ตอนที่ 80 นับว่างดงามมาก แต่ท่านมิหนาวหรือ
ในขณะนั้นเอง บรรดาสมาชิกตระกูลกู้ทั้งหมดต่างนิ่งอึ้งไปทันที
พวกเขาเตรียมตัวพร้อมที่จะประมือต้านทาน แต่กลับมิคาดคิดเลยว่าผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะผู้นี้จะมาเพื่อกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้
“หรือว่าจะเป็นแผนการบางอย่าง”
“ภายนอกบอกว่าจะรับเรากลับตระกูล แต่แท้จริงแล้วกลับตั้งใจจะสังหารพวกเราทิ้งทั้งหมด”
ในทันที บรรดาสมาชิกตระกูลกู้ภายในจวนต่างตั้งข้อสงสัย เผยสีหน้าเคร่งขรึมขมวดคิ้วแน่น ก่อนพยายามคิดใคร่ครวญว่าแผนการของกู้ฉางเกอคือสิ่งใดกันแน่
“ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่ากู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใดกันแน่…”
“แต่ต่อให้เขากล้าหาญเพียงใด ก็คงมิอาจโจมตีเราได้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้”
แม้หลายคนจะรู้สึกสนใจที่จะได้กลับไปยังตระกูลกู้ แต่ก็มิได้โง่เขลาพอที่จะมิระมัดระวังตัว พวกเขาต่างคิดว่าต้องมีแผนร้ายแฝงอยู่แน่
ฟึ่บ!
ในชั่วพริบตา สมาชิกตระกูลกู้หลายคนก็ปรากฏตัวออกมา ก่อนเดินออกมาจากนครโบราณแห่งนั้น
แม้พวกเขาจะถูกผนึกพลังในช่วงที่ถูกเนรเทศ มิอาจใช้พลังได้ดังที่อยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุด ทว่ารัศมีบารมีของผู้ที่เคยครองอำนาจสูงสุดก็ยังคงฉายชัด
ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรและสรรพชีวิตทั่วทั้งนครโบราณต่างจับจ้องมองดูเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง
ระหว่างเขตแดนชั้นนอกและเขตแดนชั้นในนั้นมีความต่างชั้นห่างไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้ หากให้เปรียบเทียบแล้วก็คงจะเสมือนกับระหว่างพวกมันเต็มไปด้วยทรายละเอียดแห่งคงคานับอนันต์ จึงแทบมิมีผู้ใดคาดคิดว่าสมาชิกตระกูลกู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ จะเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้ทรงอำนาจอันน่าหวาดกลัวแห่งนั้นได้
“เจ้าคือผู้ที่กู้ฉางเกอส่งมาหรือ”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูมีอำนาจในตัวโดยมิต้องเผยแสดงออก จ้องมองผู้อาวุโสหมิงพร้อมกับเอ่ยถามด้วยเสียงเข้ม
“ข้าน้อยคือคนที่นายน้อยส่งมา ในฐานะผู้สืบทอดแห่งตระกูลกู้ในอนาคต นายน้อยได้รับสั่งให้ข้านำพาสมาชิกตระกูลในที่แห่งนี้มุ่งหน้ากลับไปยังตระกูล”
ผู้อาวุโสหมิงเอ่ยตอบคำถามตามคำสั่งที่กู้ฉางเกอได้มอบหมายไว้
แท้จริงแล้ว ผู้อาวุโสหมิงเองก็มิอาจทราบได้ว่าเหตุใดสายตระกูลนี้จึงได้ถูกเนรเทศมายังที่แห่งนี้ได้
ในตระกูลกู้ เขามิอาจย่างกรายเข้าสู่เกาะหลักได้ เขาเป็นแค่เพียงข้ารับใช้เท่านั้น
ทว่าเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขากลับพอจะได้ฟังมาบ้างเล็กน้อย ทว่านั่นกลับเป็นเรื่องต้องห้ามที่มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง
เขาเองก็มิกล้าคิดลึกเกินไป เนื่องด้วยนั่นอาจทำให้ศีรษะของเขาหลุดออกจากบ่าได้
“จะให้กู้ฉางเกอรับช่วงต่อตระกูลกู้หรือ ฮึ! ดูท่าคงคิดว่าพวกเราสายนี้หมดพิษสงไปแล้วสินะ”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเย็นชา พร้อมกับกล่าวต่อ “หมาป่าน้อยตัวหนึ่ง ยังจะหวังให้มันกลับใจได้อีกหรือไร”
คนอื่นๆ เองก็แสดงสีหน้าเรียบเฉยอย่างชัดเจน ดูมิยี่หระกับข้อเสนอนี้
ผู้อาวุโสหมิงกล่าวเสริมตามคำสั่งของกู้ฉางเกอว่า
“นายน้อยบอกว่าจะคืนความยุติธรรมให้กับสายตระกูลของพวกท่าน ส่วนพวกท่านจะเชื่อหรือไม่ก็มิสำคัญอันใด อีกทั้งนายน้อยยังกล่าวอีกว่าท่านลุงและท่านอาในคุกของตระกูล เขาอาจพิจารณาปล่อยตัวไปได้เช่นกัน…”
นี่เป็นคำพูดที่กู้ฉางเกอกำชับให้เขากล่าวพูด มิเช่นนั้นถึงแม้ให้เขามิความหาญกล้ากว่านี้เป็นร้อยเท่า เขาก็มิบังอาจกล้าเอ่ยถึงเรื่องต้องห้ามเช่นนี้
“หมาป่าน้อยตัวนี้จะกลับใจจริงหรือ”
ชายวัยกลางคนถึงกับชะงักไปเล็กน้อยหลังจากที่ได้ฟังคำ น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความคลางแคลงใจ
ถ้อยคำเช่นนี้มิเหมาะสมกับผู้ที่มีลักษณะนิสัยดังเช่นกู้ฉางเกอ
ส่วนจะเป็นแผนร้ายหรือไม่นั้น เขากลับมั่นใจในตระกูลกู้สายอื่นว่าจะมิมีผู้ใดคิดร้ายต่อสายโลหิตตระกูลเดียวกันนอกจากกู้ฉางเกอ
ในทันที สมาชิกตระกูลสายนี้เริ่มกระซิบกระซาบหารือกัน
ที่พวกเขาถูกบีบคั้นให้ออกมาอยู่ในเขตแดนชั้นนอกเช่นนี้ เป็นเพราะแรงกดดันจากสายตระกูลของกู้ฉางเกอ
กล่าวกันตามตรงแล้ว หลังจากคุ้นชินกับการอยู่ในตระกูลหลักแล้ว นั้น พื้นที่ในเขตแดนชั้นนอกที่ดูเหมือนจะรุ่งเรืองนี้กลับกลายเป็นดินแดนรกร้างอันไร้ค่าในสายตาพวกเขา
การได้กลับไปยังตระกูล ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างถึงที่สุด
แต่สิ่งที่พวกเขามิอาจเข้าใจได้ก็คือ เหตุใดกู้ฉางเกอถึงยอมทำเช่นนี้
“หรือว่านี่เป็นแรงกดดันจากผู้อาวุโสทั้งหลาย มิเช่นนั้นด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอ คงมิมีทางได้เป็นผู้สืบทอดแน่”
มินานนัก พวกเขาก็นึกถึงเรื่องนี้ และเผยรอยยิ้มเย็นออกมา ก่อนรู้สึกว่าคำอธิบายนี้นับว่าสมเหตุสมผลที่สุด
กู้ฉางเกอต้องการรับช่วงต่อตระกูล ทว่าผู้อาวุโสในตระกูลกลับมิเห็นด้วย
สุดท้ายมิมีทางเลือก จึงต้องใช้วิธีประนีประนอมเช่นนี้
นั่นคือการยอมให้พวกเขากลับไปยังตระกูล และกู้ฉางเกอก็ได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายน้อยในอนาคต
สำหรับเรื่องนี้นั้นผู้อาวุโสหมิงเองก็มิอาจทราบได้ ทว่ากู้ฉางเกอก็ได้เตรียมคำพูดนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องด้วยเพราะเขาคาดเดาได้ว่ากลุ่มคนเบื้องหน้านี้จะต้องคิดเช่นนี้อย่างแน่นอน
“เมื่อพวกท่านกลับสู่ตระกูล ทุกอย่างย่อมกระจ่างชัดเอง ไยต้องระแวงสงสัยในตอนนี้เล่า”
“มิอาจปล่อยให้การประนีประนอมของเหล่าผู้อาวุโสต้องสูญเปล่าได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายวัยกลางคนและคนอื่นๆ ก็เกิดความลังเล แม้จะพยายามระงับความตื่นเต้นในใจเอาไว้
การกลับสู่ตระกูลกู้ ภายใต้สายตาของบรรดาสมาชิกในตระกูล ย่อมทำให้กู้ฉางเกอมิกล้าทำอันใดโดยพลการได้ หากเขามิคิดที่จะหาญกล้าก่อความแตกแยกในตระกูล
ในขณะเดียวกัน กู้เซียนเอ๋อร์ที่แอบมองดูเหตุการณ์นี้อยู่ในมุมลับก็พลันรู้สึกสับสน
สิ่งที่เกิดขึ้นช่างแตกต่างไปจากที่นางคาดไว้โดยสิ้นเชิง
แรกเริ่มนั้น นางคิดว่าชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำผู้นี้จะมาที่นี่เพื่อกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
ทว่าเมื่อได้ยินว่าเขามาตามคำสั่งของกู้ฉางเกอเพื่อนำสมาชิกตระกูลกลับไป นางก็ถึงกับงุนงง
โดยสัญชาตญาณนั้น นางคิดว่านี่ต้องเป็นแผนการบางอย่างของเขาแน่
ยิ่งอยู่ใกล้ชิดเขา ยิ่งเผยให้เห็นสีหน้าท่าทางของชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำ ซึ่งดูอบอุ่นและสุภาพ จนมิน่าจะเป็นการเสแสร้ง
“ตระกูลกู้เกิดอันใดขึ้น กู้ฉางเกอจะมีน้ำใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ถึงกับส่งข้ารับใช้มาทำเรื่องเช่นนี้หรือ”
สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของนางช่างน่าเหลือเชื่อ นางมิเชื่อว่าท่านพี่ผู้ใจแข็งและเย็นชาผู้นั้นจะปล่อยให้สมาชิกในตระกูลของนางรอดไปได้
นางรู้ดีว่าที่สมาชิกตระกูลของนางยังมีชีวิตที่ดีอยู่บ้าง ก็เป็นเพราะการคุ้มครองจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล หาใช่เพราะกู้ฉางเกอไม่
“ข้าจะดูให้แน่ชัดว่ากู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใด เขามิมีทางจะมิจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ได้แน่”
“ทว่าตอนนี้ข้ายังมิอาจเปิดเผยตัวตนได้ แต่เมื่อเห็นว่าคนในตระกูลปลอดภัย ข้าก็สบายใจขึ้นได้บ้าง…”
กู้เซียนเอ๋อร์เฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากเงามืด
นางมิได้เผยตัว และมิได้ลงมือทำสิ่งใด
นางเพียงแต่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ มองดูตลอดเวลาที่สมาชิกตระกูลเริ่มทยอยเก็บข้าวของ ก่อนจะจากไปอย่างเงียบๆ
ก่อนที่นางจะออกจากหมู่บ้านท้อโบราณ อาจารย์ใหญ่ก็ได้มอบของสำคัญชิ้นหนึ่งให้กับนางเอาไว้ พร้อมกับกำชับให้นางเดินทางไปยัง ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เพื่อพบผู้อาวุโสใหญ่
ว่ากันว่าผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้คือหนึ่งในผู้ทรงพลังที่น่าหวาดกลัวที่สุดในแดนสวรรค์ และเคยติดหนี้บุญคุณอาจารย์ใหญ่ของนาง
ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์คือหนึ่งในสำนักเซียนอันเป็นอมตะนิรันดร์ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในแดนสวรรค์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานลึกซึ้ง
ชนเผ่าจักรพรรดิ ราชวงศ์ หรือเผ่าพันธุ์เซียนจำนวนมากต่างมักส่งสมาชิกในตระกูลไปฝึกบำเพ็ญเพียรในที่แห่งนั้น
ยังมีคำกล่าวอีกว่า ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มีต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับเหล่าเซียนในยุคบรรพกาล สืบทอดความลับเซียนและคัมภีร์โบราณมากมาย
ด้วยพลังฝีมือที่ยังมิแข็งแกร่งพอ นางจึงต้องเพียรพยายามฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักต่อไป หากคิดจะท้าทายท่านพี่เพื่อแย่งชิงทุกสิ่งกลับคืนมา!
…
เกาะหลักในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ณ เขตแดนชั้นในแห่งแดนสวรรค์
ภูเขาด้านหลังบนเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่กู้ฉางเกอพำนักอยู่
อักขระค่ายกลล้อมรอบทุกทิศทาง ป้องกันการรบกวนจากบุคคลภายนอก บนเกาะนี้จึงมิมีผู้ใดอยู่อาศัยนอกจากเขา
ที่กลางสระน้ำซึ่งรายล้อมด้วยหมอกบางๆ แผ่กลิ่นอายเซียนออกมา พร้อมสาดส่องด้วยแสงทอประกายอันเจิดจ้า
ร่างหนึ่งซึ่งทั้งสง่างามและอ่อนช้อยกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางสระ
น้ำในสระส่องแสงระยิบระยับ
เปลวเพลิงสีแดงเข้มหมุนวนอยู่ในนั้น ปนเปด้วยสีทองแดง ทำให้ภาพเบื้องหน้าดูแสนวิจิตรและตระการตา
ปรากฏแสงแห่งมงคลนับพันสาย พวยพุ่งราวกับจะบรรลุถึงแดนแห่งเซียน
รอบสระเต็มไปด้วยวัตถุอันล้ำค่า ทั้งสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์อายุนับแสนปี วัตถุดิบเทพชั้นเลิศ และของเหลววิญญาณ
สิ่งเหล่านี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลเวียนเข้าสู่สระน้ำแห่งนั้นอย่างต่อเนื่อง
ความเจิดจรัสนั้นแทบจะสร้างดินแดนแห่งเซียนขึ้นใหม่ได้
หากปรมาจารย์ด้านการปรุงโอสถมาเห็นภาพนี้เข้า ก็คงจะต้องร้องเสียงดังว่านี่เป็นการสิ้นเปลืองเกินไป ทั้งต้องรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
เพราะวัตถุดิบแต่ละชิ้นนั้นหาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก แม้เป็นในงานประมูลก็ยังยากที่จะได้มาครอบครอง
มินานนัก เสียงแห่งความอึกทึกก็ค่อยๆ สงบลง กลายเป็นกลิ่นอายพลังกดดันอันทรงพลังและน่ากลัวที่แผ่กระจายออกมา
นี่คือพลังกดดันในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นถึงกลิ่นอายพลังของผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์!
ซ่า!
พร้อมกับเสียงน้ำนั้น
ร่างของเยี่ยนจีก็ย่างกรายออกมาจากสระ ดวงตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยแววของความปิติยินดี
“คุณชายกู้…”
นางมองเห็นกู้ฉางเกอที่ยืนอยู่มิไกล ดวงตาเย็นชาของนางเต็มไปด้วยความดีใจ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางออกมา
กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเผยความชื่นชม
“นับว่ามิเลว”
ทรัพยากรที่ใช้ไปมากมายเช่นนี้นับว่ามิสูญเปล่า
ร่างนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบไร้ซึ่งตำหนิ ราวกับถูกปั้นแต่งร่างขึ้นโดยเทพเจ้า
โครงกระดูกศักดิ์สิทธิ์ รูปลักษณ์งดงามราวกับเซียน บริสุทธิ์เย็นเยียบ ทว่ากลับมีเปลวเพลิงสีทองแดงอ่อนๆ เต้นระริกตามเรือนผม
คำเดียวที่ผุดขึ้นในความคิดของกู้ฉางเกอนั้นก็คือ ทั้งบริสุทธิ์และเย้ายวน
“คุณชายกู้... งดงามหรือไม่เจ้าคะ”
เยี่ยนจีหมุนกายเบาๆ เบื้องหน้ากู้ฉางเกอ
นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางปรากฏตัวในร่างสมบูรณ์แทนที่จะเป็นร่างของเศษเสี้ยววิญญาณ
กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบว่า “นับว่างดงามมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนจีก็เผยรอยยิ้มกว้างขึ้น ความสุขแสดงออกฉายชัดออกมาแม้แต่ในแววตาและปลายคิ้ว
“แต่... ท่านมิหนาวหรือ”
คำถามของกู้ฉางเกอทำให้นางชะงักไป
“เอ๊ะ...”
เยี่ยนจีพลันตัวแข็งทื่อ ก่อนจะค่อยๆ ตระหนักถึงบางสิ่ง
หลังจากนางกลับมามีร่างกายสมบูรณ์แล้ว นางมิได้เหมือนตอนที่เป็นเศษเสี้ยววิญญาณอีกต่อไป
ตอนนี้... นางมิได้สวมใส่สิ่งใดเลย
และนางเพิ่งจะหมุนตัวรอบหนึ่งต่อหน้ากู้ฉางเกอใช่หรือไม่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางถึงกับนิ่งงัน ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม
ดวงตาของนางสบเข้ากับสายตาของกู้ฉางเกอที่ฉายแววขี้เล่น นางรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“น่าอายเกินไปแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอมิได้คิดจะหยอกล้อนางเล่นอีกต่อไป
เขาหยิบเสื้อคลุมสีขาวออกมาคลุมให้กับนาง
ยังมีเวลาอยู่กับนางในอนาคตอีกมาก
ทว่าตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่เขาต้องมอบหมายให้กับนาง
ด้วยพลังในระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ของนางนี้ สามารถช่วยสำรวจบางสิ่งให้เขาได้
“ขอบคุณคุณชาย”
แม้เยี่ยนจีจะยังรู้สึกอับอาย ทว่านางก็มิใช่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรธรรมดา นางฝึกฝนมานานนับหลายพันปี มินานนักจิตใจของนางก็สงบลงได้
แม้กระนั้น ใบหน้าของนางก็ยังคงฉายชัดด้วยสีแดงระเรื่อ
“ข้าอยากให้ท่านไปสำรวจเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ ในเขตแดนชั้นนอก ว่าในส่วนลึกของที่แห่งนั้นมีสิ่งใดพิเศษหรือไม่ หากพบสิ่งใดผิดปกติ ก็ให้ติดต่อข้าได้ตลอดเวลา”
“นี่คือยันต์ทำลายมิติ หากพบศัตรูที่แข็งแกร่งจนสู้มิได้เข้า ก็ให้ใช้มันหลบหนีได้ และอย่าได้คิดลังเลสิ่งใด การรักษาชีวิตไว้ย่อมถือเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหยิบยันต์ทำลายมิติออกมาจากคลังของระบบและส่งให้นาง
สิ่งนี้จะช่วยให้นางหลีกหนีจากภัยอันตรายในยามคับขันได้
แน่นอนว่าต้องมิได้พบเจอกับเหล่าอสูรเฒ่าแห่งบรรพกาลที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ยันต์ทำลายมิตินี้สามารถเจาะผ่านม่านกำแพงของโลกได้อย่างง่ายดาย หากเยี่ยนจีเผชิญหน้ากับอันตรายใดแล้วก็สามารถใช้มันเพื่อหลบหนีได้
สำหรับเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่กู้เซียนเอ๋อร์เคยไปเยือนในอดีตนั้น ตามแบบฉบับทั่วไปแล้วนับเป็นสถานที่ที่มิมีผู้ใดกล้าเข้าไป ที่แห่งนั้นมักซ่อนโอกาสอันยิ่งใหญ่หรือภัยอันตรายร้ายแรงเอาไว้
ด้วยพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยนจี การจะข้ามไปยังเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์นั้นมิใช่เรื่องยาก นางจึงสามารถช่วยเขาสำรวจเบื้องหลังของกู้เซียนเอ๋อร์ในปัจจุบันได้
เมื่อเขาทราบถึงเบื้องหลังของนาง จะได้วางแผนเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
หากจะส่งสมาชิกตระกูลกู้ผู้อื่นไปแทนนั้น
ด้วยอำนาจที่กู้ฉางเกอมีในตอนนี้ เขายังมิสามารถสั่งการผู้ที่มีพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ได้
อีกทั้งสมาชิกในตระกูลกู้ส่วนใหญ่ยังถูกจับตามองอยู่
หากเขาส่งคนไปยังเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ เหล่าผู้อาวุโสย่อมต้องเชื่อมโยงเรื่องราวไปถึงกู้เซียนเอ๋อร์
กู้ฉางเกอมิต้องการให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องพังทลายลง
“เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์อย่างนั้นหรือ ข้าทราบแล้ว คุณชายโปรดวางใจ”
เมื่อได้ฟังคำสั่ง เยี่ยนจีก็พยักหน้าและรับยันต์ทำลายมิติแผ่นนั้นไว้
ในเมื่อเป็นคำสั่งของกู้ฉางเกอ นางย่อมต้องทำให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี