ตอนที่ 82 ประกาศผลสอบ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
โรงเรียนพื้นฐานมีระดับชั้นการศึกษาอยู่หกระดับด้วยกัน ส่วนโรงเรียนเวทมนตร์ไม่ว่าชั้นต้นหรือชั้นสูงล้วนแบ่งออกเป็นสามระดับชั้น
แม้ว่าโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงจะสามารถเข้าเรียนได้ถึงแปดปี แต่การสอบเลื่อนชั้นของแต่ละชั้นนั้นยากมาก จึงทำให้นักเรียนใช้เวลาห้าถึงหกปีกว่าจะเรียนจบทั้งสามระดับชั้น
มีเพียงอัจฉริยะไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเรียนจบในสามปี
ตอนนี้เซรีนผู้ถูกประกาศผลสอบคนแรกมีความสามารถในชั้นเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ขอบเขตสาม นั่นหมายความว่าเธอสามารถร่นระยะเวลาไปได้ถึงสองปี เรียนอีกแค่ปีเดียวก็สามารถสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้แล้ว
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ ข้อความของเซรีนก็หายไปและปรากฏข้อความใหม่ขึ้นมา
“เออวิน วินดิเซ่”
“ระดับโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นต้น ชั้นปีการศึกษาที่หนึ่ง”
ทันทีที่แท่นหินสีดำประกาศรายชื่อต่อไปเสียงของผู้คนก็เงียบลง
เออวินย่อมเป็นคนของตระกูลวินดิเซ่ ความสามารถของเขายังอยู่ในระดับมาตรฐานสมกับอายุของเขาเท่านั้น ยังไงในปีนี้เออวินก็ต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนที่หนึ่งอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าเขาไม่ใช่อัจฉริยะแต่อย่างใด
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นมิตรกันทั้งหมด หลายคนลอบหัวเราะอยู่ในใจกับเหตุการณ์นี้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เงียบงันก็ตาม
รายชื่อต่อไปยังคงถูกประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง
บ้างได้เลื่อนระดับชั้น บ้างย่ำอยู่ที่เดิม มีบางคนกระทั่งความรู้ถดถอยกว่าที่ควรจะเป็น
การสอบเทียบในครั้งนี้ไม่ได้รับแต่อัจฉริยะเพียงอย่างเดียว ขอเพียงพวกเขามีเงินในการร่วมออกค่าใช้จ่ายให้กับสำนักงานการศึกษา ลูกหลานของพวกเขาก็เข้าร่วมได้
ดังนั้นมันจึงมีทั้งคนธรรมดา อัจฉริยะ และคนที่โง่กว่าปกติ
รายชื่อประกาศต่อไปไม่เท่าไหร่ก็มาถึงชื่อของหลานชายนายกเทศมนตรี
“ชิม่อน ฟรองซี”
“ระดับโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง ชั้นปีการศึกษาที่สาม”
ทันทีที่รายชื่อปรากฏออกมาจากแท่นศิลาสีดำเสียงของผู้คนก็ฮือฮาขึ้นมาทันที
ฮ่า … ฮ่า … ฮ่า …
“ดี! ดีมาก! สมกับเป็นหลานชายของฉัน” นายกเทศมนตรีนายาฟระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ผลลัพธ์นี้ย่อมไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถึงยังไงตอนนี้ชิม่อนก็ได้เข็มกลัดนักเวทสองวงเวทมาอยู่แล้ว ด้วยคุณสมบัตินี้ย่อมสามารถจบการศึกษาจากโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนี้ชิม่อนอายุสิบสองปีเท่านั้น เกณฑ์การเข้าเรียนของเขาควรอยู่โรงเรียนเวทมนต์ชั้นต้นปีที่หนึ่ง แต่ในตอนนี้ผลของการสอบเทียบสามารถทำให้เขาเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นปีที่สามได้อย่างสบายๆ
อัจฉริยะเช่นนี้สามารถร่นระยะเวลาการเข้าเรียนได้ถึงห้าปี และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเขายังขาดการศึกษาภาคทฤษฎีอีกเล็กน้อยก็สามารถจบการศึกษาได้ ดังนั้นเขาเข้าเรียนอีกแค่ปีเดียวก็สามารถจบการศึกษาจากโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้แล้ว
ไม่แน่ว่าชิม่อน อาจเป็นอัจฉริยะนักเวทที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ในอายุสิบสามสิบสี่ปีก็ได้
เรื่องนี้จึงสร้างความยินดีให้กับนายกเทศมนตรีนายาฟผู้เป็นปู่เป็นอย่างมาก
หลายคนต่างเข้ามาแสดงความยิน
ทว่าเมอร์ลินกลับเห็นสายตาเย้ยหยันจากเด็กชายผมทองคนนั้นมองมาที่เขา
เมอร์ลินเมินเฉยต่อสายตานี้แล้วเงยหน้าขึ้นมองรายชื่อต่อไป
ตอนลงทะเบียนเมอร์ลินไม่ได้รีบร้อน รายชื่อของเขาจึงปรากฏคนท้ายๆ
ผลการสอบยังคงประกาศต่อไป แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถโดดเด่นเทียบเท่ากับชิม่อน
ว่าเมื่อมาถึงรายชื่อคนคนหนึ่งก็ทำให้ผู้คนต้องอึ้งไป
“มอร์กาน่า เมอเฟย์”
“ระดับโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง ชั้นปีการศึกษาที่สาม”
รายชื่อที่ประกาศออกมาทำให้บรรยากาศทั้งห้องโถงต้องเงียบนั้น
หลายคนอยากรู้ว่ามอร์กาน่าผู้นี้เป็นใคร พวกเขาหันศีรษะไปมาเพื่อค้นหา แต่ก็ไม่มีคนที่มีปฏิกิริยายินดีเหมือนตอนชิม่อน
เมอร์ลินหันไปมองเด็กสาวผมส้มที่ไร้ซึ่งผู้ปกครองหรือคนติดตาม เขาคิดว่าเธอคนนี้น่าจะเป็นมอร์กาน่า เมอเฟย์
เขามองเห็นประกายในสายตาของเด็กสาววูบเดียวเท่านั้น ใบหน้าของเธอยังเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
ครู่หนึ่งรายชื่อของคนใหม่ก็ถูกประกาศออกมา เสียงยินดีของเจ้าของรายชื่อทำให้ผู้คนต่างละความสนใจไปจากเด็กสาวที่ชื่อมอร์กาน่า
“รู้จักเธออย่างนั้นหรอ?” ออสตินมองตามสายตาของเมอร์ลินไป
เด็กชายส่ายศีรษะและเอ่ย “เปล่าครับ แค่แปลกใจที่เธอมาเข้าสอบคนเดียวเท่านั้น”
“อืม … ตระกูลเมอเฟย์ ฉันไม่คุ้นหูกับตระกูลนี้เลย” ออสตินกล่าวพึมพำ
ทว่าเสียงของเมอร์ลินก็ได้ดึงความสนใจของเขาไป
“อีกเดี๋ยวก็ถึงตาผมแล้วล่ะครับ” เมอร์ลินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขาสังเกตคนที่ลงทะเบียนก่อนหน้าเขา ตอนนี้ได้ประกาศผลสอบแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเขาย่อมเป็นคนต่อไป
ศาสตราจารย์ออสตินรีบหันไปดูแท่นศิลาทันที
เมื่อข้อความเก่าจางหายไป ข้อความใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นมา
“เมอร์ลิน พริสตัน”
“จบการศึกษาโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง”
ทันทีที่ข้อความนี้ปรากฏ เสียงของผู้คนก็ราวกับถูกดูดหายไป พวกเขาแทบไม่กล้าที่จะหายใจดังด้วยซ้ำ
สายตาของนายกเทศมนตรีนายาฟมองมาที่ออสตินอย่างอึ้งๆ
คงมีแต่เขาที่รู้จักคนของตระกูลพริสตัน เพราะก่อนหน้านี้เขาได้เอ่ยแนะนำออสตินแค่เพียงศาสตราจารย์ออสตินเท่านั้น แต่ไม่ได้เอ่ยนามสกุลแต่อย่างใด
ตอนนั้นเองนายกเทศมนตรีนายาฟก็ถึงกับสาวเท้าก้าวเข้ามา
“ยินดีด้วยศาสตราจารย์ออสติน ลูกชายคนเก่งมากจริงๆ ไม่ทราบว่าเขาจะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพริสตันเลยหรือไม่?”
สายตาของผู้คนต่างจับจ้องมาทางนี้ ตอนนี้พวกเขาได้รู้แล้วว่าเมอร์ลิน พริสตันนั้นเป็นใคร
หลายคนมองมาที่ออสตินและเมอร์ลินด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งชื่นชมและอิจฉาในคราเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายออสตินเป็นเด็กอายุสิบขวบเท่านั้น แต่เขากลับมีความรู้ความสามารถในระดับเทียบเท่ากับนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ได้เลยทีเดียว
ความสามารถแบบนี้ย่อมเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าอัจฉริยะ
ดวงตาของชิม่อนมองมาที่เมอร์ลินด้วยความริษยา ทั้งๆ ที่ความสามารถของพวกเขาไม่ต่างกันแท้ๆ แต่ทำไมเมอร์ลินถึงมีคุณสมบัติสูงกว่าเขาได้
คำตอบย่อมแน่นอนว่าต้องเป็นความรู้
แม้ชิม่อนจะมีความสามารถทางด้านเวทมนตร์มากกว่า แต่เมอร์ลินก็มีความสามารถด้านความรู้มากกว่าเช่นกัน เพียงแต่ความสามารถด้านเวทมนตร์ของเมอร์ลินอยู่ในมาตรฐาน นั่นจึงทำให้เขามีคุณสมบัติของผู้ที่เรียนจบโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง
หลังจากที่นายาเทศมนตรีนายาฟเข้ามาแสดงความยินดีแล้ว หลายคนก็กรูเข้ามา
บางคนถึงขั้นรีบให้ผู้ติดตามสืบเรื่องของออสติน เพราะพวกเขาไม่รู้จักชายชราจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นบุคคลที่ทำให้นายาฟเข้ามาทักทายได้ นั่นหมายความว่าพื้นหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ยินดีด้วย”
“ลูกชายของคุณเก่งมาก”
“เขาต้องการเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนหรอ?”
“ถ้าไม่เป็นการรังเกียจพวกคุณสามารถร่วมรับประธานอาหารกับพวกเราได้ไหม?”
คำถามผูกมิตรมากมายถาโถมเข้าหาออสติน โดยที่มีเมอร์ลินเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงแล้วผู้ที่โดดเด่นควรจะเป็นเด็กน้อยมากกว่า