ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 โลงศพอีกโลง

            ลึกเข้าไปในถ้ำบุรุษกับสตรีคู่นั้นคุกเข่าอยู่ที่พื้น พลางก้มหน้าสบถสาบาน

            และเบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพวาดภาพหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนัง

            ภาพนั้นเป็นภาพคนผู้หนึ่งสวมชุดสีดำปกคลุมไปทั้งร่างมองเห็นเพียงครึ่งหน้า คนผู้นั้นมีผิวขาวซีดจนน่ากลัว และยิ้มมุมปากดูน่าสยดสยอง

            “ยอดเยี่ยมข้าจะชี้นำพวกเจ้าไปหาเขา”

            คนชุดดำบนภาพนั้นกำลังพูดอยู่!

            เสิ่นเสวียนเห็นดังนั้นจึงซ่อนตัวอยู่ไกลๆไม่เคลื่อนไหว คอยจับตาดูอีกฝ่าย

            เคล็ดวิชาวาดภาพเช่นนี้อาจหาได้ยากในทวีปหลิงโซ่วแต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เคล็ดวิชาขั้นสูงอะไร

            ขั้นแรกคือการรวบรวมจิตวิญญาณไว้บนภาพวาดจากนั้นก็ส่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งเข้าไปในค่ายกลบนภาพวาดทำให้ร่างจิตวิญญาณก่อตัวขึ้นก็ใช้ได้แล้ว

            แน่นอนว่าในโลกนี้ให้ความสำคัญกับการฝึกยุทธ์เพิกเฉยต่อการฝึกฝนจิตวิญญาณ อันที่จริงนี่นับว่าเป็นความสามารถทั่วไป แต่เมื่ออยู่ที่นี่กลับค่อนข้างน่าอัศจรรย์

            “ขอบคุณนายท่าน”

            บุรุษและสตรีคู่นั้นคารวะคนชุดดำในภาพอีกครั้งด้วยความภักดีอย่างที่สุด

            “เดินหน้าต่อไปพวกเจ้าจะเจอภาพมายามากมายจำไว้ว่าเจ้าต้องหลับตาและเดินหน้าไปเรื่อยๆ อย่าได้หยุดเดิน”

            สองคนนั้นพลันลุกขึ้นยืนบุรุษหนุ่มเก็บภาพนั้นไว้ในอกเสื้อแล้วก้าวไปข้างหน้า ส่วนสตรีนางนั้นเดินตามหลังไปท่าทางระมัดระวังทั้งคู่

            เมื่อเห็นสองคนนั้นเดินต่อไปเสิ่นเสวียนจึงเดินตามไปอย่างเงียบๆ

            ส่วนภาพมายาที่คนในภาพวาดกล่าวถึงเมื่อครู่นี้เขาก็สัมผัสได้เช่นกัน ไอวิญญาณที่นี่หนาแน่นมากอย่างเห็นได้ชัดไอวิญญาณหนาแน่นก่อให้เกิดภาพมายาขึ้นได้ง่ายมากแต่สำหรับเซียนพเนจรเก้าด่านเคราะห์อย่างเขาแล้วแม้ภาพมายาจะปรากฏขึ้นก็รั้งเขาไว้ไม่ได้

             

            ภายในมิติตอนนี้เสิ่นเลี่ยนไม่ได้สู้กับหุ่นเชิดแล้วแต่นั่งสมาธิอยู่เพื่อรวบรวมประสบการณ์จากการฝึกฝน

            เมื่อเทียบกันแล้วเสิ่นเสี่ยวเม่ยดูผ่อนคลายกว่ามาก นางยืนอยู่ด้านหน้าโลงศพสีแดงไม่ได้ตกใจเพราะโลงศพโลงนั้น ในนี้มีหุ่นเชิดอยู่สองคนแล้วแน่นอนว่าคงไม่ต้องกลัวถ้าจะเพิ่มขึ้นมาอีกนางยืนอยู่ตรงนี้เพราะอยากเปิดฝาโลงศพเพื่อดูข้างใน ว่าเสวียนหลิงเอ่อร์กำลังพักผ่อนเหมือนกับที่นางบอกไว้ก่อนหน้านี้จริงหรือเปล่า

            แต่หลังจากลองอยู่หลายครั้งก็พบว่านางมิอาจเปิดฝาโลงออกได้เลยจึงต้องยอมแพ้ไปก่อน

            ส่วนภายในถ้ำเสิ่นเสวียนเดินตามสองคนนั้นไปอย่างระมัดระวัง รักษาระยะห่างพอสมควร

            บุรุษกับสตรีตรงหน้าก็เดินไปด้วยความระมัดระวังเช่นกันทันใดนั้นพวกเขาเห็นร่างเงาคนมากมายที่กำลังล่องลอยและไหวเอนและมีบางคนที่ถือขวานกระโจนใส่พวกเขา

            ทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็พยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากและหลับตาลงทันทีบุรุษที่เดินนำหน้าถือภาพคนชุดดำผู้นั้นเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

            สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม้ทั้งสองคนยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่กลับมีเหงื่อผุดออกมาเต็มหน้าวิญญาณร้ายเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อพวกเขามากจริงๆ

            แต่เมื่อทำตามที่คนชุดดำบอกคือหลับตาแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ แม้จะหวาดกลัวมากแต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ

            ทั้งสองคนเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องเสิ่นเสวียนก็เดินตามไปในอาณาเขตวิญญาณเช่นกัน

            เสิ่นเสวียนเห็นวิญญาณเหล่านี้แต่ไม่ได้หลับตาเดินเหมือนกับพวกเขาแบบนั้นแม้จะเดินหน้าไปแล้วไม่เป็นอันตราย แต่จะทำให้ไอพลังชีวิตของพวกเขาถดถอยลงหากเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ร่างกายอ่อนแอลงเป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคืออายุขัยของพวกเขาจะสั้นลงไปด้วย

            พลังจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนปกคลุมไปทั่วร่างเพลิงวิญญาณแผ่กระจายออกมาบางๆ เมื่อมีเพลิงวิญญาณเหล่านี้ปกคลุมร่างกายเหล่าวิญญาณที่เข้าใกล้มองเห็นเพลิงวิญญาณนี้จึงส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาทันที

            “อ๊าก!!! อ๊าก!!!”

            พวกมันแยกย้ายกระจายตัวกันออกไปและมองเสิ่นเสวียนราวกับเป็นเทพที่น่ากลัว

            “แย่แล้ว!”

            เสิ่นเสวียนกล่าวเสียงขรึมแล้วสลายเพลิงวิญญาณพลางถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อออกห่างจากวิญญาณเหล่านั้น

            “ช้าก่อน”

            คนชุดดำบนภาพกล่าวขึ้นทำให้บุรุษที่หลับตาเดินอยู่หยุดเท้าลงทันที

            “หันกลับไป”

            “ขอรับ”

            บุรุษผู้นั้นกลับหลังหันในทันทีเพื่อให้คนในภาพได้มองไปทางด้านหลัง

            ภายในถ้ำตอนนี้วิญญาณเหล่านั้นยังคงเคลื่อนไหวอย่างสับสนไม่อาจหลุดจากความหวาดกลัวที่มีต่อเพลิงวิญญาณได้เลย

            “เดินกลับไปทางเดิมเร็วเข้า”

            คนชุดดำในภาพวาดกล่าวกับบุรุษผู้นั้นเขารับคำสั่งในทันทีและเดินกลับไปทางเดิม ทว่าเขาชนเข้ากับสตรีที่อยู่ด้านหลังพอดีจนทำให้นางล้มลง

            เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นางลืมตาขึ้นทันที แล้วไอวิญญาณนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าในหัวผ่านดวงตาของนาง

            “อ๊าก!!! อ๊าก!!!”

            ทันทีที่ไอวิญญาณพุ่งเข้าไปในดวงตาของสตรีนางนั้นนางก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยแววตาเหม่อลอย นางนั่งลงและใช้มือทั้งสองข้างข่วนพื้น

            “อย่าลืมตาหลับตาลงเดี๋ยวนี้”

            เสียงโหดเหี้ยมของชายชุดดำทำให้หัวสมองของนางว่างเปล่านางจึงหลับตาลงทันที

            จากนั้นคนชุดดำในภาพก็อ้าปากยิงลำแสงสายหนึ่งส่องไปที่หัวของสตรีนางนั้นจากนั้นเสียงวิญญาณร้องโหยหวนก็ดังขึ้นเหมือนกับก่อนหน้านี้พร้อมกับไอวิญญาณมากมายที่พุ่งออกมาจากหัวของนางและสลายหายไป

            “หากข้าไม่อนุญาตใครลืมตาขึ้นมาอีกข้าจะควักลูกตาทิ้ง”

            คนชุดดำในภาพกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

            “ขอรับ”

            “เจ้าค่ะ”

            ทั้งสองคนพยักหน้ารับคำในทันทีและไม่กล้าลืมตาขึ้นมาอีกเลย

            บุรุษผู้นั้นถือภาพวาดเดินกลับไปทางเดิมจนมาถึงตรงที่เสิ่นเสวียนยืนอยู่ก่อนหน้านี้แล้วจึงหยุดเท้าลง

            คนชุดดำในภาพวาดสัมผัสไอพลังที่อยู่รอบๆ

            “ในเมื่อท่านมาถึงที่นี่แล้วอย่าได้ซ่อนตัวอีกเลย”

            คนชุดดำกล่าวขึ้นเสียงดังก้องน้ำเสียงของเขาค่อนข้างล้ำลึก ดังเข้าในหูของเสิ่นเสวียนอย่างแม่นยำ

            ทว่าเสิ่นเสวียนยังคงซ่อนตัวอยู่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา

            เมื่อเห็นว่าภายในถ้ำว่างเปล่าร้างผู้คนคนชุดดำจึงกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            “ในเมื่อท่านไม่ปรากฏตัวออกมาข้าก็จะไม่บีบบังคับ พวกเราไป”

            คนชุดดำกล่าวกับบุรุษผู้นั้นเขาหันหลังกลับแล้วเดินหน้าไปทั้งที่ยังหลับตาเหมือนเดิม และสตรีนางนั้นก็เดินตามหลังไป

            ภายในถ้ำกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

            เมื่อเห็นสองคนนั้นเดินไปไกลแล้วเสิ่นเสวียนจึงค่อยๆ เดินออกมา

            เขากำลังครุ่นคิดว่าจะเดินผ่านไปอย่างไร

            เมื่อครู่เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่เห็นเขาอย่างแน่นอนเพียงแต่สังเกตเห็นไอพลังวิญญาณเล็กน้อย ที่อีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้เพราะต้องการขู่เขาให้กลัวดูว่าจะทำให้เขาหวาดกลัวได้หรือไม่

            ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วหลังจากนี้เขาต้องระวังให้มากขึ้น

            ครั้งนี้เขาจึงไม่แสดงเพลิงวิญญาณออกมาอีกแต่แสดงไอพลังของงูหน้าผีออกมาแทนเพื่อให้เข้ากับวิญญาณเหล่านี้ทำให้วิญญาณเหล่านี้คิดว่าเป็นพวกเดียวกัน และไม่ได้เล็งเป้ามาที่เขา

            หลังจากเดินไปประมาณหนึ่งลี้ในที่สุดก็พ้นอาณาเขตวิญญาณ

            คิดคำนวณดูแล้วอาณาเขตวิญญาณนี้เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างอันตรายอย่างน้อยก็อันตรายมากสำหรับคนในทวีปหลิงโซ่ว

            ตามที่ใช้จิตวิญญาณสัมผัสได้ก่อนหน้านี้บุรุษกับสตรีคู่นั้นเดินเข้าไปในอีกถ้ำหนึ่งแล้ว

            ถ้ำนี้ไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนกับก่อนหน้านี้มีความกว้างประมาณเก้าจั้ง

            แต่มันกลับงดงามอลังการกว่ามากบนผนังประดับไปด้วยอัญมณีหลากหลายชนิด มันเปล่งประกายออกมาทำให้ที่นี่สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน

            แต่ที่น่าดึงดูดที่สุดคือใจกลางถ้ำมีแท่นหินตั้งอยู่

            บนแท่นหินไม่มีสิ่งของใดๆวางอยู่เลย แต่สูงขึ้นไปราวเก้าฉื่อกลับมีโลงศพสีดำลอยอยู่

            รอบๆไม่มีสิ่งใดยึดเอาไว้เลย แต่มันสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างนั้นช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

            บุรุษกับสตรีคู่นั้นยืนอยู่ตรงนั้นส่วนคนชุดดำในภาพวาดกำลังยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “วะฮะฮ่าผู้เฒ่าจี๋เล่อ ในที่สุดข้าก็เจอท่านจนได้”

            คนชุดดำมองโลงศพโลงนั้นพลางกล่าวเสียงของเขาดังสะท้อนไปมาอยู่ภายในถ้ำไม่หยุด

            ส่วนเสิ่นเสวียนที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นก็ได้เห็นทุกอย่างเข้าพอดี

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน