[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 5 ผู้พิทักษ์ความมืด (3.2) (รีไรต์)

    ไม่นานหลังจากนั้นพวกเราก็เอาของที่แต่ละคนหามาได้จากการค้นทั่วขุมสมบัติมาดูด้วยกัน

            “ฉันเจอนี่ค่ะ”

            “ส่วนผมเจอไอ้นี่ครับ...”

            ของที่ยูซังอากับอีกิลยองหาเจอเป็นกำไลข้อมือเล็กๆ กับโล่เก่า ๆ

            [กำไลฟื้นฟูพลังเวท]

            [โล่เหล็กเก่า]

            ทั้งสองชิ้นเป็นไอเท็มระดับ D แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย [กำไลฟื้นฟูพลังเวท]เป็นไอเท็มที่มีประโยชน์ต่อทุกคน ส่วน [โล่เหล็กเก่า] เหมาะที่จะมอบให้อีฮยอนซองเอาไว้ใช้งาน

            จะเมินคำว่า ‘เหล็ก’ ที่ห้อยติดอยู่ในชื่อของมันไม่ได้เด็ดขาดเหล็กของต่างโลกแข็งแกร่งทนทานกว่าเหล็กบนพื้นโลกมนุษย์มาก

            ยูซังอาพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย

            “ธรรมดากว่าที่คิดนะคะเนี่ย”

            ธรรมดาเหรอก็ไม่ผิด เพราะตอนนี้ที่นี่มันเวิ้งว้างว่างเปล่าเสียจนทำเอาคำว่า ‘ขุมทรัพย์’ จืดจางไปเลย

            ยูจุงฮยอกชายคนนั้นซึ่งออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สถานียักซูตั้งแต่เมื่อวานบางทีเขาอาจจะแวะเข้ามาที่นี่อีกทั้งคงคิดว่าการต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยมากจึงเล็งหาโอกาสขโมยไปแต่สมบัติแน่ ๆ

            สุดท้ายพวกเราก็ไม่ต่างอะไรจากโจรที่ลอบเข้ามาขโมยของในบ้านที่ถูกโจรคนอื่นปล้นไปก่อนแล้วอีกทีนั่นแหละ

            “ยังเหลือของชิ้นหลักอยู่ ไม่เป็นไรครับ”

            ผมมองกล่องสีดำที่วางอยู่ตรงกลางพวกเราไม่โอ้เอ้อีกต่อไป ลงมือเปิดกล่องออกทันที และพบว่าของที่อยู่ข้างในคือเตา

            เป็นเตาขนาดเล็กมากจนเอาใส่กระเป๋ากางเกงได้เล็กเสียจนไม่คู่ควรให้เรียกว่า ‘เตา’

            [เตาพลังเวท]

            ยังเหลืออยู่จริงด้วยไอเท็มตัวนี้ที่จริงแล้วเป็นไอเท็มหลักของซีนาริโอย่อย

            [เตาพลังเวทสามารถครอบครองได้คนละ 1 ชิ้น]

            ยูจุงฮยอกเอาไปแล้วหนึ่งเดิมทีเตาพลังเวทนี่ต้องมีทั้งหมดสองเตา

            “...นี่มันอะไรเหรอคะ”

            “อืม ผมว่าผมรู้วิธีใช้มันนิดหน่อยนะครับ”

            ผมแสร้งตีสองหน้าทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรนักหลังจากจัดการทำให้เตาพลังเวทใช้งานได้ก็ยกขาหนูกระชอนหนึ่งขาขึ้นไปวางบนเตา

            มันดูน่าตลกเหมือนวางอาหารที่ขนาดไม่เข้ากันกับเตา แต่ผ่านไปไม่ถึงห้าวินาทีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดใจขึ้นกับขาหนูกระชอน

            “ว้าว! กลิ่นแบบ...”

            กลิ่นหอมโชยฟุ้งไปทั่วขาหนูกระชอนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน

            “เนื้อ!”

            อีกิลยองร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นยูซังอาเอ่ยถามอย่างเร่งรีบ

            “กะ...กินได้เหรอคะ”

            “เดี๋ยวผมลองกินดูก่อนครับ”

            ผมหยิบขาหลังที่มีน้ำมันไหลเยิ้มขึ้นมากัดเนื้อเข้าปาก น้ำฉ่ำไหลทะลักออกมาจากเนื้อนุ่ม...ผมหลับตาพริ้มลืมกระทั่งว่าควรจะเคี้ยวให้ละเอียด ว่าแล้วเชียวการได้ลองลิ้มรสด้วยตัวเองต่างจากอ่านหนังสือมาก

            [กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งน้ำลายไหล]

            [กลุ่มดาวหลายกลุ่มพยักหน้ากล่าวว่าตนรู้จักรสชาตินั่นเช่นกัน]

            [กลุ่มดาวมอบเงินสนับสนุนให้คุณ 100 เหรียญ]

            [กลุ่มดาว ‘มังกรทมิฬแห่งนรกอเวจี’ กลืนน้ำลาย]

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ กัดเล็บตัวเอง]

            ...

            ข้อความหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

            นึกแล้วการออกอากาศน่ะ ไม่ว่าอย่างไรรายการกินโชว์ให้ดูก็เจ๋งที่สุดเพราะต่อหน้าของกินทุกคนต่างก็สามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน

            “ลองกินดูครับ รสชาติใช้ได้อยู่”

            ทันทีที่พูดจบทั้งสองคนก็พุ่งเข้าใส่เนื้อตลอดสามวันที่ผ่านมาแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง พวกเขาจึงหิวโหยกันมากฮันมยองโอที่สติหลุดลอยไปเดินเข้ามาใกล้ เหลือบมองมาทางนี้

            “คือ คุณดกจา เมื่อครู่นี้ฉันบ้าไปเอง...”

            “กินสิครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

            “ขอบใจนะ!”

            “ว่ากันว่าต้องกินอิ่มก่อนค่อยตายถึงจะทำให้เป็นผีแล้วก็ยังดูดีไม่ใช่เหรอครับ”

            “วะ...ว่าไงนะ...!”

            สีหน้าของฮันมยองโอมืดครึ้มผมแค่พูดออกไปเหมือนมุกตลก แต่ฮันมยองโอจะต้องตายจริง ๆเพราะคำสาปของราชาปีศาจนั้นแม้แต่คนระดับยูจุงฮยอกยังเอาชนะได้ยาก ยิ่งอีกฝ่ายคือ ‘ปีศาจร้ายแห่งโทสะและราคะ’ ด้วยแล้ว

            พวกเราหยิบน่องขึ้นมาคนละน่องแล้วเริ่มฉีกกินทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกับเรื่องแบบนั้น แต่ก็ยังมานั่งล้อมวงกินเนื้อด้วยความหิวโหยมนุษย์เรานี่ไม่ไหวเลยจริง ๆ

            ท่ามกลางความเงียบสงัดทุกคนต่างก็จดจ่ออยู่กับการกินอาหาร บางทีอาจเป็นเพราะแสงไฟสลัวที่ส่องออกมาจากเตาพลังเวทอารมณ์ของผมจึงอ่อนไหวเล็กน้อย

            ฆ่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งจับมันมากินเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป นั่นเป็นวงจรชีวิตของมนุษย์พวกเราเองก็ใช้ชีวิตแบบนั้นมาโดยตลอดแท้ ๆ ไม่รู้ทำไมจู่ ๆถึงได้รู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องแปลกใหม่เหลือเกิน

            ตอนที่เงยหน้าขึ้นผมพลันสบตาเข้ากับยูซังอาอีกฝ่ายสะดุ้งก่อนจะเริ่มตั้งสติขึ้นมาได้ เธอมีสีหน้าอยากร้องไห้

            “ฉันน่าสมเพชมากใช่มั้ยคะ”

            “...ครับ?”

            “กินของที่คุณดกจาจับมาได้อย่างยากลำบากเหมือนหมูตะกละ...ทั้ง ๆที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแท้ ๆ...”

            “ไม่ครับ คุณยูซังอา เรื่องนั้น...”

            “ว่าแต่คุณดกจาทราบเรื่องพวกนี้ได้ยังไงคะทราบวิธีทำอาหารจากสัตว์ที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก...”

            “อา คือว่า...”

            “นึกแล้ว เป็นเพราะปกติชอบอ่านนิยายแฟนตาซีสินะคะ จริง ๆเลยเชียวฉันไม่นึกว่าโลกจะกลายเป็นแบบนี้ เอาแต่เรียนภาษาสเปน”

            ผมครุ่นคิดอยู่ว่านั่นเป็นคำพูดเหน็บแนมกันหรือเปล่าถ้าเป็นคนทั่วไปไม่มีทางคิดแบบนั้นจริง ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น ‘แม่พระ’ ยูซังอาคนนั้น...

            “อาจจะเป็นเพราะคุณยูซังอาขยันเรียนภาษาต่างประเทศเลยเข้าใจภาษาของพวกปีศาจได้ไม่ใช่เหรอครับ”

            “...อย่างนั้นหรอกเหรอ ขอบคุณนะคะ คุณดกจา”

            ฟังจากน้ำเสียงแล้วเธอคงพูดจากใจจริงบางครั้งผมก็กลัวเหมือนกันว่าความมุ่งมั่นและพยายามอย่างหนักของเธอจะจริงใจไปได้ถึงไหนยูซังอาหลุบตามองเนื้อในมือตัวเอง เพียงครู่ก็ประกาศเสียงแน่วแน่

            “ฉันจะกินให้เยอะ ๆ เลยค่ะ แบบนั้นฉันเองก็จะได้แข็งแกร่งขึ้น”

            ผมพยักหน้าให้กำลังใจยูซังอาก่อนจะลุกขึ้นจากพื้น คนในกลุ่มเริ่มกลับมาจดจ่ออยู่กับการกินอีกครั้งผมเลยฉวยจังหวะนั้นแอบลอบเดินไปด้านหลังพวกเขา

            [เตาพลังเวท] สำคัญก็จริงแต่ความจริงแล้วผมยังมีไอเท็มเป้าหมายอยู่อีกอย่าง

            ผมมองเข้าไปใน ‘กล่องดำ’ ที่ใช้เก็บ [เตาพลังเวท]อย่างระมัดระวัง

            นี่แหละไม่ผิดแน่ บางทียูจุงฮยอกที่เอา [เตาพลังเวท] ไปอาจจะไม่รู้จักของสิ่งนี้ก็ได้ความจริงแล้วสมบัติที่แท้จริงของขุมทรัพย์แห่งนี้คือ ‘กล่องดำ’ ใบนี้

            ในนิยายกว่ายูจุงฮยอกจะรู้เรื่องเกี่ยวกับมันก็หลังจากที่เขาย้อนกลับมาเป็นรอบที่6

            ใครเป็นคนค้นพบของสิ่งนี้เป็นคนแรกกันนะ‘จิ้งจอกสวรรค์ทะยานฟ้า’?อืม ความทรงจำค่อนข้างเลือนรางไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่เหมือนว่าจะมีบทสนทนาประมาณนี้อยู่

             “นี่ พอลองนึกย้อนกลับไปถึงพวกเขตแดนในช่วงเริ่มต้นแล้วมันมีกล่องประหลาดสุด ๆ อยู่ใบหนึ่งไม่ใช่เหรอ ใส่ของลงไปในนั้นแล้ว...” 

            ตอนนั้นเองนัยน์ตาของผมก็พลันสบเข้ากับนัยน์ตาของยูซังอาที่เคี้ยวเนื้อแก้มป่อง

            “อะเอาอ่องอั้นไออำอะไอเอ๋ออ๊ะ (จะเอากล่องนั่นไปทำอะไรเหรอคะ)”

            “อ่า คือว่านี่...”

            ยูซังอาเอียงคอมองกล่องอย่างพิจารณาพอลองสังเกตดูดี ๆ ถึงได้เห็นว่ามันมีประโยคบางอย่างที่ไม่อาจรู้ความหมายได้เขียนไว้

            ...หรือจะอ่านออก?

            “แรนดอม...ไอเท็มบ็อกซ์?”

            เวรแล้วเพราะแบบนี้ไง พวกคนเก่งภาษาต่างประเทศน่ะ

            “อืม...นั่น...อันนี้น่ะครับ”

            ผมพูดด้วยความลนลานเล็กน้อยแต่ยูซังอากลับชิงพูดขึ้นก่อน

            “ลองใช้ดูเถอะค่ะ คุณดกจา!”

            “...ได้หรือครับ”

            เธอพยักหน้าหงึกๆ อีกิลยองเองก็พยักหน้าขึ้นลงอย่างแรงด้วย

            “ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอกค่ะไอเท็มที่ได้ที่นี่ทั้งหมดคุณดกจาควรเป็นคนได้มัน เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้วค่ะ”

            อืมไหน ๆ ก็ถูกจับได้แล้ว งั้นก็รีบ ๆ ใช้เลยดีกว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมจะใช้มันแล้วนะครับ”

            [กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งพยักหน้าให้กับการตัดสินใจของคุณ]

            ผมหยิบแกนเผ่าพันธุ์ปีศาจระดับ7ออกมาจากกระเป๋ามันเป็นของที่ได้มาจากศพผู้พิทักษ์ความมืดที่ตายลงเมื่อครู่ แล้วจึงหยิบ[ศรัทธาที่แตกสลาย] ซึ่งความทนทานถูกใช้หมดไปแล้วขึ้นมาถือไว้ ตามเนื้อเรื่องเดิมวิธีการใช้กล่องใบนี้เรียบง่ายมาก

            「 “ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันเป็นไอเท็มเหรียญรุ่นจำกัดจำนวน” 」

            ผมวางแกนเผ่าพันธุ์ปีศาจกับศรัทธาที่แตกสลายลงไปในกล่อง

            「 “เหอะ! ไม่เชื่อฉันสินะบอกแล้วไงว่าเป็นเรื่องจริงน่ะ ถ้าเอาไอเท็มระดับล่างใส่ลงไปแล้วปิดกล่องละก็!” 」

            ความจริงแล้วการใส่ไอเท็มสองชนิดนี้ลงไปผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นยังไงแต่อย่างหนึ่งที่แน่ใจก็คือผมจะต้องได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่แน่

            「 “ไอเท็มระดับท็อปจะต้องออกมาแน่นอน!” 」

            ไม่นานหลังจากนั้นแสงสว่างจนทำให้ตาพร่าก็สาดส่องออกมาจากกล่องที่ปิดแน่น

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT) ที่คุณอ่าน