“หากท่านที่เป็ถึงเทวะ์ศักดิ์สิทธิ์กล่าวเช่นนั้นตัวข้ากล่าววาจาขัดท่านอีก ก็คงจะไม่เกิดผลอันใด” คำกล่าวของฉีอินเทียนยามนี้แสดงออกถึงความจนใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ทั้งมันยังทราบดีถึงวาจาที่กล่าวสิ่งใดแล้วต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ของหญิงสาวผู้นี้ดีกว่าผู้ใดมันจึงทำได้เพียงเก็บคำกล่าวทัดทานและกลืนกับไปเพียงเท่านั้น
“แต่เหนือสิ่งอื่นใดท่านควรจะหยุดปล่อยกลิ่นอายสังหารสยบฟ้าก่อนจะเป็การดีกว่ากระมังจากที่ข้าสังเกตเ้าเด็กเหลือขอนี่อีกไม่เกินอึดใจได้ะเิกลายเป็เศษดวงิญญาเป็แน่แล้ว”คำกล่าวของกิเลนฟ้าทมิฬดังขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนหญิงสาวอีกครั้ง
“โอ้ . . . . นี่ข้ากลับเผลอปล่อยอายรังสีสังหารออกไปได้หรือนี่”
ขณะที่หญิงสาวกล่าวออกมาคนพลันดับกลิ่นอายสังหารของตนเองลงอย่างรวดเร็ว
แต่ถึงแม้ว่ากลิ่นอายสังหารยามนี้ชัดเจนว่าได้หายไปอย่างสิ้นเชิงแล้วแต่กลับหน้าตาของหยางเทียนยามนี้เห็นได้ชัดเจนว่าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปอย่างที่สุดตัวของหยางเทียนในยามนี้รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ากลิ่นอายสังหารจากหญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดาตรงหน้าของตนนั้นรุนแรงเสียจนของกิเลนฟ้าทมิฬกลายเป็ของเด็กเล่นไปเลยกระทั่งความเ็ปที่มันรับรู้ยังมากกว่าครั้งที่ได้ทำการผสานจิติญญากับทั้งสองเสียอีก
ยามนี้เมื่อหญิงสาวมองไปที่เด็กน้อยที่ปรากฏหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปอยู่นั้นนางพลันยื่นมือซ้ายเข้าไปแตะบริเวณหน้าผากของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยนพร้อมเคลื่อนพลังเล็กน้อยครอบคลุมตัวหยางเทียนเพื่อช่วยบรรเทาอาการเ็ปทางจิติญญาให้
“เด็กแซ่หยางเอ๋ย ตัวข้านั้นต้องขอโทษเ้าแล้วที่เผลอปล่อยอายสังหารสยบฟ้าออกไป”หญิงสาวกล่าววาจาพร้อมถอดถอนใจทั้งยังส่ายศีรษะในการกระทำของตนเองอย่างอดมิได้ออกมา
“ท่านไม่ต้องกล่าวขอโทษสิ่งใดต่อข้าหรอกที่ท่านทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ได้จนป่านนี้ก็นับเป็บุญคุณที่ข้ายังไม่สามารถตอบแทนได้แล้วหากแม้ท่านพลั้งมือทำข้าตกตายไปข้าก็จะไม่โทษท่านแม้แต่นิดเดียวเนื่องด้วยอย่างน้อยที่สุดข้ากลับตกตายด้วยน้ำมือของหญิงสาวผู้งดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์”เด็กน้อยกล่าววาจาอย่างใสสื่อพร้อมยิ้มกว้างออกมาชัดเจนว่าประกายตากับสีหน้ายามนี้ของมันพลันกับมาเป็ปกติแล้ว
“เ้าเด็กน้อยนี่ไปเรียนรู้วิธีการปากหวานนี้มาจากที่ใดกัน อายุเพียง12 ปีนอกจากพร์ด้านความอับโชคของเ้าจะสูงส่งแล้ว คาดว่าความเสเพลเมื่อตัวเ้าเติบใหญ่คงทะยานเสียดฟ้าด้วยเช่นกันกระมัง”น้ำเสียงของหญิงสาวแม้คล้ายดั่งคำตำหนิแต่กลับแฝงไปด้วยแววหยอกล้อดั่งพี่สาวเอ็นดูน้องชายในสายเืเสียมากกว่า
“ฮี่ ฮี่ . . . ข้าพูดเื่จริงเหตุใดท่านจึงกล่าวว่าข้าเมื่อเติบใหญ่จะกลายเป็บุคคลเสเพลชอบเที่ยวเกี้ยวสาวกัน”หยางเทียนเริ่มกล่าวออกด้วยน้ำเสียงทะเล้นคล้ายดั่งตอนมันกล่าวกับหยางซูผู้เป็มารดาของมันไม่มีผิด
หญิงสาวได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนใจกับความทะเล้นของเด็กน้อยตรงหน้าผู้นี้แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของหญิงสาวกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนอย่างที่สุดรอยยิ้มนี่เพียงพอจะสยบผู้เป็ชายทั้งโลกล้าได้เลยทีเดียว
“เอาล่ะ ดูไปคล้ายว่าเ้าคงไม่อยากได้วิธีรักษาเส้นลมปราณแล้วกระมัง ถึงได้ยืนกล่าววาจาแสนทะเล้นต่อข้าได้อยู่อีก”
หน้าหยางเทียนพลันกลับกลายเป็แปลเปลี่ยนเป็จริงจังหลังได้ยินคำกล่าจากหญิงสาวตรงหน้ามัน
“หากท่านพี่หญิงสาวผู้งดงามสามารถช่วยเหลือข้าได้ ข้าให้สัตย์สาบานต่อท่านว่าในภพภูมิกาลนี้ก่อนที่ข้าจะตกตายไปข้าจะตอบแทนท่านหากขอแค่คำขอของท่านมิใช่การให้ข้าไปสังหารบิดามารดาแล้วล่ะก็ไม่ว่าท่าน้าให้ข้าทำสิ่งใดข้าย่อมมิขัดต่อคำขอของท่านแม้เพียงครึ่งคำ”
คำกล่าววาจาหนักแน่นพลันปรากฏออกมาส่งผลให้จิตใจของหญิงสาวเกิดความสั่นไหวขึ้นเล็กน้อยจากการแสดงออกของเด็กน้อยตรงหน้านี้
ทันใดนั้นกลางฝ่ามือของหญิงสาวพลันปรากฏเส้นแสงอันแปลกประหลาดรอยอยู่เหนือบริเวณฝ่ามือเล็กน้อยสีสันของมันกลับแปลกประหลาดกว่ารูปลักษณ์ที่เห็นอย่างชัดเจนเนื่องจากสีของเส้นแสงนั้นพลันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากสีขาวเปลี่ยนเป็เขียว ฟ้าม่วง ส้ม ทอง ดำ แดง สลับสับเปลี่ยนหมุนวนกันเช่นนี้มิได้หยุด ทั้งยังปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าพรั่นพรึงออกมามิได้ขาดอีกด้วย
“สิ่งนี้ในมือของข้าคือ 1 เส้นลมปราณาแท้จริงที่หลงเหลือตกทอดมาสู่ยุคของเราเป็ดั่งสิ่งสืบทอดพลังของเทวะที่แท้จริงจากยุคาเมื่อล้านปีก่อนแน่นอนว่าพลังของมันนั้นยากเกินผู้ใดจะคาดคิดอย่างที่สุด
“เส้นลมปราณาแท้จริงนี้หากหลุดรอดไปที่ใด ที่นั้นย่อมต้องเกิดการต่อสู้ไปทั่วสารทิศตัวข้าก็คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เพื่อหวังชิงสิ่งของสิ่งนี้ไปจนพลาดท่าได้รับพิษมารดับชีพเทวะเข้าจนมีสภาพน่าสังเวชต้องยามละกายสังขารเพื่อถอดดวงจิติญญารักษาชีวิตตนไว้อย่างที่เ้าเห็นและเพราะเ้าสิ่งนี้ทำให้ข้าต้องสูญเสียหลายสิ่งไปอย่างมากมาย”
ขณะกล่าวถึงยามนี้ดวงตาของหญิงสาวพลันเหม่อลอยออกไปไกลคล้ายดั่งคนผู้กำลังรำลึกถึงความหลังอันแสนเศร้าโศกเมื่อกาลก่อน
“เส้นลมปราณาแท้จริงสายนี้เหนือล้ำยิ่งกว่าเส้นลมปราณาแท้จริงเส้นอื่นยิ่งนักเนื่องจากมันมิใช้ของเทวะแท้จริงธรรมดาเพียงเท่านั้น ตัวตนของเส้นปราณาแท้จริงสายนี้แท้จริงกับเป็ของ1 ใน 4 เทวะต้นกำเนิดสรรพสิ่งทั้งยังเป็เทวะต้นกำเนิดแห่งสรรพธาตุและดวงดารารวมถึงสรรพชีวิตน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งมวลอีกด้วยนามของผู้เป็นายเส้นลมปราณนี้นั้นคือ เทพมารเทวะอสูรา”
หญิงสาวยังคงกล่าววาจาอธิบายต่อมิได้หยุดเมื่อมันพลันสังเกตเห็นความตั้งใจฟังจากดวงตาของเด็กน้อยตรงหน้า
“พลังเทพมารเทวะอสูรานั้น ตามตำนานกล่าวกันไว้ว่ามันสามารถควบคุมทุกสรรพธาตุได้ดังใจนึกและสามารถใช้ออกทุกสรรพธาตุด้วยพลังเต็ม10ส่วนทั้งมันยังเป็ผู้สร้างสรรพธาตุให้แก่ห้วงจักรวาลอันไพรศาลยามเมื่ออยู่ในยุคต้นกำเนิดแห่งจักรวาลนอกจากสรรพธาตุที่มันสรรสร้างได้แล้วนั่น มันยังสามารถสร้างกระทั่งดาวเคราะห์ดวงหนึ่งได้เพียงใจคิดทั้งยังเป็ตัวตนที่สร้างสรรพชีวิตทั้งมวลผู้คนเชื่อกันว่าต้นกำเนิดอสูรและมารแท้จริงกลับเกิดจากตัวของ เทพมารเทวะอสูราเป็ผู้มีส่วนในการสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น”
“ถึงพลังของมันนี้จะราวกับเสกทุกสรรพสิ่งได้ดั่งใจคิดแต่ว่าแท้จริงแล้วกลับไม่มีผู้ใดทราบชัดได้ว่าแท้จริงพลังของเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูราจะเป็จริงไปอย่างที่ตำนานว่าไว้คงได้แต่ต้องรอให้เ้าพิสูจน์แล้วเด็กน้อยแซ่หยาง”
ยามนี้ใบหน้าของหยางเทียนพลันสาดประกายแห่งความตกตะลึงอย่างถึงที่สุดออกมาในใจแต่หนแรกมันคิดว่าเพียงแค่ว่าหากมันสามารถเข้าสู่เส้นทางฝึกตน หากเพียงแต่สามารถเพิ่มระดับพลังเฉกเช่นบุคคลอื่นได้นั้นย่อมเพียงพอต่อมันแล้วไฉนเลยจะกล้าคิดว่าสิ่งของตรงหน้าที่ถูกเรียกกล่าวว่าเป็เส้นลมปราณาแท้จริงที่ตกทอดมาจากเทพมารเทวะอสูราเพียงแค่ได้ยินชื่อก็ตกตะลึงพออยู่แล้ว แต่กลับคุณสมบัติของเส้นลมปราณนั้นเป็ดั่งตัวตนใดกันในหัวมันคิดได้แต่เพียงตัวตนที่เสกสรรหมู่มวลชีวิต สรรสร้างสรรพธาตุ รวมถึงดินแดนต่างๆได้นี่ย่อมมิใช่ต้องเรียกมันผู้นั้นว่าพระเ้าอย่างนั้นหรืออย่างไรกัน
แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงแก่เด็กน้อยยามนี้ที่สุดนั้นคือตัวตนของสิ่งที่คล้ายดั่งพระเ้านี้นั้นกลับมาปรากฏสู่ตรงหน้าของมันแล้วอย่างนี้จะไม่ให้มันไม่ตกตะลึงไปได้อย่างไรกัน
หญิงสาวพลันเปิดเผยรอยยิ้มพึงใจอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงของหยางเทียนยามนี้พร้อมกล่าววาจาต่อ
“การที่จะแก้ไขเส้นลมปราณของเ้านั้นยามนี้ชัดเจนว่าเป็สิ่งเป็ไปไม่ได้อย่างยิ่งหากแต่กลับการใส่ลมปราณเส้นใหม่ไปแทนที่ละก็สิ่งนี้นับว่าพอเป็ไปได้อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นการใส่เส้นลมปราณนี้เข้าไปทดแทนกลับไม่ง่ายดั่งปากพูด”
“การแทนที่เส้นลมปราณเดิมนั้นจำต้องปล่อยให้เส้นลมปราณใหม่เข้าไปกัดกินทำลายเส้นลมปราณสายเดิมเสียก่อนจากนั้นมันจึงจะทำการทดแทนที่เส้นลมปราณสายเดิมได้แม้ว่าคำพูดข้าจะฟังดูเรียบง่ายเพียงใดแท้ที่จริงขั้นตอนของมันกลับหนักหนาสาหัสยิ่งนักการทำลายเส้นลมปราณเดิมโดยใช้เส้นลมปราณใหม่นั้นเป็วิธีที่ทารุณที่สุดในห้วงเทวะ์แห่งนี้ทีเดียว”
“วิธีการกัดกินทำลายเส้นลมปราณเก่านั้นจะกินเวลาอยู่ถึง9วัน9คืนทั้งตลอดระยะเวลาความเ็ปจะส่งผลตรงไปยังทั้งจิติญญาและร่างกายโดยตรงแต่กับเ้าที่ผ่านการผสานสองดวงจิตสมบูรณ์มาแล้วคงทราบถึงความเ็ปถึงดวงจิติญญาได้ดีทั้งครั้งนี้ยังเกิดขึ้นนานถึง 9วัน9คืน มิใช่เพียง 3ชั่วยามดั่งครั้งก่อน นอกจากนี้กระบวนการกัดกินทำลายและสร้างใหม่ยังส่งผลถึงร่างกายในยามนี้ของเ้าเช่นกัน
“ได้ฟังถึงขั้นนี้แล้วเ้าจะยังรับการปลูกถ่ายเส้นลมปราณนี้อยู่หรือไม่” เสียงหญิงสาวกล่าวต่อเด็กน้อยเพื่อหวังกล่าวเตือนเป็ครั้งสุดท้าย
“ ตัวข้าชัดเจนว่าทราบถึงความเ็ปครั้งก่อนดีว่าเป็เช่นใดแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็จะขอรับการเปลี่ยนเส้นลมปราณนี้ แม้ข้าทำไม่สำเร็จได้ตกตายไป อย่างน้อยข้ายังได้พยายามอย่างที่สุดในการทำลายชะตากรรมที่ถูกลิขิตมาให้เป็เพียงขยะดั่งตอนนี้แต่หากข้าไม่ทำอะไรเลยแล้วละก็ ข้าก็จะยังคงเป็ขยะมีชีวิตแล้วมันจะต่างอันใดกับตกตายกัน เพราะฉะนั้นท่านจงเริ่มลงมือเถิดพี่สาวเทพธิดาอย่าได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าอีกเลย”
เสียงของหยางเทียนยามนี้กล่าวออกด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างสิ้นเชิงจิตใจที่ไม่ยินยอมจำนวนต่อโชคชะตาของมันนั้นผลักดันให้มันมีความมุ่งมั่นและ้าฉีกทำลายโชคชะตาที่เล่นตลกกับชีวิตของมันมาตลอด
ในจิตใจตอนนี้ของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความครุ่นแค้นต่อโชคชะตาอย่างที่สุด
“หากโชคชะตากล้าเล่นตลกกับข้าข้าจะทำให้มันได้รู้สำนึกว่าตัวข้าผู้นี้ไม่ใช่ผู้ที่โชคชะตาจะมาทำสิ่งใดกับตัวข้าก็ได้ข้าจะทำลายมันให้มันได้จดจำว่าตัวตนของข้าเป็สิ่งที่มันไม่ควรเข้ามายุ่งั้แ่หนแรก”คำกล่าวสบถต่อโชคชะตาดังขึ้นในความคิดของมันมิได้หยุดหย่อน
เมื่อหญิงสาวเห็นการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางของหยางเทียนแล้วนั้นคนพลันกับไม่พูดสิ่งใดอีกต่อไปทุกสิ่งอย่างพลันกลับสู่โลกภายนอกอีกครั้งยามนี้หยางเทียนพลันลืมตาขึ้นและลุกขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเป็ที่สุดาแที่หลังของมันชัดเจนว่าหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่แต่อย่างใดชัดเจนว่านี่ต้องเป็ผลพวงจากการผสานจิตเข้ากับตัวตนทั้งสองนั้นเป็แน่แล้ว
เบื้องหน้าของเด็กน้อยพลันปรากฏหญิงสาวงดงามตรงหน้ากำลังเคลื่อนพลังปราณลึกล้ำส่งเส้นสายลมปราณาแท้จริงเข้าผสานกับร่างของมันอย่างถนัด
ทันทีที่มันกำลังสับสนอยู่นั้นเองเสียงหนึ่งพลันดังกระตุ้นเตือนสติมันอย่างกะทันหัน“ จงอย่าได้เสียสมาธิ เร่งสำรวมจิตใจของเ้าซะวิธีการต่อไปต้องพึ่งจิตอันมุ่งมั่นของเ้าแล้ว”
ร่างกายเด็กน้อยพลันรู้สึกตัวและรีบทำตามคำกล่าวของหญิงสาวตรงหน้ามันทันทีโดยไม่มีที่ท่าลังเลแม้แต่น้อย
ระยะเวลาเพียงผ่านไปชั่วลมหายใจเพียงเท่านั้น พลันบังเกิดความร้อนสายหนึ่งกำลังพลาญทำลายบางสิ่งภายในเส้นปราณของเด็กน้อยขึ้นยามนี้ส่งผลให้ใบหน้าของเด็กน้อยเกิดประกายความเ็ปขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ถึงแม้จะบังเกิดความเ็ปเพียงใดในยามนี้ ชัดเจนว่ามันยังไม่รุนแรงเท่าตอนที่ตัวมันได้ทำการผสานสองดวงจิตเข้าร่างทั้งยามนี้นอกจากใบหน้าของหยางเทียนที่บิดเบี้ยวแล้วคนกลับไม่ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเช่นกาลก่อน เด่นชัดว่ายามว่าพลังทางจิตใจของตัวมันบัดนี้ได้ถูกยกระดับเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ในตอนนี้เองดวงตาของหญิงสาวพลันประกายออกด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดหญิงสาวไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กน้อยตรงหน้ายามนี้กับสามารถ อดกลั้นความเ็ปไม่ให้ตนแผดเสียงร้องอันน่าเวทนาดั่งกาลก่อนออกมาได้ ต้องกล่าวก่อนว่าแม้ความเ็ปยามนี้จะน้อยกว่าขั้นตอนการผสานสองดวงจิตก็ตามแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทนทานข่มกลั้นความเ็ปและห้ามไม่ให้ส่งเสียงร้องอันเวทนาออกมาได้
แต่กลับยามนี้ เด่นชัดว่าเด็กน้อยตรงหน้าของหญิงสาวนั้นอายุเพียง12ปีพลังอยู่แค่ระดับแรกแห่งลมปราณอันอ่อนด้อยที่สุดในโลกหล้าอย่างลมปราณแรกกำเนิด ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าชั่วชีวิตของเด็กน้อยไม่มีทางได้ฝึกฝนทักษะเพื่อต้านทานการบุกจู่โจมทางจิติญญาเป็แน่
ขณะที่หญิงสาวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นร่างบุรุษผู้เปล่งประกายรัศมีแห่งจักรพรรดินักรบได้ปรากฏตัวตนขึ้นอีกคราด้านของของหญิงสาวร่างที่ปรากฏออกมาแน่นอนว่าคือร่างของกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียนในร่างแปลงมนุษย์
“ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะสามารถทนทานการผสานดวงจิตได้ด้วยการอาศัยกำลังในยามนี้ ครั้งที่ท่านตัดสินใจจะผสานดวงจิตกับมันตัวข้าถึงกับภาวนาต่อฟ้าดินอยู่หลายครั้งว่าต่อให้กระบวนการล้มเหลว ก็ขอให้มีเพียงเด็กเหลือขอผู้นี้ที่ตกตายไป”
“ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงยามนี้ ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนักตัวของเ้าเด็กเหลือขอนี่ ชัดเจนว่าหลังจากผ่านการผสานดวงจิต กำลังในการควบคุมจิติญญามันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนักกระบวนการพลาญทำลายเพื่อก่อเกิดเส้นลมปราณใหม่เริ่มไปได้เกือบชั่วยามแล้วนอกจากสีหน้าที่บิดเบี้ยวของมันแล้วดั่งโคลนตมเน่าเหม็นแล้วนั้น กลับสามารถสะกดกลั้นความเ็ปไม่ให้ตนส่งเสียงร้องออกมาได้”
“นี่กลับเรียกได้ว่าตลอดชีวิตของข้าเหตุการณ์ตรงหน้านี้นับเป็ครั้งแรกที่เห็นตัวตนที่กระทำเช่นนี้ได้ทั้งยังเป็เพียงเด็กโง่งมผู้หนึ่งอีกด้วย” คำกล่าวของฉีอินเทียนยามนี้นั้นไม่ได้แตกต่างไปจากประกายตาของหญิงสาวข้างตัวมันแม้แต่น้อยเนื่องด้วยน้ำเสียงส่วนใหญ่ที่กล่าวออกมานั้นเจือปนไปด้วยความตกตะลึงอันที่สุดความไม่อยากเชื่อในสายตาตนเองมาอยู่ในน้ำเสียงและสีหน้าของมันในยามนี้
“ถึงแม้จะน่าตกตะลึงอย่างเ้าว่ามาจริงแต่นี่เป็เพียงการเริ่มต้นของกระบวนเท่านั้น หากความรุนแรงของกระบวนการนี้แท้จริงกลับยังไม่ปรากฏออกมาเมื่อถึงยามนั้นเราคงได้แต่ภาวนาให้เด็กน้อยผู้นี้ทำสำเร็จไม่เช่นนั้นแล้วตัวเ้าและข้านั้นย่อมได้ดับสูญไปพร้อมกันแล้ว”
วาจาของหญิงสาวพลันดังขึ้นอีกครั้งความรู้สึกยามนี้ของหญิงสาวนั้นผสมปนเปทั้งความตกตะลึงและความถอดถอนใจอยู่กรายๆเนื่องด้วยแม้ความทนทานของเด็กน้อยตรงหน้าจะเหนือล้ำกว่าที่มันคาดไว้เพียงใด แต่นี่นับเป็เพียงแรกเริ่มของกระบวนการเพียงเท่านั้นมันยังคงต้องอดทนไปอีกถึง9วันเต็มซ้ำนี่ยังอาจนับได้ว่าเป็กระบวนการที่เ็ปน้อยที่สุดแล้ว