เชิญท่านผู้นำตระกูลเฟิง"เสียงที่สุขุมดังขึ้นจากปากของชายหนุ่มเป็นสัญญานบอกให้เฟิงหลินเทียนเข้ามาได้ และแน่นอนว่าเฟิงหลินเทียนก็เข้ามาในทันทีที่ได้รับฟัง
"คงต้องรบกวนประมุขเฟยเทียนแล้ว ข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องให้ท่านช่วยเหลือ"เฟิงหลินเทียนไม่อ้อมค้อมทันทีที่เข้ามาเขารีบกล่าวอย่างตรงประเด็นในทันที
"โอ้ ท่านช่างเป็นคนตรงไปตรงมา หากเช่นนั้นก็บอกมาเถิดว่าจะให้ข้าช่วยเรื่องอะไร หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไปข้าพร้อมจะช่วยเหลือท่าน"เฟยเทียนยกกาน้ำชาเทให้ชายหนุ่มเบื้องหน้าพร้อมกับยกยิ้ม แน่นอนหากช่วยได้เขาก็จะช่วยแน่นอนเพราะถึงอย่างไรการมีมิตรย่อมดีกว่าศัตรู
"หากประมุขเฟยว่าเช่นนั้นข้าก็ขอกล่าวอย่างตรงประเด็นเลยแล้วกัน ที่ข้ามาที่นี่เพราะต้องการเลือดจักรพรรดิมังกรสักสามหยดเท่านั้นเอง"
"เลือดจักรพรรดิมังกร!!"เฟยเทียนอุทานออกมาพร้อมหันไปหามังกรทองตัวน้องที่นอนหลับอยู่บนโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปฟังเรื่องราวของเฟิงหลินเทียนต่อ
"ไม่ปิดบังประมุขเฟย!! ข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง นางเกิดมาพร้อมกับกายศักดิ์สิทธิ์วิหคมังกรสวรรค์และการที่จะปลดผนึกพลังมันได้จำเป็นต้องใช้เลือดของวิหคเพลิงและมังกรที่ชนชั้นเท่าเทียมกันหรือเหนือกว่ามาเป็นตัวกระตุ้น ในเวลานี้ข้ามีเลือดวิหคเพลิงแล้วส่วนเลือดมังกรนั่นท่านก็รู้ว่ามันใช่ว่าจะหากันง่ายๆในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้แม้เป็นมังกรชนชั้นต่ำยังจัดว่าเป็นของหายาก ดังนั้นเมื่อว่าทราบว่าท่านมีจักรพรรดิมังกรทองอยู่ข้างกาย ข้าก็เลยอยากจะขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน"เฟิงหลินเทียนกล่าวตามความจริง เฟยหรงที่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะกล่าว
"ประมุขเฟิง แน่นอนเรื่องนี้ข้าย่อมช่วยท่านได้แต่ข้าเองก็มีข้อเเลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน ขอเพียงท่านมาร่วมเป็นหนึ่งในผุ้อาวุโสสูงสุดให้กับพวกเราอย่าว่าแต่สามหยดเลย สิบหยดข้าก็ให้ท่านได้"เฟยเทียนกล่าวข้อเสนอ เฟิงหลินเทียนอยู่ขั้นจักรพรรดิเทวะขั้นกลาง หากบวกกับจักรพรรดิมังกรทองหลงเสียวหยาและพยัคฆ์ขาวสามเนตรไป๋หู่ที่อยู่ระดับเดียวกันแล้วขุมกำลังของเขาก็จะถือว่าแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะได้ไปช่วยภรรยาของเขาเสียที
"เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ขอเพียงหอกระบี่ดาวตกของประมุขเฟยไม่ได้ทำอะไรผิดศิลธรรม ข้าเองก็ยินดี"เฟิงหลินเทียนกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว
"โอ้ ท่านตัดสินใจได้เร็วนัก ข้านึกว่าท่านจะต้องเก็บไปคิดสักวันสองวันเสียอีก"เฟยเทียนกล่าวด้วยความประหลาดใจ
"ไม่เห็นมีอะไรต้องคิดมาก ลำพังขุมกำลังของท่านหากไม่มีข้าก็ยังแข็งแกร่งเทียบเท่าสำนักชั้นนำของทวีปนี้อยู่แล้ว การที่ท่านชักชวนเช่นนี้พูดตรงๆพวกเราล้วนได้ประโยชน์ร่วมกัน ตระกูลเฟิงของข้าเองก็ขึ้นชื่อเรื่องการค้าและหอประมูลดังนั้นท่านส่งคนไปคุ้มกันพวกข้า ส่วนพวกข้าก็ขายสินค้าให้พวกท่านในราคาถูกลงทั้งยังเป็นกำลังให้ในช่วสงเวลาคับขันแล้วยังจะมีอะไรไม่ดีอีก"เฟิงหลินเทียนกล่าวอธิบาย แสดงให้เห็นว่าเขาคิดถึงข้อเสนอนี้เอาไว้แล้วนั่นเอง
"เช่นนั้นก็ยินดีต้อนรับผู้อาวุโสเฟิง นี่คือเลือดจักรพรรดิมังกรทองสิบหยดที่ท่านต้องการ แต่ในช่วงสองเดือนนับจากนี้ข้าขอให้ท่านรั้งอยู่ที่นี่ก่อนได้หรือไม่เพราะข้ามีธุระต้องไปทำที่ทวีประดับสูงเสียเล็กน้อย หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ"เฟยเทียนวางขวดหยกที่บรรจุเลือดสีทองเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับจักรพรรดิมังกรทองและพยัคฆ์ขาวสามเนตรที่พุ่งทยานออกนอกสาลาไปและขยายตัวใหญ่ราวกับจะปิดฟ้าได้ทั้งผืน
"ไม่มีปัญหา ขอท่านประมุขหอเดินทางปลอดภัย"เฟิงหลินเทียนกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม ในมือคว้าเอาขวดเลือดจักรพรรดิมังกรเก็บไว้ในแหวนมิติทันที
"ศิษย์และผุ้อาวุโสหอกระบี่ดาวตกทุกคนจงฟัง ข้าจะออกเดินทางไปทวีประดับสูงสักระยะในช่วงเวลาที่ข้าออกไปผุ้อาวุโสเฟิงหลินเทียนจะรับหน้าที่รักษาการณ์แทนข้า ดังนั้นคำสั่งของเขาก็ประดุจคำสั่งของข้าและให้ทุกคนทำตามอย่างเคร่งคลัด"เฟยเทียนกระโดดขึ้นไปบนหลังของจักรพรรดิมังกรทองหลงเสียวหยาพร้อมกับเสียงประกาศที่ดังกังวาลออกไปก่อนที่จักรพรรดิมังกรและพยัคฆ์ขาวสามเนตรจะพุ่งทายกลายเป็นเส้นแสงออกจากหอกระบี่ดาวตกไป
"น้อมส่งท่านประมุข!!"เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสทุกคนกล่าวพร้อมทำความเคารพในทันทีที่เห้นเส้นแสงสองสายพุ่งออกไปด้านนอกก่อนที่จะสถานการณ์จะกลับมาเป็นสภาพปกติ
ตัดภาพมาที่หุบเขาเปลวเพลิงขนาดใหญ่ในทวีปรัดับสูงที่เป็นสถานที่ตั้งของหุบเขาเทพสุริยัน ด้านในโถงขนาดใหญ่ใจกลางหุบเขาในเวลานี้เหล่าผู้อาวุโสของหุบเขาเทพสุริยันทุกคนกำลังนั่งคุกเข่าใบหน้าแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด เบื้องหน้าของพวกเขาในเวลานี้มีเหล่ารุ่นเยาว์ระดับจักรพรรดิและนักบุญจำนวนมากพร้อมทั้งพ่อบ้านเหยาที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าของรุ่นเยาว์ทั้งหมด แต่ด้านหน้าของพ่อบ้านเหยากลับกลับมีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำมาจากพลังปราณสีแดงสดเข้มข้นใบหน้าแสดงถึงความโกรธเกรี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่อาจบดบังความหล่อเหลาของเขาได้
"หุบเขาเทพสุริยันจะรับผิดชอบสำหรับการลงแรงที่สูญเปล่าของพวกข้าอย่างไร ประมุขหงเรื่องนี้ท่านต้องมีคำอธิบายให้กับพวกเรา"ชายหนุ่มที่นั่งอยู่กล่าวขึ้นพร้อมกับตบะระดับเทวะที่ถูกปลดปล่อยออกมาจนทุกคนในนั้นถึงกับหน้าซีดผืดกันไปตามๆกัน เห็นได้ชัดเลยว่าหากคำตอบที่ออกไปไม่เข้าหูอีกฝ่ายละก็ หุบเขาเทพสุริยันจะถูกลบออกไปจากทวีประดับสูงอย่างแน่นอน
"เรียนคุณชายเหยาหมิง เรื่องนี้ข้ายืนยันได้มันมีเปลวเพลิงสวรรค์อยู่จริงๆพวกข้าไม่ได้โกหกแน่นอน การที่มันหายไปเช่นนี้ข้าว่ามันต้องมีมือดีมาชิงไปเป็นแน่แท้"
"โอ้ ประมุขหงจะบอกว่ามีคนที่แข็งแกร่งถึงขนาดที่คนของข้าตรวจจับไม่ได้มาเอาไปงั้นหรือ!! ท่านรู้หรือเปล่าว่านิกายเพลิงสวรรค์ไร้สิ้นสุดของข้าคือนิกายที่ชื่นชอบเรื่องเปลวเพลิงสวรรค์เป็นอย่างมาก ศิษย์ทั่วไปจำเป็นต้องมีเปลวเพลิงอสูรใช้ทุกคน หากเป็นศิษย์สายในต้องมีเปลวเพลิงสวรรค์ที่ไม่ที่ติดอันดับเปลวเพลิงใช้ แต่สำหรับศิษย์หลักและผู้อาวุโสนั้นต้องมีเปลวเพลิงสวรรค์ที่ติดอันดับใช้ ท่านรู้หรือไม่ว่ามันหมายความว่ายังไง"
"มันหมายความว่าพวกเรามีจิตสัมผัสเปลวเพลิงที่มากกว่าคนอื่นยังไงละ หากมันมีคนอย่างที่ท่านว่าเอาเปลวเพลิงสวรรค์ไปจริงๆไม่มีทางที่พวกเราจะสัมผัสถึงเปลวเพลิงไม่ได้เลยเช่นนี้ ดังนั้นข้อกล่าวหาคงต้องถูกปัดตกไป"เหยาหมิงกล่าวอธิบายอย่างเมินเชย เสียงของเขาทำให้พวกหุบเขาเทพสุริยันทุกคนถึงกับสั่นกลัวกันไปตามๆกัน
ทางด้านหงหยวนเมื่อเห็นว่าหมดหนทางในการเจรจาแล้วเขาได้ทำในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดในทันที นั่นคือการขุบเปลวเพลิงสวรรค์ออกจากร่างกายนั่นเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานเปลวเพลิงสวรรค์สีส้มก็ได้ปรากฏอยุ่ต่อหน้าของเหยาฟ่านคุณในทันที
"ในเมื่อกล่าวเช่นนั้นข้าก็จะขอไถ่โทษด้วยเปลวเพลิงสวรรค์ของข้าแทน หวังว่าความสัมพันธุ์ของเราจะยังคงเหมือนเดิม"
"ฮ่าๆๆท่านช่างเป็นประมุขที่ยอดเยี่ยมจริงๆตัดสินใจได้ดีๆ"เหยาหมิงรีบนำกล่องหยกสีแดงออกมาและเปิดมันก่อนที่จะโบกมือให้ทำให้เปลวเพลิงสวรรค์สีส้มนั้นเข้าไปอยู่ในกล่องและเก็บมันในทันทีก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมกับบัลลังก์สีแดงเพลิงที่หายไป
"นิกายเพลิงสวรรค์ไร้สิ้นสุดนับจากนี้จะคอยหนุนหลังหุบเขาเทพสุริยัน หากไม่มีเรื่องอะไรแล้วพวกเราขอตัวลา"เหยาหมิงกล่าวพร้อมหันกายเตรียมจากไป
"เดี๋ยวก่อนขอรับ อีกหนึ่งสัปดาห์จะมีการแข่งขันของรุ่นเยาว์ของสี่สำนักใหญ่คุณชายสนใจที่จะเที่ยวชมหรือไม่ขอรับ"หงหยวนกล่าวชักชวนในทันทีแน่นอนว่าการที่เขาชักชวนอีกฝ่ายนี้เป้าหมายก็เพื่อแสดงถึงอำนาจของหุบเขาเทพสุริยันให้กับอีกสามสำนักได้ประจักษ์นั่นเอง
"โอ้ น่าสนใจดี งั้นพวกข้าจะอยู่ต่ออีกสักหน่อยก็แล้ว กันขอดูหน่อยว่าการประลองของรุ่นเยาว์ในทวีปนี้จะทำให้ข้าตื่นเต้นได้หรือเปล่า"เหยาหมิงกล่าวพร้อมกับเดินออกไปในทันที ทำให้ทั้งประมุขหงและเหล่าผู้อาวุโสพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกกันไปตามๆกัน
ห้าวันนับจากนั้นตรงบริเวณทวีปรอยต่อของทวีปศักดิ์สิทธิ์และทวีประดับสูงเฟยเทียนพร้อมทั้งจักรพรรดิมังกรทองและพยัคฆ์ขาวสามเนตรยังคงพุ่งทยานต่อไปด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่องก่อนที่พวกเขาจะหยุดชะงักลงท่ามกลางท้องนภาที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว
"ตามมาถึงห้าวันแล้ว ทำไมท่านถึงไม่ออกมาสักทีละพี่สาว"เฟยเทียนกล่าวอย่างเรียบเฉย ทางด้านขวาบริเวณที่มีหมู่เมฆปกคลุมหนาทึบมีหญิงสาวหน้าตางดงาม ผมสีเงินปลิวไสวไปตามสายลมพร้อมกับอาภรณ์สีขาวลวดลวยเกล็ดหิมะกำลังเดินเท้าเปล่าเหยียบย่างอากาศดูสูงส่งประดุจนางฟ้านางสวรรค์ ในมืออันเรียวงามถือขลุ่ยยกขาวที่เเกะสลักวิจิตรงดงาม
"น้องชายเฟยเทียนยังคงเฉียบคมเช่นเดิม ข้าเพียงออกมาเดินเล่นแล้วเห็นน้องชายกำลังเร่งรุดออกไปจากนิกายดังนั้นข้าจึงนึกสนใจตามมาอย่างไรละ"นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เดินเล่น!!พี่สาวเสวียเหม่ย การเดินเล่นของท่านช่างไกลจริงๆที่นี่เป็นเขตตะวันออกเชียวนะ ท่านผู้เป็นถึงประมุขแห่งพระราชวังเยือกแข็งที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตเหนืออย่างท่านกลับออกมาเที่ยวเล่นง่ายๆเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสของท่านไม่ตักเตือนบ้างหรือไง"เฟยเทียนกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย เห็นได้ชัดเลยว่าเขาและหญิงสาวนางนี้รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างมีเนื่องจากในตอนที่เฟยเทียนเข้ามายังทวีปศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากหญิงสาวคนนี้ไปไม่น้อยเลยนั่นเอง
"เอาน่าๆเอาเป็นว่าเส้นทางนับจากนี้พี่สาวขอไปด้วยก็แล้วกันได้หรือไม่พยัคฆ์ขาวน้อย"เสวียเหม่ยก้าวเท้าของนางเพียงเก้าเดียวนางก็ขึ้นมาอยู่บนหลังของพยัคฆ์ขาวสามเนตรไป๋หู่เป็นที่เรียบร้อย ในเวลานี้ทั้งสองสัตว์เทพไม่รุ้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่ว่านางจะอยากขึ้นไปนั่งบนหลังหรือบนหัวใครพวกเขาก็ได้แต่ต้องจำยอมนั่นเพราะเมื่อก่อนทั้งสองเคยปะทะกับนางแต่กลับถูกนางจัดการอย่างง่ายดายนั่นเอง
"เห้อ ตกลงถึงอย่างไรก็แค่เดือนสองเดือนคงไม่ทำให้นิกายท่านวุ่นวายหรอกมั้ง"เฟยเทียนกล่าวอย่างหน่ายใจ จักรพรรดิมังกรและพยัคฆ์ขาวสามเนตรพุ่งตรงต่อไปเป้าหมายคือหอกระบี่ดาวตกนั่นเอง