[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 80 นับว่างดงามมาก แต่ท่านมิหนาวหรือ

    ตอนที่ 80 นับว่างดงามมาก แต่ท่านมิหนาวหรือ

            ในขณะนั้นเอง บรรดาสมาชิกตระกูลกู้ทั้งหมดต่างนิ่งอึ้งไปทันที

            พวกเขาเตรียมตัวพร้อมที่จะประมือต้านทาน แต่กลับมิคาดคิดเลยว่าผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะผู้นี้จะมาเพื่อกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้

            “หรือว่าจะเป็นแผนการบางอย่าง”

            “ภายนอกบอกว่าจะรับเรากลับตระกูล แต่แท้จริงแล้วกลับตั้งใจจะสังหารพวกเราทิ้งทั้งหมด”

            ในทันที บรรดาสมาชิกตระกูลกู้ภายในจวนต่างตั้งข้อสงสัย เผยสีหน้าเคร่งขรึมขมวดคิ้วแน่น ก่อนพยายามคิดใคร่ครวญว่าแผนการของกู้ฉางเกอคือสิ่งใดกันแน่

            “ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่ากู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใดกันแน่…”

            “แต่ต่อให้เขากล้าหาญเพียงใด ก็คงมิอาจโจมตีเราได้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้”

            แม้หลายคนจะรู้สึกสนใจที่จะได้กลับไปยังตระกูลกู้ แต่ก็มิได้โง่เขลาพอที่จะมิระมัดระวังตัว พวกเขาต่างคิดว่าต้องมีแผนร้ายแฝงอยู่แน่

            ฟึ่บ!

            ในชั่วพริบตา สมาชิกตระกูลกู้หลายคนก็ปรากฏตัวออกมา ก่อนเดินออกมาจากนครโบราณแห่งนั้น

            แม้พวกเขาจะถูกผนึกพลังในช่วงที่ถูกเนรเทศ มิอาจใช้พลังได้ดังที่อยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุด ทว่ารัศมีบารมีของผู้ที่เคยครองอำนาจสูงสุดก็ยังคงฉายชัด

            ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรและสรรพชีวิตทั่วทั้งนครโบราณต่างจับจ้องมองดูเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง

            ระหว่างเขตแดนชั้นนอกและเขตแดนชั้นในนั้นมีความต่างชั้นห่างไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้ หากให้เปรียบเทียบแล้วก็คงจะเสมือนกับระหว่างพวกมันเต็มไปด้วยทรายละเอียดแห่งคงคานับอนันต์ จึงแทบมิมีผู้ใดคาดคิดว่าสมาชิกตระกูลกู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ จะเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้ทรงอำนาจอันน่าหวาดกลัวแห่งนั้นได้

            “เจ้าคือผู้ที่กู้ฉางเกอส่งมาหรือ”

            ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูมีอำนาจในตัวโดยมิต้องเผยแสดงออก จ้องมองผู้อาวุโสหมิงพร้อมกับเอ่ยถามด้วยเสียงเข้ม

            “ข้าน้อยคือคนที่นายน้อยส่งมา ในฐานะผู้สืบทอดแห่งตระกูลกู้ในอนาคต นายน้อยได้รับสั่งให้ข้านำพาสมาชิกตระกูลในที่แห่งนี้มุ่งหน้ากลับไปยังตระกูล”

            ผู้อาวุโสหมิงเอ่ยตอบคำถามตามคำสั่งที่กู้ฉางเกอได้มอบหมายไว้

            แท้จริงแล้ว ผู้อาวุโสหมิงเองก็มิอาจทราบได้ว่าเหตุใดสายตระกูลนี้จึงได้ถูกเนรเทศมายังที่แห่งนี้ได้

            ในตระกูลกู้ เขามิอาจย่างกรายเข้าสู่เกาะหลักได้ เขาเป็นแค่เพียงข้ารับใช้เท่านั้น

            ทว่าเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขากลับพอจะได้ฟังมาบ้างเล็กน้อย ทว่านั่นกลับเป็นเรื่องต้องห้ามที่มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง

            เขาเองก็มิกล้าคิดลึกเกินไป เนื่องด้วยนั่นอาจทำให้ศีรษะของเขาหลุดออกจากบ่าได้

            “จะให้กู้ฉางเกอรับช่วงต่อตระกูลกู้หรือ ฮึ! ดูท่าคงคิดว่าพวกเราสายนี้หมดพิษสงไปแล้วสินะ”

            ชายวัยกลางคนหัวเราะเย็นชา พร้อมกับกล่าวต่อ “หมาป่าน้อยตัวหนึ่ง ยังจะหวังให้มันกลับใจได้อีกหรือไร”

            คนอื่นๆ เองก็แสดงสีหน้าเรียบเฉยอย่างชัดเจน ดูมิยี่หระกับข้อเสนอนี้

            ผู้อาวุโสหมิงกล่าวเสริมตามคำสั่งของกู้ฉางเกอว่า

            “นายน้อยบอกว่าจะคืนความยุติธรรมให้กับสายตระกูลของพวกท่าน ส่วนพวกท่านจะเชื่อหรือไม่ก็มิสำคัญอันใด อีกทั้งนายน้อยยังกล่าวอีกว่าท่านลุงและท่านอาในคุกของตระกูล เขาอาจพิจารณาปล่อยตัวไปได้เช่นกัน…”

            นี่เป็นคำพูดที่กู้ฉางเกอกำชับให้เขากล่าวพูด มิเช่นนั้นถึงแม้ให้เขามิความหาญกล้ากว่านี้เป็นร้อยเท่า เขาก็มิบังอาจกล้าเอ่ยถึงเรื่องต้องห้ามเช่นนี้

            “หมาป่าน้อยตัวนี้จะกลับใจจริงหรือ”

            ชายวัยกลางคนถึงกับชะงักไปเล็กน้อยหลังจากที่ได้ฟังคำ น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความคลางแคลงใจ

            ถ้อยคำเช่นนี้มิเหมาะสมกับผู้ที่มีลักษณะนิสัยดังเช่นกู้ฉางเกอ

            ส่วนจะเป็นแผนร้ายหรือไม่นั้น เขากลับมั่นใจในตระกูลกู้สายอื่นว่าจะมิมีผู้ใดคิดร้ายต่อสายโลหิตตระกูลเดียวกันนอกจากกู้ฉางเกอ

            ในทันที สมาชิกตระกูลสายนี้เริ่มกระซิบกระซาบหารือกัน

            ที่พวกเขาถูกบีบคั้นให้ออกมาอยู่ในเขตแดนชั้นนอกเช่นนี้ เป็นเพราะแรงกดดันจากสายตระกูลของกู้ฉางเกอ

            กล่าวกันตามตรงแล้ว หลังจากคุ้นชินกับการอยู่ในตระกูลหลักแล้ว นั้น พื้นที่ในเขตแดนชั้นนอกที่ดูเหมือนจะรุ่งเรืองนี้กลับกลายเป็นดินแดนรกร้างอันไร้ค่าในสายตาพวกเขา

            การได้กลับไปยังตระกูล ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างถึงที่สุด

            แต่สิ่งที่พวกเขามิอาจเข้าใจได้ก็คือ เหตุใดกู้ฉางเกอถึงยอมทำเช่นนี้

            “หรือว่านี่เป็นแรงกดดันจากผู้อาวุโสทั้งหลาย มิเช่นนั้นด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอ คงมิมีทางได้เป็นผู้สืบทอดแน่”

            มินานนัก พวกเขาก็นึกถึงเรื่องนี้ และเผยรอยยิ้มเย็นออกมา ก่อนรู้สึกว่าคำอธิบายนี้นับว่าสมเหตุสมผลที่สุด

            กู้ฉางเกอต้องการรับช่วงต่อตระกูล ทว่าผู้อาวุโสในตระกูลกลับมิเห็นด้วย

            สุดท้ายมิมีทางเลือก จึงต้องใช้วิธีประนีประนอมเช่นนี้

            นั่นคือการยอมให้พวกเขากลับไปยังตระกูล และกู้ฉางเกอก็ได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายน้อยในอนาคต

            สำหรับเรื่องนี้นั้นผู้อาวุโสหมิงเองก็มิอาจทราบได้ ทว่ากู้ฉางเกอก็ได้เตรียมคำพูดนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องด้วยเพราะเขาคาดเดาได้ว่ากลุ่มคนเบื้องหน้านี้จะต้องคิดเช่นนี้อย่างแน่นอน

            “เมื่อพวกท่านกลับสู่ตระกูล ทุกอย่างย่อมกระจ่างชัดเอง ไยต้องระแวงสงสัยในตอนนี้เล่า”

            “มิอาจปล่อยให้การประนีประนอมของเหล่าผู้อาวุโสต้องสูญเปล่าได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ชายวัยกลางคนและคนอื่นๆ ก็เกิดความลังเล แม้จะพยายามระงับความตื่นเต้นในใจเอาไว้

            การกลับสู่ตระกูลกู้ ภายใต้สายตาของบรรดาสมาชิกในตระกูล ย่อมทำให้กู้ฉางเกอมิกล้าทำอันใดโดยพลการได้ หากเขามิคิดที่จะหาญกล้าก่อความแตกแยกในตระกูล

            ในขณะเดียวกัน กู้เซียนเอ๋อร์ที่แอบมองดูเหตุการณ์นี้อยู่ในมุมลับก็พลันรู้สึกสับสน

            สิ่งที่เกิดขึ้นช่างแตกต่างไปจากที่นางคาดไว้โดยสิ้นเชิง

            แรกเริ่มนั้น นางคิดว่าชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำผู้นี้จะมาที่นี่เพื่อกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก

            ทว่าเมื่อได้ยินว่าเขามาตามคำสั่งของกู้ฉางเกอเพื่อนำสมาชิกตระกูลกลับไป นางก็ถึงกับงุนงง

            โดยสัญชาตญาณนั้น นางคิดว่านี่ต้องเป็นแผนการบางอย่างของเขาแน่

            ยิ่งอยู่ใกล้ชิดเขา ยิ่งเผยให้เห็นสีหน้าท่าทางของชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำ ซึ่งดูอบอุ่นและสุภาพ จนมิน่าจะเป็นการเสแสร้ง

            “ตระกูลกู้เกิดอันใดขึ้น กู้ฉางเกอจะมีน้ำใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ถึงกับส่งข้ารับใช้มาทำเรื่องเช่นนี้หรือ”

            สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของนางช่างน่าเหลือเชื่อ นางมิเชื่อว่าท่านพี่ผู้ใจแข็งและเย็นชาผู้นั้นจะปล่อยให้สมาชิกในตระกูลของนางรอดไปได้

            นางรู้ดีว่าที่สมาชิกตระกูลของนางยังมีชีวิตที่ดีอยู่บ้าง ก็เป็นเพราะการคุ้มครองจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล หาใช่เพราะกู้ฉางเกอไม่

            “ข้าจะดูให้แน่ชัดว่ากู้ฉางเกอคิดจะทำสิ่งใด เขามิมีทางจะมิจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ได้แน่”

            “ทว่าตอนนี้ข้ายังมิอาจเปิดเผยตัวตนได้ แต่เมื่อเห็นว่าคนในตระกูลปลอดภัย ข้าก็สบายใจขึ้นได้บ้าง…”

            กู้เซียนเอ๋อร์เฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากเงามืด

            นางมิได้เผยตัว และมิได้ลงมือทำสิ่งใด

            นางเพียงแต่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ มองดูตลอดเวลาที่สมาชิกตระกูลเริ่มทยอยเก็บข้าวของ ก่อนจะจากไปอย่างเงียบๆ

            ก่อนที่นางจะออกจากหมู่บ้านท้อโบราณ อาจารย์ใหญ่ก็ได้มอบของสำคัญชิ้นหนึ่งให้กับนางเอาไว้ พร้อมกับกำชับให้นางเดินทางไปยัง ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เพื่อพบผู้อาวุโสใหญ่

            ว่ากันว่าผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้คือหนึ่งในผู้ทรงพลังที่น่าหวาดกลัวที่สุดในแดนสวรรค์ และเคยติดหนี้บุญคุณอาจารย์ใหญ่ของนาง

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์คือหนึ่งในสำนักเซียนอันเป็นอมตะนิรันดร์ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในแดนสวรรค์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานลึกซึ้ง

            ชนเผ่าจักรพรรดิ ราชวงศ์ หรือเผ่าพันธุ์เซียนจำนวนมากต่างมักส่งสมาชิกในตระกูลไปฝึกบำเพ็ญเพียรในที่แห่งนั้น

            ยังมีคำกล่าวอีกว่า ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มีต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับเหล่าเซียนในยุคบรรพกาล สืบทอดความลับเซียนและคัมภีร์โบราณมากมาย

            ด้วยพลังฝีมือที่ยังมิแข็งแกร่งพอ นางจึงต้องเพียรพยายามฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักต่อไป หากคิดจะท้าทายท่านพี่เพื่อแย่งชิงทุกสิ่งกลับคืนมา!

            …

            เกาะหลักในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ณ เขตแดนชั้นในแห่งแดนสวรรค์

            ภูเขาด้านหลังบนเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่กู้ฉางเกอพำนักอยู่

            อักขระค่ายกลล้อมรอบทุกทิศทาง ป้องกันการรบกวนจากบุคคลภายนอก บนเกาะนี้จึงมิมีผู้ใดอยู่อาศัยนอกจากเขา

            ที่กลางสระน้ำซึ่งรายล้อมด้วยหมอกบางๆ แผ่กลิ่นอายเซียนออกมา พร้อมสาดส่องด้วยแสงทอประกายอันเจิดจ้า

            ร่างหนึ่งซึ่งทั้งสง่างามและอ่อนช้อยกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางสระ

            น้ำในสระส่องแสงระยิบระยับ 

            เปลวเพลิงสีแดงเข้มหมุนวนอยู่ในนั้น ปนเปด้วยสีทองแดง ทำให้ภาพเบื้องหน้าดูแสนวิจิตรและตระการตา

            ปรากฏแสงแห่งมงคลนับพันสาย พวยพุ่งราวกับจะบรรลุถึงแดนแห่งเซียน

            รอบสระเต็มไปด้วยวัตถุอันล้ำค่า ทั้งสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์อายุนับแสนปี วัตถุดิบเทพชั้นเลิศ และของเหลววิญญาณ

            สิ่งเหล่านี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลเวียนเข้าสู่สระน้ำแห่งนั้นอย่างต่อเนื่อง

            ความเจิดจรัสนั้นแทบจะสร้างดินแดนแห่งเซียนขึ้นใหม่ได้

            หากปรมาจารย์ด้านการปรุงโอสถมาเห็นภาพนี้เข้า ก็คงจะต้องร้องเสียงดังว่านี่เป็นการสิ้นเปลืองเกินไป ทั้งต้องรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง

            เพราะวัตถุดิบแต่ละชิ้นนั้นหาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก แม้เป็นในงานประมูลก็ยังยากที่จะได้มาครอบครอง

            มินานนัก เสียงแห่งความอึกทึกก็ค่อยๆ สงบลง กลายเป็นกลิ่นอายพลังกดดันอันทรงพลังและน่ากลัวที่แผ่กระจายออกมา

            นี่คือพลังกดดันในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นถึงกลิ่นอายพลังของผู้แข็งแกร่งระดับมหาศักดิ์สิทธิ์!

            ซ่า!

            พร้อมกับเสียงน้ำนั้น

            ร่างของเยี่ยนจีก็ย่างกรายออกมาจากสระ ดวงตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยแววของความปิติยินดี

            “คุณชายกู้…”

            นางมองเห็นกู้ฉางเกอที่ยืนอยู่มิไกล ดวงตาเย็นชาของนางเต็มไปด้วยความดีใจ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางออกมา

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเผยความชื่นชม

            “นับว่ามิเลว”

            ทรัพยากรที่ใช้ไปมากมายเช่นนี้นับว่ามิสูญเปล่า

            ร่างนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบไร้ซึ่งตำหนิ ราวกับถูกปั้นแต่งร่างขึ้นโดยเทพเจ้า

            โครงกระดูกศักดิ์สิทธิ์ รูปลักษณ์งดงามราวกับเซียน บริสุทธิ์เย็นเยียบ ทว่ากลับมีเปลวเพลิงสีทองแดงอ่อนๆ เต้นระริกตามเรือนผม

            คำเดียวที่ผุดขึ้นในความคิดของกู้ฉางเกอนั้นก็คือ ทั้งบริสุทธิ์และเย้ายวน

            “คุณชายกู้... งดงามหรือไม่เจ้าคะ”

            เยี่ยนจีหมุนกายเบาๆ เบื้องหน้ากู้ฉางเกอ

            นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางปรากฏตัวในร่างสมบูรณ์แทนที่จะเป็นร่างของเศษเสี้ยววิญญาณ

            กู้ฉางเกอยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบว่า “นับว่างดงามมาก”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนจีก็เผยรอยยิ้มกว้างขึ้น ความสุขแสดงออกฉายชัดออกมาแม้แต่ในแววตาและปลายคิ้ว

            “แต่... ท่านมิหนาวหรือ”

            คำถามของกู้ฉางเกอทำให้นางชะงักไป

            “เอ๊ะ...”

            เยี่ยนจีพลันตัวแข็งทื่อ ก่อนจะค่อยๆ ตระหนักถึงบางสิ่ง

            หลังจากนางกลับมามีร่างกายสมบูรณ์แล้ว นางมิได้เหมือนตอนที่เป็นเศษเสี้ยววิญญาณอีกต่อไป

            ตอนนี้... นางมิได้สวมใส่สิ่งใดเลย

            และนางเพิ่งจะหมุนตัวรอบหนึ่งต่อหน้ากู้ฉางเกอใช่หรือไม่

            เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางถึงกับนิ่งงัน ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม

            ดวงตาของนางสบเข้ากับสายตาของกู้ฉางเกอที่ฉายแววขี้เล่น นางรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

            “น่าอายเกินไปแล้ว!”

            อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอมิได้คิดจะหยอกล้อนางเล่นอีกต่อไป

            เขาหยิบเสื้อคลุมสีขาวออกมาคลุมให้กับนาง

            ยังมีเวลาอยู่กับนางในอนาคตอีกมาก

            ทว่าตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่เขาต้องมอบหมายให้กับนาง

            ด้วยพลังในระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ของนางนี้ สามารถช่วยสำรวจบางสิ่งให้เขาได้

            “ขอบคุณคุณชาย”

            แม้เยี่ยนจีจะยังรู้สึกอับอาย ทว่านางก็มิใช่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรธรรมดา นางฝึกฝนมานานนับหลายพันปี มินานนักจิตใจของนางก็สงบลงได้

            แม้กระนั้น ใบหน้าของนางก็ยังคงฉายชัดด้วยสีแดงระเรื่อ

            “ข้าอยากให้ท่านไปสำรวจเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ ในเขตแดนชั้นนอก ว่าในส่วนลึกของที่แห่งนั้นมีสิ่งใดพิเศษหรือไม่ หากพบสิ่งใดผิดปกติ ก็ให้ติดต่อข้าได้ตลอดเวลา”

            “นี่คือยันต์ทำลายมิติ หากพบศัตรูที่แข็งแกร่งจนสู้มิได้เข้า ก็ให้ใช้มันหลบหนีได้ และอย่าได้คิดลังเลสิ่งใด การรักษาชีวิตไว้ย่อมถือเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า”

            กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหยิบยันต์ทำลายมิติออกมาจากคลังของระบบและส่งให้นาง

            สิ่งนี้จะช่วยให้นางหลีกหนีจากภัยอันตรายในยามคับขันได้

            แน่นอนว่าต้องมิได้พบเจอกับเหล่าอสูรเฒ่าแห่งบรรพกาลที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง

            ยันต์ทำลายมิตินี้สามารถเจาะผ่านม่านกำแพงของโลกได้อย่างง่ายดาย หากเยี่ยนจีเผชิญหน้ากับอันตรายใดแล้วก็สามารถใช้มันเพื่อหลบหนีได้

            สำหรับเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่กู้เซียนเอ๋อร์เคยไปเยือนในอดีตนั้น ตามแบบฉบับทั่วไปแล้วนับเป็นสถานที่ที่มิมีผู้ใดกล้าเข้าไป ที่แห่งนั้นมักซ่อนโอกาสอันยิ่งใหญ่หรือภัยอันตรายร้ายแรงเอาไว้

            ด้วยพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยนจี การจะข้ามไปยังเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์นั้นมิใช่เรื่องยาก นางจึงสามารถช่วยเขาสำรวจเบื้องหลังของกู้เซียนเอ๋อร์ในปัจจุบันได้

            เมื่อเขาทราบถึงเบื้องหลังของนาง จะได้วางแผนเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

            หากจะส่งสมาชิกตระกูลกู้ผู้อื่นไปแทนนั้น

            ด้วยอำนาจที่กู้ฉางเกอมีในตอนนี้ เขายังมิสามารถสั่งการผู้ที่มีพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์ได้

            อีกทั้งสมาชิกในตระกูลกู้ส่วนใหญ่ยังถูกจับตามองอยู่

            หากเขาส่งคนไปยังเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ เหล่าผู้อาวุโสย่อมต้องเชื่อมโยงเรื่องราวไปถึงกู้เซียนเอ๋อร์

            กู้ฉางเกอมิต้องการให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องพังทลายลง

            “เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์อย่างนั้นหรือ ข้าทราบแล้ว คุณชายโปรดวางใจ”

            เมื่อได้ฟังคำสั่ง เยี่ยนจีก็พยักหน้าและรับยันต์ทำลายมิติแผ่นนั้นไว้

            ในเมื่อเป็นคำสั่งของกู้ฉางเกอ นางย่อมต้องทำให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน