กู้เส้าเฉิงจ้องหน้าของเย่อวี่เฟยด้วยตาสายตาล้ำลึก
แววตาเช่นนี้ทำคนหวาดกลัวจนหัวหดจนปัสสาวะราดมานักต่อนัก ทว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขากลับจ้องตากลับอย่างไม่เกรงกลัว
“อยากให้ไปมากเลย? ฉันเป็อะไรกับเธอ ลืมไปแล้วหรือไง” ชายหนุ่มพูดต่อ มุมปากของเขาเหยียดยิ้ม ท่าทางเหมือนกำลังบีบคั้นให้เย่อวี่เฟยจดจำว่าเธอจะต้องยอมโอนอ่อนให้
ทว่าเย่อวี่เฟยกลับไม่เกรงกลัว เธอยิ้มเยาะเย้ยให้เขา
“ฉันเป็อะไรกับพี่งั้นเหรอ ฉันอยากจะลืมแทบตายอยู่แล้ว พี่เองก็รู้ดีนี่”
“อาเฟย!”
สองคนที่ด้านนอกพูดกันไม่ดังมากนัก ทำให้กู้เมิ่งเหยาต้องเอาแนบหูให้ชิดกับบานประตูมากยิ่งขึ้น
แต่เหมือนความพยายามของเธอจะไร้ประโยชน์ เพราะตั้งใจฟังมากเท่าไรก็ยิ่งไม่ได้ยิน แถมร่างกายของเด็กสองขวบใน่เวลาสองทุ่มนี้ก็หมดพลังงานไปเสียอย่างนั้น ยังฟังไม่ทันจะรู้เื่ หนังตาของเธอก็เริ่มจะหนักแล้ว
“พี่กลับไปเถอะ วันนี้ไม่ใช่วันที่พี่จะอยู่ที่นี่ได้”
เย่อวี่เฟยย้ำเตือนถึงวันเวลาที่ตกลงกับภรรยาหลวงของกู้เส้าเฉิง เขาไม่อาจจะมาอยู่ที่นี่ในวันศุกร์เช่นนี้ได้
เวลาของเธอมีเพียงแค่วันจันทร์กับพุธเท่านั้น หรือถ้าหากว่ากู้เส้าเฉิงติดธุระ เขาก็ไม่จำเป็ต้องมาหาเธอ
กู้เส้าเฉิงได้ยินคำพูดไล่คนของเย่อวี่เฟย เขาก็แค่นเสียงออกจากลำคอ ลุกแล้วเดินออกไปจากที่บ้านหลังเล็กทันที
หลังจากที่มองเขาออกไป
เย่อวี่เฟยก็ทิ้งตัวลงนบนโซฟา ยกมือขึ้นมากุมหัวใจที่เต้นรัว จากนั้นขอบตาของเธอก็เห่อร้อนขึ้นมา
เธอกับกู้เส้าเฉิง… ทำไมถึงได้เป็อย่างนี้ไปได้
ย้อนไปเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน
เวลานั้นเย่อวี่เฟยอายุเพียงห้าขวบแต่กลับต้องกำพร้าพ่อและแม่จากอุบัติเหตุเสียแล้ว จากนั้นชะตาชีวิตของเด็กหญิงตัวน้อยก็ยิ่งตกต่ำ เมื่อไม่มีญาติคนไหนอยากจะรับเลี้ยงเธอกันสักคน ทำให้เย่อวี่เฟยถูกส่งให้ไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง
และที่นั่นเองก็เป็ที่ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับกู้เส้าเฉิง
แม้จะมีวัยเพียงห้าขวบ แต่เพราะว่าประสบพบเจอกับเื่ะเืใจ หลังจากรักษาตัวจนหาย เย่อวี่เฟยก็ไม่อาจจะเปล่งเสียงพูดออกมาสักคำ ดังนั้นเมื่อเข้าไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและไม่ยอมพูดกับใคร เธอจึงถูกมองว่าเป็ตัวประหลาดและยังโดนกลั่นแกล้งจากเด็กคนอื่นๆ อยู่บ่อยครั้ง
เดิมทีคุณแม่อธิการ[1]ยังสามารถปกป้องเย่อวี่เฟยได้
ทว่าเด็กๆ ที่นั่นก็ช่างดื้อซนนัก ลับหลังที่ไม่มีผู้ใหญ่เห็นพวกเขาก็จะมาแกล้งเธออีก เช่นเอาน้ำมาเทใส่ข้าว ขโมยรองเท้าหรือเสื้อผ้า ผลักเธอให้ตกลงบันได เพราะเย่อวี่เฟยนั้นไม่ยอมพูด ยิ่งแกล้งก็ยิ่งสนุก ด้วยไม่มีใครไปฟ้องคุณแม่อธิการ
การกลั่นแกล้งเลยเถิดมาจนถึงกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาเอาหมากฝรั่งมาติดที่ผมยาวๆ ของเธอจนแกะไม่ออก
เย่อวี่เฟยร้อนใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอเอาหวีมาพยายามสางออก แต่ยิ่งทำหมากฝรั่งก็ยิ่งติดหนึบ ตอนนั้นน้ำตาของเด็กวัยห้าขวบไหลพรากอย่างเงียบๆ มือเล็กๆ วุ่นวายจนสภาพผมของเธอดูแทบไม่ได้
‘ทำอะไรน่ะ’
เด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งเดินผ่านมากับลูกสมุนตัวอ้วนๆ ของเขา เมื่อเห็นว่าเย่อวี่เฟยกำลังจัดการทรงผมรังนกของตัวเองอยู่ เขาก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ
เย่อวี่เฟยเงยหน้าขึ้นมามองเขา พอเห็นว่าเป็เด็กชายที่ชื่อกู้เส้าเฉิงที่มีชื่อเสียงดื้อซนเป็อันดับหนึ่งยืนอยู่ สีหน้าเธอก็ยิ่งซีดเซียว กลัวจะถูกแกล้งอีก
‘ฉันถาม ไม่ได้ยินเหรอ’
เขาไม่ได้ยินเธอตอบก็พลันโมโหขึ้นมาจึงถามเสียงดังขึ้นมาอีก โชคดีที่ลูกสมุนของเขาเข้ามากระซิบบอกเสียก่อน
‘ยัยนี่ต้องเป็เด็กที่ไม่ยอมพูดแน่เลยลูกพี่! กับคุณแม่อธิการ เธอยังไม่พูดด้วยเลย นี่สงสัยว่าจะโดนพวกอาเปียวแกล้งอีกแล้วล่ะมั้ง’
‘ไอ้พวกนั้นมันชอบแกล้งเด็กผู้หญิง น่าไม่อายจริงๆ’
เด็กที่ชื่อกู้เส้าเฉิงทำท่าเหมือนตัวเองเป็เด็กดีเสียเหลือเกิน จากนั้นเขาก็หันมามองหน้าเธอก่อนจะหันไปกระซิบกับลูกสมุนตัวอ้วน จริงๆ
‘นี่! ให้ฉันช่วยเธอแล้วกัน’
ลูกสมุนของเขาได้รับคำสั่งก็วิ่งหายไปอย่างว่องไว แต่ไม่นานเขาก็ถือบางอย่างมาในมือแล้วยื่นให้กู้เส้าเฉิง
เย่อวี่เฟยเห็นกรรไกรมือเขาแล้วเธอก็เบิกตากว้าง เดินถอยหลังด้วยความใ
‘มาเร็วสิ ฉันช่วยเธอเอง’
เสียงร้องไห้ของเย่อวี่เฟยดังลั่นไปทั่วตึก และหลังจากนั้นเธอก็ยอมพูดออกมาเป็ครั้งแรกหลังจากประสบเื่ร้ายจนได้แม้ ส่วนช่างตัดผมจำเป็ก็ก้นลายไปอีกหลายวัน
ก่อนที่เย่อวี่เฟยจะทันได้รู้ตัว ความสนิทระหว่างเธอกับกู้เส้าเฉิงก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มจากที่เขาโกรธเคืองเธอที่ทำให้ตัวเองถูกทำโทษ ไปจนกระทั่งเริ่มจะเห็นเธอเป็น้องสาว หลังจากที่เธอพยายามที่จะง้อขอโทษเขา ด้วยรู้ว่าอย่างไรเขาก็คงหวังดี ช่วยให้ผมของเธอสะอาดอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว
เย่อวี่เฟยกลายเป็หางเล็กๆ ติดตามกู้เส้าเฉิงเหมือนกับหมีใหญ่ ลูกสมุนตัวอ้วนของเขา ทั้งเล่นด้วยกัน ดื้อซนด้วยกันอยู่เสมอ เด็กๆ คนอื่นที่ได้รู้ว่าเธอติดตามกู้เส้าเฉิง พวกเขาก็ไม่กล้ามาแกล้งเธออีก
่เวลาวัยเยาว์ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเธอจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ทว่าความสัมพันธ์บริสุทธิ์นี้ก็คงอยู่ไม่นาน เมื่อร่างกายของพวกเขาเจริญเติบโตขึ้นในอีกหลายปีต่อมา
เมื่อกู้เส้าเฉิงอายุครบสิบแปด เขาก็ไม่อาจจะอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้อีกต่อไป เช่นนี้เขาจึงต้องออกมาเชิญชีวิตภายนอกแค่คนเดียว ทิ้งให้เย่เฟยอวี่ต้องใช้ชีวิตกับหมีใหญ่ในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกันเพียงแค่สองคน
‘แกดูแลอาเฟยดีๆ เล่า อย่าให้ใครมาแกล้งได้’
เขาทิ้งคำพูดไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่ตามลำพัง
เย่อวี่เฟยกับหมีใหญ่มายืนส่งและมองเขาจากไปจนใกล้ลับตา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่จะมองไม่แผ่นหลังของกู้เส้าเฉิงแล้ว เย่อวี่เฟยกลับวิ่งตามเขาไป
‘พี่เฉิง! พี่ต้องสัญญากับฉันนะ พี่ต้องกลับมาเยี่ยมฉันบ่อยๆ ด้วย! แล้วก็... แล้วก็...’
เย่อวี่เฟยดึงเสื้อกู้เส้าเฉิงไว้
เธอหายใจเหนื่อยหอบพร้อมกับล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง คว้าเอากระเป๋าเงินสีชมพูมายัดใส่ในมือเขา
เงินนี้เป็เงินที่ได้รับจากการบริจาค เงินทุน เงินรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามักจะเก็บหอมรอมริบเอาไว้เป็สมบัติส่วนตัว แต่เวลานี้เย่อวี่เฟยกลับเอามาให้กู้เส้าเฉิงทั้งหมด
‘อาเฟย ฉันไม่เอาของเธอ เธอเรียนดี ไม่เหมือนฉันที่โง่เง่า เธอเก็บเงินนี้ไว้เรียนต่อไม่ใช่เหรอ’
กู้เส้าเฉิงไม่ยอมรับ แต่เย่อวี่เฟยกลับพยายามยัดเยียดให้เขาเอาไว้
‘ไว้พี่ค่อยใช้คืนให้ฉันก็ได้นี่นา กว่าฉันจะออกไป พี่ก็คงตั้งตัวได้แล้ว ที่ผ่านมาพี่ก็ชอบออกเงินซื้อของให้ฉันบ่อยๆ ทั้งชุดนักเรียน ทั้งค่าขนม แล้วอีกอย่างฉันได้ยินว่าการออกไปอยู่ข้างนอกต้องใช้เงินเยอะนะ’
‘แต่ฉัน…’
กู้เส้าเฉิงรู้ดีว่าเงินในมือเขามีไม่มากนัก สมควรจะรับเงินนี่เอาไว้จริงๆ แต่ใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากได้ของเธอ
‘เอาไปเถอะ ไว้อีกห้าปี พี่ค่อยใช้ให้ฉันแล้วกัน ต้องชดใช้ให้เยอะๆ เลยนะ’ เย่อวี่เฟยฉีกยิ้ม
หลังจากนั้นกู้เส้าเฉิงก็ทำตามสัญญา
เขากลับมาเยี่ยมเธอกับหมีใหญ่บ่อยครั้ง
แรกๆ สภาพของเขานั้นดูเหมือนจะมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่หลังๆ ก็เหมือนเขาจะหางานที่ดีได้
เย่อวี่เฟยเคยถามเขาหลายครั้งว่าเขาทำงานอะไร แต่เขากลับไม่ยอมบอก จนกระทั่งในวันหนึ่ง เธอก็พลันรู้เื่นี้เข้าโดยบังเอิญ
เพราะว่าเรียนดี เย่อวี่เฟยจึงได้รับทุนให้ไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง
และเหตุการณ์ที่ทำให้เธอได้รู้ว่ากู้เส้าเฉิงทำงานอะไร ก็คือวันสอบปลายภาคในระดับชั้นมัธยมปลายวันสุดท้ายนั่นเอง
หลังจากร่ำลากับเพื่อนๆ
เย่อวี่เฟยก็เดินทางกลับมายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนอย่างทุกวัน ทว่าวันนี้สถานณ์กลับต่างออกไป ตรงที่ระหว่างทางเธอกลับไปเจอกับกลุ่มนักเลงข้างถนนเข้า
‘นึกว่าใคร ที่แท้ก็อาเฟยคนสวยนี่เอง’
เป็อาเปียว อดีตเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เป็คนเอ่ยทักเย่อวี่เฟย เขาอายุครบสิบแปดปีก็ต้องออกจากสถานเลี้ยงเด็กเหมือนกับกู้เส้าเฉิง แต่เขากลับออกมาแล้วกลายเป็นักเลงหัวไม้ไปเสียได้
เย่อวี่เฟยไม่ถูกกับอาเปียวมาั้แ่เด็ก ตอนที่เธอยังมีอาการไม่ยอมพูดเพราะเื่ะเืใจก็ถูกเขาแกล้งบ่อยครั้ง ตอนหลังที่เธอไปติดตามกู้เส้าเฉิง อาเปียวจึงได้ยอมลามือ
“ว้าว! ไม่เห็นเธอตั้งหลายปี ไม่นึกว่าจะโตมาแล้วสวยแบบนี้ แล้วนี่ยังเรียนอยู่อีกเหรอ”
อาเปียวเดินเข้าใกล้ มองเย่อวี่เฟยั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตากระลิ้มกระเหลี่ย
เด็กสาวรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เธอพยายามเบี่ยงตัวหลบ เดินเลี่ยงกลุ่มพวกของอาเปียวไป ไม่ยอมพูดตอบอะไรกับเขา และนั่นก็ยิ่งทำให้อาเปียวนึกโมโหขึ้นมา
“โว้ย! อีนังนี่ยังไม่ยอมพูดอีกเหรอ ฉันอุตส่าห์ทักทายเธอดีๆ นะ!” อาเปียวถลาเข้าไปกระชากแขนของเธอเอาไว้
“ปล่อยนะ!” เย่อวี่เฟยใ เธอร้องะโเสียงดัง
อาเปียวเห็นเธอหวาดกลัว เขาก็หัวเราะ “ฉันปล่อยเธอแน่ แต่ต้องเป็หลังจากที่เธอเล่นสนุกกับพวกฉันเสร็จก่อน”
ว่าแล้วอาเปียวกับพรรคพวกอีกสามคนก็ช่วยกันลากตัวของเย่อวี่เฟยไปยังแหล่งเสื่อมโทรมแห่งหนึ่ง
ระหว่างทางเธอทั้งร้องทั้งดิ้นรนเพื่อจะหนี แต่กลับถูกพวกเขาต่อยเข้าที่ท้องน้อยและใช้ผ้าอุดปาก ทั้งมัดมือมัดเท้าเธอไว้ ทำให้เย่อวี่เฟยที่ไม่เรี่ยวแรงจะทำอะไรได้เลย
ในแหล่งเสื่อมโทรมนั้นมีแต่ชายฉกรรจ์หน้าตาน่ากลัว
มีควันบุหรี่ก็คละคลุ้งไปทั่ว ตามทางเดินก็เต็มไปด้วยน้ำเน่าเจิ่งนอง ทั้งเหม็นทั้งสกปรก
ที่นี่เหมือนซอยหนึ่งที่รวบรวมคนไม่ดีเอาไว้ แค่กวาดตามองเย่อวี่เฟยก็รู้สึกกลัวจนตัวสั่นแล้ว เธอถูกพวกของอาเปียวลากแขนไปตามทางเดิน จนกระทั่งไปถึงตึกเก่าๆ โทรมๆ แห่งหนึ่ง
“พวกแกพาเด็กมาอีกแล้วเหรอวะ คราวนี้อย่าให้รุนแรงทำของเสียหายนะโว้ย”
เถ้าแก่ที่ดูเหมือนจะเป็เ้าของตึกร้องบอก ขณะที่แลกเปลี่ยนเงินกับกุญแจกับอาเปียว เขาไม่สนใจสายตาขอความช่วยเหลือของเย่อวี่เฟยด้วยซ้ำ
พวกอาเปียวหัวเราะ รับปากว่าได้ๆ แล้วหันมาจะลากแขนของเย่อวี่เฟยเข้าไปเล่นสนุกที่ด้านใน
ทว่าในชั่วขณะนั้น
สายตาของเด็กสาวก็พลันเหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยที่กำลังยืนคุยอยู่กับพวกผู้ชายคนอื่นๆ ที่ตึกฝั่งตรงข้าม
เย่อวี่เฟยจำได้ว่าตอนนั้นเธอใช้เรี่ยวแรงมากที่สุดในชีวิต พยายามดิ้นรนวิ่งหนีเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง แต่อาเปียวก็ว่องไวเช่นกัน เขายื่นมือมากระชากผมเธอไว้ได้ทัน ทำเธอหงายหลังแล้วก็ลากเธอเหมือนกระสอบข้าวท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่เห็นว่าเป็เื่ปกติ
จะมีก็แต่สายตาของคนแค่คนเดียวที่ตื่นตระหนกกับเื่ที่เกิดขึ้น
และในเสี้ยววินาทีเดียวกัน เสียงปืนก็ดังขึ้นมาหนึ่งนัด
[1] คำเรียกหัวหน้านักพรตหญิงของศาสนาคริสต์