นี่คือการลงทัณฑ์จากสวรรค์ใช่หรือไม่? หลังจากแผ่นดินไหวสิ้นสุดลง สึนามิยักษ์ที่สาดซัดตามมาประหนึ่งดั่งฝันร้ายที่คอยซ้ำเติม พวกเขาต้องพบกับภัยพิบัติสองครั้งสองคราในคราวเดียว ในเวลานี้พวกเขาไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดอีก เพียงแค่หวังให้ฝันร้ายในครั้งนี้สิ้นสุดลงและขอให้มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดแล้วที่พวกเขาจะได้พบ
สึนามิยักษ์ที่สาดซัดทำลายไปทั้งเมืองครั้งนี้ ไม่ได้แค่เพียงนำพามาซึ่งความสูญเสียที่ใหญ่หลวงเท่านั้น แต่มันยังนำพามาซึ่งความโศกเศร้า หดหู่และหมดหวัง หลายๆ คนที่หนีออกมาจากพื้นที่อันตรายได้สำเร็จ ได้แต่เพียงยืนมองดูคลื่นยักษ์ที่สาดซัดพัดพาบ้านเรือนของพวกเขาไป มันไม่ใช่แค่เพียงสาดซัดที่พักอาศัยไปเท่านั้น มันยังสาดซัดพัดพาความทรงจำทั้งหมดของพวกเขาไปอีกด้วยหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง บ้านที่เคยอยู่ ถนนที่เคยเดิน ร้านค้าที่เคยเข้า สนามเด็กเล่นที่พวกเขาเคยเติบโตมาพร้อมกัน ถูกซัดหายไปกับคลื่นยักษ์ แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่พวกเขายังคงเหลืออยู่ก็คือ ครอบครัวของพวกเขาเอง พวกเขายังเหลือกันและกัน
แม้การบอกว่า ขอบคุณ ออกจะฟังดูไม่เข้ากันอยู่บ้างกับสถานการณ์ที่เลวร้ายในตอนนี้ แต่พวกเขาอยากจะขอบคุณ ที่อย่างน้อยๆ พวกเขายังมีกันและกัน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือผู้คน คือครอบครัว ที่จะต้องเป็นแรงใจให้กันและกัน สิ่งของนอกกาย ไม่ตายก็ยังหาใหม่ได้ แต่ชีวิตถ้าหากสูญเสียไปแล้วมันก็คือการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ไม่มีทางเอาคืนมาได้
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าใครกันที่เป็นคนเปิดสัญญาณแจ้งเตือนภัยสึนามิทำงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว จนกระทั่งเกิดสึนามิ แต่ว่ามันทำให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวและหนีรอดปลอดภัยออกมาได้ ก่อนหน้านี้หลังจากเกิดแผ่นดินไหว พวกเขาหลายคนต่างหนีขึ้นตึกสูงเพื่อหวังใช้มันหลบภัยสึนามิ ถ้าหากไม่มีการแจ้งเตือนบอกว่าให้หนีออกจากพื้นที่ห้ามขึ้นตึกสูง ป่านนี้พวกเขาก็คงจบชีวิตไปกับสึนามิยักษ์ลูกนั้นไปแล้ว
พวกเขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้าหากไม่มีการแจ้งเตือนก่อนหน้า ไม่มีการตะโกนโหวกเหวกโวยวายของคนบางกลุ่ม ไม่มีการแจ้งเตือนจากสื่อต่างๆ ในตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้น ในตอนนี้พวกเขาคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้เป็นแน่
แม้จะผ่านไปหลายนาทีแล้ว แต่คลื่นยักษ์จากท้องทะเลก็ยังคืบคลานกลืนกินชายฝั่งเข้ามาเรื่อยๆ ประหนึ่งว่าเป็นหลุมดำที่กลืนกินทุกอย่าง แม้ความรุนแรงจะไม่เท่ากับครั้งแรกที่คลื่นปะทะกับชายฝั่ง แต่มันก็ยังรุนแรงมากพอที่จะทำให้สิ่งก่อสร้างที่มันเคลื่อนผ่านหายไปกับคลื่นน้ำอยู่ดี พวกเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะหยุดลงตอนไหน แต่เพียงได้แต่ภาวนาให้มันจบสิ้นโดยเร็วที่สุด
โยชิดะยืนมองคลื่นที่สาดซัดไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาก็คือคนที่คอยตะโกนบอกให้ทุกคนไปหลบภัยตั้งแต่ได้รับข้อความแจ้งเตือนจาก DrawkCab นั่นเอง ในตอนนี้เขายืนอยู่บนภูเขาสูงรวมอยู่กับผู้หลบภัยคนอื่นๆ
ความรู้สึกของเขาหลากหลายเหลือเกิน แปลกประหลาด ตกใจ เศร้าใจ หวาดกลัว โล่งใจ มันสับสนปนกันไปหมด ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีเขาพึ่งจะไปเที่ยวเทศกาลทานาบาตะและได้เขียนคำอธิษฐานของตนเอง แต่แค่เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นกลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้ประสบกับหายนะครั้งยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว
“เห้อ...อนาคต มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆ ” โยชิดะ ถอนหายใจออกมาปลงๆ
โยชิดะมองไปรอบๆ ตัวเอง ในขณะที่ใครหลายคนกำลังร่ำไห้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อาจจะเป็นเพราะความหวาดกลัว หรืออาจจะเป็นเพราะพวกเขาได้สูญเสียสิ่งที่ตนเองรักไปก็ตาม โยชิดะกลับรู้สึกเพียงแค่เศร้า สงสารและเวทนาเท่านั้น
เขาไม่มีคนรัก เขาโตมาด้วยตัวของเขาเองเพียงคนเดียว เขาไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่ไหนเลย บางทีคนที่ควรจะตายไปก็ไม่ควรเป็นคนรักของพวกเขาเหล่านั้น ถ้าหากว่าเปลี่ยนเป็นเขาแทนมันคงจะดีซะกว่า ถึงเขาจะหายไปสักคน ก็คงไม่มีใครมาเสียใจให้กับการจากไปของเขาอยู่ดี
“คุณคะ!? คุณ!” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
โยชิดะเองก็ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่ามีใครบางคนกำลังร้องเรียกตนเองอยู่ จนกระทั่งหญิงสาวคนนั้นเดิน ฝ่าผู้คนจนกระทั่งยื่นมือมาแตะตัวโยชิดะได้สำเร็จ
หมับ!!
“คุณคะ!?” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
โยชิดะหันหลังกลับมาด้วยความสงสัยว่า ใครมาเรียกเขาในเวลานี้ เมื่อเขาหันกลับมามองเจ้าของมือที่ยื่นมาแตะตัวเขา เขากลับพบว่าเป็นหญิงสาวที่น่ารักคนหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่เขากลับไม่รู้สึกคุ้นหน้าแม้แต่น้อย หรือว่าเธอจะทักคนผิดกัน?
“เอ่อ...เรารู้จักกันเหรอครับ?” โยชิดะถามขึ้นด้วยความสงสัย
หญิงสาวยิ้มขึ้นมาด้วยความน่ารัก พร้อมส่ายหน้าเบาๆ ออกมา
“เอ้า…?” โยชิดะเผลออุทานขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าตาประหลาด จนทำให้หญิงสาวตรงหน้าหลุดขำขึ้นมาอีกครั้ง
‘น่ารักจังแฮะ’ โยชิดะนึกขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้แก้มของเขาแดงขึ้นมาจางๆ แล้ว นี่ทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้ในทันทีว่าโยชิดะกำลังเขินอยู่
“เอ่อ...แล้วที่คุณเรียกผมมีอะไรรึเปล่าครับ?” โยชิดะถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คุณจำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?” หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง
‘เอ้า...ก็เมื่อกี๊เธอบอกว่าเราไม่รู้จักกันไม่ใช่เหรอ แล้วฉันจะไปจำเธอได้ยังไง?’ คิ้วของโยชิดะขมวดเป็นปมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“ไม่ใช่ว่าคุณพึ่งบอกว่าเราไม่รู้จักกันหรอกเหรอครับ” โยชิดะถามขึ้น
“ฉันมาขอบคุณ ที่คุณช่วยชีวิตฉันไว้ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกจากใจ
“หืม?” โยชิดะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะนึกย้อนกลับไปว่าตนเองได้ไปช่วยใครเอาไว้ตอนไหน ก่อนจะนึกได้ว่าตนเองได้วิ่งไปช่วยหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังตกใจทำอะไรไม่ถูก ตอนแผ่นดินไหวนั่นเอง เพียงแต่ว่าในเวลานั้นแผ่นดินไหวมันสั่นรุนแรงมาก รวมไปถึงมันเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน เขาแค่วิ่งเข้าไปช่วยตามสัญชาตญาณของตนเองเท่านั้น ไม่ได้สนใจเลยว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตาหรือแต่งตัวอย่างไร
“คุณใช่คนที่ยืนอยู่ใต้เสาไฟฟ้า ที่ผมวิ่งเข้าไปช่วยเหรอ?” โยชิดะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ใช่ค่ะ ตอนนั้นถ้าหากไม่ได้คุณช่วยไว้ ฉันก็คงโดนเสาไฟฟ้านั่นหล่นมาทับแล้วแน่ๆ ฉันขอบคุณคุณมากเลย” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ใครเห็นก็คงต้องช่วยกันทั้งนั้นแหละ” โยชิดะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
หญิงสาวเองเธอไม่ได้โง่ เธอรู้ดีว่าในตอนนั้นที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างรุนแรง มีคนมากมายที่อยู่ใกล้ๆ เธอ เพียงแต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ แม้แต่คนเดียว ท่ามกลางช่วงเวลาที่น่าหวาดกลัวและเธอกำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนั้น ผู้ชายคนนี้กลับเป็นคนเดียวที่วิ่งฝ่าออกมาจากที่หลบภัยของเขา ก่อนที่จะมาคว้ามือเธอวิ่งพาออกไปจากจุดที่อันตรายนี้
“บุญคุณครั้งนี้ ฉันจะจดจำไม่ลืม...” หญิงสาวเอ่ยขึ้นยังไม่ทันจบ โยชิดะก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“เรื่องเล็กน้อยน่า คุณไม่ต้องใส่ใจหรอก คุณไม่ต้องถือมันเป็นบุญคุณหรอกนะ ผมทำไปไม่ได้หวังอะไรตอบแทนอยู่แล้ว ถ้าหากมีคนตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้วนี่ จริงไหมล่ะ?” โยชิดะยิ้มขึ้นมา
หญิงสาวพอจะเข้าใจแล้วว่าโยชิดะเป็นคนแบบไหน ถ้าหากเธอยังคงดึงดันที่จะพูดถึงเรื่องนี้ต่อไป ก็คงจะทำให้โยชิดะรู้สึกไม่ดีเป็นแน่ เธอเลยเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“ฉันยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย ฉันชื่อ ริเอะ ฟุคาดะ ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส ที่ดูแล้วไม่เข้ากับสถานการณ์รอบข้างในตอนนี้แม้แต่น้อย แต่เพราะอะไรไม่รู้โยชิดะกลับรู้สึกว่า รอยยิ้มของเธอมันทำให้บรรยากาศที่ดูหม่นหมองโศกเศร้าในตอนนี้ ดูสดใสขึ้นมาในทันที
“ผม...โยชิดะ...โยชิดะ.. ชุน” เพราะอะไรก็ไม่ทราบโยชิดะกลับเอ่ยขึ้นมาด้วยความติดขัด นี่เป็นเพราะโยชิดะไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าได้ตกหลุมรักหญิงสาวตรงหน้าเข้าอย่างจัง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
หลังจากนั้นทั้งคู่จึงได้สนทนาทำความรู้จักกัน โยชิดะไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคำอธิษฐานที่เขาได้เขียนในวันนี้ มันจะได้กลายเป็นจริงในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ผู้หญิงที่เขาได้วิ่งเข้าไปช่วยในตอนนั้นกลับกลายมาเป็นแฟนของเขา กลายมาเป็นภรรยาของเขาและกลายมาเป็นแม่ที่ดีของลูกๆ ของเขาในอนาคต เขาไม่เคยคิดเลยว่าความรักของเขามันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงเวลาที่เรียกได้ว่ายากลำบากที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง
ดั่งคำที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า รักมันช่างน่าพิศวง มันไม่เคยเลือกเวลาที่จะเกิด บางครั้งมันก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่แม้แต่จะคิดว่ามันจะเกิด บางครั้งเราก็ไม่ได้เป็นคนเลือกมัน บางครั้งมันก็มาโดยที่เราไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย รู้สึกตัวอีกทีคุณก็อาจจะตกหลุมรักใครบางคนเข้าเต็มเปา..ในขณะเดียวกันขณะที่ชาวญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ ขณะที่ชาวโลกกำลังชมเหตุการณ์ถ่ายทอดสดจากญี่ปุ่น ขณะที่รัฐบาลของญี่ปุ่นยังไม่สามารถประเมินความเสียหายและให้ความช่วยเหลือได้เนื่องจากภัยพิบัติยังไม่สิ้นสุดลง แต่การช่วยเหลือจาก DrawkCab ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภารกิจมากมายถูกส่งเข้าระบบ DrawkCab อย่างรวดเร็ว โดยภารกิจในครั้งนี้ได้แต้มตอบแทนภารกิจมากกว่าปกติถึง 2 เท่า โดยมีเดวิดเป็นคนประเมินสถานการณ์และควบคุมด้วยตนเอง เดวิดสามารถคำนวณได้คร่าวๆ ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากขนาดไหนและต้องได้รับการช่วยเหลือแบบไหน ดังนั้นภารกิจต่างๆ ที่ถูกส่งเข้าไปในระบบก็คือภารกิจที่เดวิดได้สร้างมันขึ้นมาจากการประมวลผลของเดวิดเอง
“ต้องการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก [10 SP] x2”“ต้องการอาสาสมัคร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก [10 SP] x2”“ต้องการรับการบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก [10 SP] x2”“ต้องการรับบริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก [10 SP] x2”“ต้องการรับบริจาคเครื่องมือ….. [10 SP] x2”“ต้องการรับบริจาคเงินเพื่อซื้อ…. [10 SP] x2”“ต้องการคนคอยประสานงานภาคพื้นที่... [10 SP] x2”“ต้องการ….. [10 SP] x2”
ภารกิจบนหน้าต่างภารกิจของ DrawkCab ถูกประกาศขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายร้อยภารกิจ เช่นกันภารกิจต่างๆ ที่ถูกประกาศขึ้นอย่างรวดเร็วหลายร้อยภารกิจนี้ กลับถูกสมาชิกทั่วโลกเลือกทำอย่างรวดเร็ว ภารกิจที่เดวิดคอยประกาศเพิ่มเข้าไปใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ถูกสมาชิกเลือกทำไปทั้งหมด
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตกอยู่ภายใต้สายตาของสมาชิกทั้งหมดของ DrawkCab รวมไปถึงสมาชิก DrawkCab ในญี่ปุ่นที่กำลังประสบกับภัยพิบัติ พวกเขาจ้องมอง ภารกิจต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้าไปและถูกเลือกไปทำจากสมาชิกคนอื่นด้วยความรวดเร็วหลังจากภารกิจทั้งหมดที่ถูกเพิ่มเข้าไปในหน้าต่างภารกิจของ DrawkCab ได้หมดลง ก็ได้มีข้อความแจ้งเตือนขึ้นไปยังสมาชิกของ DrawkCab ที่เป็นผู้ประสบภัยพิบัติในทันที
“อย่าพึ่งยอมแพ้และหมดซึ่งความหวัง เราจะไม่ทิ้งคุณ”
เพียงแค่ประโยคเดียวที่ปรากฏออกมาก็ทำให้ สมาชิกหลายคนที่กำลังโศกเศร้าถึงกับรู้สึกมีความหวังขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่มันกลับจุดประกายความหวังให้พวกเขา เหมือนดั่งแสงไฟในค่ำคืนที่มืดมิด
น้ำตาของสมาชิกหลายคนที่กำลังประสบกับภัยพิบัติจึงไหลออกมาโดยมิอาจกลั้นเอาไว้ได้ เพียงแต่น้ำตาในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำตาของความรู้สึกเศร้าเสียใจ แต่เป็นน้ำตาของความปลาบปลื้มยินดี ในช่วงเวลาที่ยากลำบากยังคงมีกลุ่มคนที่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พวกเขายังมีเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเสมอ อย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้….