[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย

    171 แก่นแท้

    “หน่วยเอทวันล้มเหลวในการเคลียร์เกท ย้ำ หน่วยเอทวันล้มเหลวในการเคลียร์เกท สมาชิกภายในหน่วยตายทั้งหมด 25 คน ขอย้ำ!”


    สัญญาณวิทยุสื่อสารส่งมาจากแนวหน้าสร้างความตกใจให้กับเหล่านายพลที่กำลังจับตามองดูการสำรวจเกทระดับ 9 ที่กำลังจะยกระดับขึ้นไปเป็นเกทระดับ 10 การส่งหน่วยเอทวันเข้าไปโจมตีก็เพื่อสำรวจเพียงเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ด้านในตามที่แอนเดอร์สันรายงานได้ฆ่าคนในหน่วยเอทวันไปมากกว่าครึ่ง


    หน่วยที่เข้าไปสำรวจกลับไม่ได้มีเพียงแค่หน่วยเอทวัน  หน่วยเอทธรีหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของค่ายก็ได้เดินทางเข้าไปด้วยเช่นกัน ภายใต้การรอให้หน่วยเอทธรีออกมารายงานเหล่านายพลต่างเกร็งไปทั้งตัว


    “แย่แล้วครับ หน่วยเอทธรีมีผู้รอดชีวิตกลับมาเพียงแค่ 15 คนเท่านั้น ย้ำ หน่วยเอทธรีมีผู้มีชีวิตรอดเพียง 15 คนเท่านั้น!”


    เสียงจากแนวหน้าส่งผลให้เหล่านายพลภายในค่ายนั่งไม่ติด ตอนนี้เกทระดับ 9 ถูกยกระดับให้กลายเป็นเกทระดับ 10 แล้ว การจะทำลายหน่วยเอทวันและหน่วยเอทธรีได้ จำเป็นต้องใช้พลังที่มหาศาลอย่างผู้ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีไป


    “รายงานครับ หน่วยเอทวันส่งรายงานการสำรวจมาแล้วครับ”


    “รายงาน หน่วยเอทธรีส่งรายงานสำรวจมาแล้วเช่นกันครับ”


    เอกสารรายงานถูกเปิดอ่าน เมื่อรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีไม่ได้มีเพียงแค่ร้อยตัว เหล่านายพลต่างส่งคนไปยังโลกเพื่อติดต่อสหพันธ์ ด้วยกำลังของพวกเขาเพียงเท่านี้ไม่สามารถเอาชนะเกทได้อย่างแน่นอน จำเป็นต้องพึ่งกองกำลังหลักของสหพันธ์ 


    “เราจำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยใหม่ให้เร็วที่สุด”


    “แล้วเราจะจัดตั้งอย่างไร”


    “ให้หน่วยเอทวันและหน่วยเอทธรีเป็นเสาหลักจากนั้นก็ยุบหน่วยอื่นเติมเข้าไป”


    “หมายความว่าจะทำให้หน่วยทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้หน่วยเอทวันและเอทธรี”


    “ใช่ เราทำแบบนี้ได้เพียงหนทางเดียวเท่านั้น เพื่อเว้นที่ว่างให้กลุ่มคนที่จะมาช่วยเหลือได้สร้างหน่วยใหม่”


    การวางแผนเริ่มต้นขึ้น ชายที่ได้รับหน้าที่ให้กลับไปติดต่อสหพันธ์รีบวิ่งขึ้นไปบนยานมุ่งหน้ากลับออกมาจากมิสเทอรี่เพื่อส่งคำขอสร้างกองกำลังขึ้นมาจัดการกับเกทที่พึ่งยกระดับ


    “แอนเดอร์สัน แกเห็นไหมว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรฉันเลย”


    โจเฟอร์มองออกไปนอกหน้าต่าง หลังจากกลับออกมาจากเกทแล้วถูกรายงานเรื่องฆ่าหัวหน้าหน่วยเอทไนน์และการปกปิดข้อมูลฟาร์เซล ทางค่ายทหารที่ 12 ทำเพียงกักบริเวณและปลดเขาให้กลายเป็นพลทหารเพียงเท่านั้น


    สาเหตุที่ทางค่ายทหารทำเพียงเท่านี้ไม่มีบทลงโทษอื่นก็เพราะว่าตอนนี้เกทยกระดับขึ้นแล้ว โจเฟอร์ที่รู้ว่าทางค่ายหวังพึ่งพลังของมันจึงนั่งยิ้มน้อยๆ การอยู่ภายในห้องเงียบๆทำให้เขาไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตราย หนำซ้ำยังสามารถสงบสติหลังจากที่ถูกทำให้พ่ายแพ้ได้ นับว่าเป็นโชคดีเช่นเดียวกัน


    “นายน้อย ทางตระกูลตอบกลับมาแล้วครับ”


    “พวกเขาว่ายังไง”


    “ลูกแก้วฟาร์เซลส่งถึงมือผู้นำตระกูลแล้วครับ”


    โจเฟอร์ฉีกยิ้มกว้าง ตอนนี้สหพันธ์ไม่สามารถบีบบังคับให้มันส่งลูกแก้วฟาร์เซลได้อีกต่อไปเพราะมันตกอยู่ในมือของผู้นำตระกูลคาสโตรแล้ว หากสหพันธ์อยากได้คงต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่า


    “แล้วแอนเดอร์สันล่ะ”


    “หายไป เขาหายไปจากการตรวจจับของเรา เหมือนกับว่าเขาล่องหนหายไป”


    “เป็นไปได้ยังไงกัน”


    เวทย์ล่องหนมีให้ใช้งาน เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถล่องหนได้เป็นเวลานาน สูงสุดที่สามารถล่องหนได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น การจะล่องหนหายไปจากการตรวจจับนับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ


    “นายน้อยแอนเดอร์สันหายไปจริงๆครับ เราพบเขาล่าสุดที่สถานีขนส่ง จากนั้นเขาก็หายไป”


    “ไม่มีข้อมูลของเขาเป็นผู้โดยสาร”


    “ใช่ครับ ยานทุกลำที่เดินทางออกไปไม่มีรายชื่อของเขาเป็นผู้โดยสาร”


    โจเฟอร์ที่รู้ว่าแอนเดอร์สันหลอกพวกเขาโดยการเดินทางไปยังสถานีโดยสาร โจเฟอร์ถึงขั้นถอนหายใจ หากเป็นอย่างที่คิดแอนเดอร์สันคงจะใช้วิธีบินข้ามสหพันธ์เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่เขาต้องการเดินทางไปเป็นแน่ หลังจากรู้ว่าไม่มีอะไรจะตรวจหาแอนเดอร์สันได้แล้วเขาจึงนั่งนิ่งๆรอฟังข่าวจากแนวหน้าต่อไปเพราะสุดท้ายเขาคิดว่าตัวเองจะได้เจอแอนเดอร์สันในเร็วๆนี้ที่แนวหน้า


    การที่สหพันธ์ยังคงมีความคิดที่จะเคลียร์เกทแทนที่จะหนี นั่นก็เพราะว่านักเวทย์ที่กลายเป็นทาสของเกท สวมใส่อาวุธชุดเกราะระดับสูง หนำซ้ำใจกลางเกทยังมีเรื่องลี้ลับที่ยังไม่รู้  สหพันธ์จึงจำเป็นต้องเข้าไปเปิดเผยพลังลึกลับนั่นเพื่อครอบครอง


    —-------------------------


    “แอนเดอร์สัน!!!”


    เสียงเจื้อยแจ้วจากเหล่าภูติตัวน้อยร้องตะโกนด้วยความดีใจหลังจากพวกเขาสัมผัสได้ถึงการมาของแอนเดอร์สัน ภายใต้การปรากฎตัวของภูติจำนวนมากทำให้เอลฟ์รู้ว่ามีใครบางคนที่สนิทกับภูติปรากฎตัว


    “นั่นมันแอนเดอร์สันหนิ”


    “ใช่ ไม่แปลกที่ภูติจะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา”


    เหล่าเอลฟ์มองจ้องไปยังจุดที่ภูติรวมตัวกัน พวกเขาจึงโบกมือทักทายแอนเดอร์สันผู้ที่พวกเขาเคารพเนื่องจากได้ช่วยเผ่าพันธ์ุเอลฟ์เอาไว้ด้วยการฟื้นคืนชีพให้กับต้นไม้แห่งชีวิตที่ใกล้จะตาย


    “แอนเดอร์สัน มาทำอะไรเหรอ”


    “มาทำอะไร”


    “มานานไหม อยู่ยาวหรือเปล่า”


    ภูติพากันบินวนเวียนด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น พลางมองไปยังตะกร้าด้านหลังของแอนเดอร์สันที่เต็มไปด้วยผลไม้ที่นำมาแจกจ่ายให้ภูติได้กินกัน


    “อยู่ไม่นาน ฉันแค่แวะมาหาราชินีเอลฟ์เฉยๆ”


    “แวะมาสินะ”


    “แค่แวะมาสินะ ถ้าอย่างนั้นไปเล่นกัน”


    แอนเดอร์สันยังคงยิ้มทุกครั้งที่เจอภูติเหล่านี้ แต่เขากลับต้องปฎิเสธภูติไปก่อนเนื่องจากว่ามีเรื่องสำคัญจำเป็นต้องทำ กระทั่งเขาเดินมาเรื่อยๆด้วยการถูกห้อมล้อมเอาไว้ด้วยภูติจนมาถึงบ้านของราชินีฟีโอน่า แอนเดอร์สันจึงส่งยิ้มทักทายราชินีที่ออกมาต้อนรับเขา


    “สวัสดีครับคุณฟีโอน่า”


    “แอนเดอร์สัน ลมอะไรหอบเจ้ามากัน หรือว่าอยากจะอยู่ที่นี่กับพวกข้าแล้ว”


    “ยังครับ ผมแค่แวะมาทำธุระเท่านั้น พอดีมีเรื่องอยากจะสอบถามราชินีฟีโอน่าเกี่ยวกับการก้าวข้ามขีดจำกัดของนักเวทย์ 900 ปี”


    “เข้ามาคุยกันในบ้านข้าก่อนสิ ดูท่าเราจะได้คุยกันยาว”


    แอนเดอร์สันกวาดตามองหมู่บ้านเอลฟ์ ปรากฎว่ามันดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก คงเพราะต้นไม้แห่งชีวิตที่ฟื้นฟูกลับคืนมาจึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยพลังมานาจนทุกอย่างกลับมาสมบูรณ์ หลังจากสำรวจทุกอย่างเสร็จแอนเดอร์สันก็เข้าไปในบ้านราชินีฟีโอน่าเพื่อพูดคุย


    “เจ้ามาที่นี่เพราะต้องการรู้วิธีก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีอย่างนั้นสินะ”


    “ครับ การมาที่นี่ของผมเพราะต้องการก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปี”


    “แต่เจ้าพึ่งเป็นนักเวทย์ 751 ปีไม่ใช่เหรอ หรือว่าข้าดูเจ้าผิดไป”


    “ผมเป็นนักเวทย์ 751 ปีจริงๆครับ แต่ว่าผมสามารถเพิ่มพลังเวทย์สะสมให้กลายเป็น 900 ปีได้ในทันที”


    “อย่างนั้นเองสินะ คงจะมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้เจ้าเลือกที่จะกลายเป็นนักเวทย์ 751 ปี เอาล่ะข้าจะขอถามเจ้าก่อนก็แล้วกัน เจ้ารู้วิธีการก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีกี่วิธีกัน”


    “สามวิธีเท่านั้นครับ ผสานร่างกาย ชุบตัวด้วยพลังและสุดท้ายสืบทอดความสามารถทั้งหมดที่ผมรู้มีเท่านี้ครับ พอจะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้ผมก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีได้ไหม”


     “วิธีที่ข้ารู้จักมี 2 วิธีด้วยกัน อย่างไรก็ตามมันเป็นวิธีการที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนได้ใช้งานเนื่องจากวิธีนี้จะใช้ได้กับเอลฟ์เพียงเท่านั้น การที่เราเป็นเผ่าพันธ์ุพิเศษทำให้เราเชื่อมต่อกับต้นไม้แห่งชีวิตได้ ส่งผลให้เราสามารถใช้หนึ่งสิ่งจากต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปี”


    “สิ่งนั้นคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “มันคือแก่นแท้ของต้นไม้แห่งชีวิต สิ่งนี้จะถูกกลั่นออกมาจากพลังของต้นไม้แห่งชีวิตด้วยการใช้มานาตั้งแต่ยอดของต้นไปจนถึงรากมาอัดแน่นและกลั่นให้กลายเป็นแก่นแท้ของต้นไม้แห่งชีวิต”


    “หลังจากใช้งานแก่นแท้ต้นไม้แห่งชีวิตแล้ว มันพิเศษอย่างไรเหรอครับ”


    “สายเลือดของเอลฟ์จะถูกยกระดับให้สูงขึ้น ความคล่องตัวของพวกเขาจะมากกว่าเดิมจนเทียบไม่ติด พลังเวทย์จะถูกยกระดับจนไม่สามารถเปรียบเทียบกับก่อนหน้าได้ มันทั้งรุนแรงและรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น เราจะได้รับความพิเศษ 1 อย่างที่เป็นรูปแบบเฉพาะของเอลฟ์มาด้วย”


    “อะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “การยืมมานาจากพืชพรรณ เพียงแค่แตะเราก็สามารถฟื้นฟูมานาได้แล้ว”


    แอนเดอร์สันรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าถ้าสู้ในเขตที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เอลฟ์ก็เหมือนกับผู้ล่า นอกจากจะเชี่ยวชาญในการล่าในป่าแล้วยังสามารถฟื้นฟูมานาได้จากต้นไม้อีกด้วย


    “ผมสามารถใช้มันได้ไหมครับ” แอนเดอร์สันถามด้วยความหวัง เขามีการ์ดคัดลอกอยู่จึงอยากจะขอคัดลอกมัน 


    “เจ้ามาช้าไป พึ่งมีเอลฟ์ใช้แก่นแท้ของต้นไม้แห่งชีวิตก้าวข้ามข้อจำกัดไปเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่มันก็มีอีกวิธีที่จะก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปี”


    แอนเดอร์สันเสียใจเล็กน้อย ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงมีความหวังจากอีกหนึ่งวิธีที่ราชินีกำลังจะบอก


    “วิธีนั้นคืออะไรเหรอครับ”


    “การใช้แก่นแท้ของเหล่าภูติ”


    แอนเดอร์สันเบิกตาไปรอบๆด้วยความตะลึง เมื่อรู้ว่าเพื่อนตัวน้อยเหล่านี้มีความสามารถในการยกระดับนักเวทย์ให้ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีไปได้ 


    “แล้วแก่นแท้ของภูติคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ ผมสามารถหาได้จากที่ไหน”


    “แก่นแท้ของภูติ จะเกิดขึ้นจากการอธิษฐานของเหล่าภูติ จนเกิดเป็นแก่นแท้ภูติขึ้นมา ซึ่งแก่นแท้ของภูติจะมีธาตุอยู่ด้านใน ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ภูติสร้างธาตุอะไร แต่ส่วนมากที่เห็นในตำราที่สืบทอดกันมาของเอลฟ์ ภูติที่อธิษฐานมักจะชื่นชอบบุคคนนั้นเป็นพิเศษและพวกเขาจะมีธาตุเหมือนกัน ส่งผลให้แก่นแท้ของภูติมีธาตุตรงตามที่นักเวทย์คนนั้นๆใช้งาน”


    “แล้วถ้าพวกเขาช่วยเหลือผมจริง ผมจะได้ธาตุอะไรล่ะเนี่ย”


    แอนเดอร์สันยิ้มแห้ง หลังจากภูติที่อยู่รอบๆตัวของเขามีมากมายหลายธาตุ ทุกตัวล้วนถูกฉายาเกี่ยวกับพืชดึงดูดให้สนใจในตัวของเขา


    “หากเจ้าสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการใช้แก่นแท้ของภูติ เจ้าจะมีร่างแห่งมานา”


    “มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ แล้วพิเศษยังไง”


    “ร่างแห่งมานา คือการเปลี่ยนร่างกายทั้งหมดให้เป็นแกนพลังเวทย์เหมือนกับเหล่าภูติ เจ้าจะสามารถแสดงพลังธาตุได้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างธาตุไฟ แม้เจ้าจะใช้เวทย์บอลเพลิงระดับ 8 ไฟที่ลุกไหม้จากเวทย์บอลเพลิงจะรุนแรงมากกว่าระดับของมัน และที่น่าสนใจของร่างแห่งมานาคือ มันสามารถยกระดับประสาทสัมผัสทางมานาให้สูงขึ้น จนไม่มีอะไรที่ใช้มานาหลบซ่อนจากตัวของเจ้าได้”


    แอนเดอร์สันแสดงใบหน้าดีใจเมื่อรู้ความพิเศษของการยกระดับด้วยการใช้แก่นแท้ของภูติน่าดึงดูดเป็นอย่างมากและมันยังทำให้ใช้พลังของภูติได้ 100 % เขาจึงคิดว่ามันน่าจะเพียงพอในการต่อกรกับพี่ชาย




     



     






     

    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย ที่คุณอ่าน