ณบริเวณวิหารในยามที่ไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่อีกแล้วบรรยากาศกลับกลายเป็นเงียบงันดั่งไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด มีเพียงเสียงของสายลมที่หวีดหวิวผ่านหมู่แมกไม้กลางพงไพร หมู่วิหคต่างพากันเงียบเสียงคล้ายกับเกรงกลัวว่าเสียงของมันจะไปทำให้บางสิ่งไม่พอใจเข้า พวกสัตว์ป่าน้อยใหญ่เงียบเสียงลงราวกับพวกมันไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้อีกแล้ว บรรยากาศที่เคยร่มรื่นไปด้วยธรรมชาติของผืนป่าและเสียงเพลงแห่งพงไพรบัดนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่ดูวังเวงอย่างน่าพิศวง
เหล่าสัตว์ป่าที่อยู่บริเวณนั้นพวกมันไม่ได้สูญหายไปไหน แต่พวกมันกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง บางสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าพวกมัน บางสิ่งที่พวกมันไม่อาจจะไปล่วงล้ำได้ พวกมันก้มหัวหมอบลงแสดงท่าทีที่ยอมจำนน เหล่าวิหคต่างกลับเข้าไปในรังไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา สายตาของพวกมันกำลังจ้องไปยังรูปปั้นสองตัวที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าวิหาร
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากรูปปั้นสองตัวนั้นเป็นสิ่งที่สัตว์ป่าอย่างพวกมันไม่มีสิทธิแม้แต่จะคิดต่อกร แม้พวกมันจะไม่อาจมองเห็นตัวตนของสิ่งนั้นอย่างแน่ชัดแต่พวกมันก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เหนือกว่าพวกมัน แม้มันจะเป็นกลิ่นอายที่ดูเจือจางและแผ่วเบาแต่มันก็แฝงไปด้วยพลังอำนาจอย่างแท้จริง
ดวงตาของรูปปั้นหญิงสาวที่ดูงดงามราวเทพธิดานั้นบัดนี้มันดูเปลี่ยนแปลงไปจากทีแรกโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่ดวงตาที่ดูแข็งทื่อไร้ซึ่งชีวิตอีกต่อไป หากมองลงไปในดวงตาคู่นั้นก็จะเห็นแววตาที่คล้ายกับแววตาของสิ่งมีชีวิตมันเป็นแววตาที่แฝงด้วยความโกรธและความไม่พอใจ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในรูปปั้นที่ไร้ชีวิตเลยแม้แต่น้อย
“ ข้าได้กลิ่นอายอันน่ารังเกียจของศาสตร์มืดจากเด็กมนุษย์คนนั้น“
แม้เสียงนั้นจะเป็นเสียงที่ดูอ่อนหวานแต่ก็สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของเจ้าของน้ำเสียงนั้น ที่น่าแปลกใจคือมันเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากรูปปั้นของหญิงสาวที่ตั้งอยู่หน้าวิหาร ไม่มีผู้ใดที่ได้ยินหรือสามารถรับฟังเสียงนั้นได้ มีเพียงรูปปั้นของอัศวินหนุ่มที่ตั้งอยู่เคียงข้างกับรูปปั้นของหญิงสาวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ถึงเสียงนั้น
“ นั่นเป็นกลิ่นอายของดาร์กเอลฟ์ นี่เผ่าพันธุ์มนุษย์ตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วรึ “
เสียงดังแว่วมาจากรูปปั้นของอัศวินหนุ่ม มีเสียงถอนลมหายใจเล็กๆออกมาอย่างผิดหวัง แววตาจ้องไปทางเงาของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังเดินผ่านผืนป่าเพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายบางอย่าง แววตาของรูปปั้นอัศวินหนุ่มแฝงไปด้วยความเจ็บปวดเล็กๆ ครั้งหนึ่งเขาเองก็คงนับได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นกัน มันทำให้เขารู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่มองเห็นนักเวทเผ่าพันธุ์มนุษย์ตกต่ำจนหันหน้าเข้าหาศาสตร์มืดเช่นนี้
“ แล้วท่านจะทำเช่นไร จะกำจัดมันไปรึไม่ “
เสียงอันอ่อนหวานเอ่ยปากถามขึ้นพร้อมรอฟังคำตอบ
“ มือของข้ามันเปรอะเปื้อนโลหิตมามากเกินพอแล้วฟาร์เมีย มันมากจนข้าถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจผู้ไร้หัวใจ ข้าเคยให้คำมั่นสัตย์เอาไว้แล้วว่าข้าจะไม่เข่นฆ่าผู้ใดอีก..เว้นเสียว่ามันผู้นั้นคิดร้ายกับสิ่งที่พวกเราปกป้องอยู่ ในยามนี้หน้าที่ของพวกเรามีเพียงการเฝ้ามองดูเท่านั้นฟาร์เมีย“
เสียงตอบกลับมาจากรูปปั้นอัศวินหนุ่มมันแฝงด้วยความเจ็บปวดเล็กๆยามที่นึกถึงภาพเมื่อครั้งอดีตที่เขาเข่นฆ่าผู้คนราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน เหตุผลในการเข่นฆ่ามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดาบในมือของเขามันมีเอาไว้เพื่อปกป้องหญิงสาวที่เขารักคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะสิ่งใดเขาก็ยอมทำได้เพื่อนาง แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจ หรือแม้แต่การถูกผนึกจิตเอาไว้ที่แห่งนี้ตลอดกาลก็ตาม เขายอมได้ทุกอย่างเพียงเพื่อได้อยู่เคียงข้างกับนาง
“ ข้ารู้ดีว่าท่านไม่ใช่ปีศาจ และท่านไม่ใช่ผู้ที่ไร้หัวใจหรอกอย่างที่คนอื่นบอกหรอกอีธาน ข้าและเหล่าภูตทุกตนย่อมรู้ดีว่าท่านอัศวินที่แข็งแกร่งและมีน้ำใจงดงามเพียงใด“
เสียงอันแผ่วเบาและอ่อนหวานพูดขึ้นเพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดของชายหนุ่ม นางรู้ดีถึงเหตุผลของทุกสิ่งที่เขาทำในอดีตแม้มันจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม เขาปกป้องนางจากทุกคนที่คิดร้ายต่อนาง และเขายังปกป้องทุกสิ่งที่สำคัญของนางด้วยดาบเล่มนั้น นั่นคือเหตุผลที่นางรักเขาจนหมดหัวใจ
หากเพ่งมองไปบริเวณระหว่างกลางรูปปั้นทั้งสองจะมองเห็นร่างเงาสลัวของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้มดวงตาเต็มไปด้วยความกล้าหาญและดุดันราวกับพญาอินทรี ร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายหนุ่มถูกสามทับเอาไว้ด้วยชุดเกราะของอัศวินที่เหมือนกับรูปปั้นอัศวินนั้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่หากเพ่งมองให้ชัดเจนกว่านั้นจะเห็นว่าที่บ่าของชายหนุ่มมีหญิงสาวตัวเล็กๆที่มีส่วนสูงเพียงหนึ่งฝ่ามือมนุษย์นั่งอยู่บนบ่าของของเขา รูปร่างหน้าตาของหญิงสาวงดงามราวกับธิดาเอลฟ์เพียงแต่ขนาดของนางนั้นเล็กกว่าพวกเอลฟ์มากนัก ที่แผ่นหลังของหญิงสาวมีปีกเล็กๆคู่หนึ่งประดับเอาไว้อย่างงดงาม มันเป็นปีกบางราวกับปีกของผีเสื้อ รูปร่างของนางดูเหมือนกับรูปปั้นที่ตั้งอยู่แทบทุกกระเบียดนิ้ว มีเพียงความงดงามของนางเท่านั้นที่ไม่อาจจะรังสรรค์ออกมาเป็นรูปปั้นได้ ที่เห็นอยู่นั้นเป็นเพียงดวงจิตของชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น ทั้งคู่อยู่เคียงคู่กันมาเนิ่นนานแล้ว นานจนแม้แต่ทั้งคู่เองก็แทบจะลืมวันเวลาไปแล้วด้วยซ้ำ
“ แต่หากมีผู้ใดบังอาจคิดร้ายกับนาง ข้าจะไม่ปล่อยให้มันผู้นั้นมีชีวิตรอดไปจากดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน “
น้ำเสียงของอีธานเต็มไปด้วยความหนักแน่น ดวงตาเขามองไปยังผืนป่าอันห่างไกล
ดูเหมือน”นาง”ที่อีธานหมายถึงจะไม่ได้หมายถึงภูตสาวที่อยู่เคียงข้างกับเขา แต่เขากลับหมายถึงบางสิ่งที่พวกเขาทั้งสองกำลังปกป้องเอาไว้ หากมีสิ่งใดบังอาจคิดร้ายต่อสิ่งนั้นแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาพร้อมจะยอมสละทุกสิ่งเพื่อที่จะสังหารมันผู้นั้นด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
ร่างอันเลือนรางของทั้งคู่ค่อยๆจางหายไปอีกครั้ง พร้อมกับธรรมชาติของผืนป่าที่เริ่มกลับมาสู่บริเวณวิหารอีกครั้ง เมื่อวิหคตัวแรกเริ่มขับขานบทเพลงตัวที่สองก็เริ่มส่งเสียงตามมา เหล่าสัตว์ป่าเริ่มออกหากินไปตามผืนป่าอีกครั้ง ในที่สุดที่แห่งนี้ก็กลับมาเป็นปกติอย่างที่มันเคยเป็นอยู่อีกครั้ง
………………………………………………………………………..
ท่ามกลางผืนป่าอันเขียวขจีต้นสนต้นหนึ่งตั้งลำต้นตรงสูงเหนือต้นไม้บริเวณใกล้เคียงราวกับยักษ์ใหญ่ก็ยืนสูงตระหง่านเด่นอยู่เหนือผู้ใด ที่บริเวณใต้ต้นสนมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทำท่าก้มๆเงยๆคล้ายกำลังตั้งอกตั้งใจเก็บพืชผักบางอย่าง ในมือของเขากำลังถือสมุนไพรใบสีส้มอมเหลืองต้นหนึ่งเอาไว้ในมือด้วยสีหน้าที่ยินดี ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็พลันปล่อยมือจากต้นสมุนไพรที่เขาอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจเก็บอย่างไม่ใยดี ดาบยาวเล่มหนึ่งถูกเรียกออกมาจากแหวนมิติอย่างรวดเร็ว
“ ใคร !!“
แอเรียสประกาศกร้าวออกมาพร้อมกับกวาดสายตามองไปยังด้านหลังอย่างระมัดระวัง ในมือกำดาบอสูรมายาแน่นพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที สายฟ้าแล่นไปมาอยู่ทั่วดาบอสูรมายา เมื่อครู่เขาพึ่งสัมผัสได้ว่ามีผู้ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ นี่ไม่ใช่การใช้พลังเวทเพื่อตรวจจับแต่มันเป็นไปตามสัญชาตญาณที่ได้รับการขัดเกลามาอย่างเนิ่นนาน และพลังที่เขาสัมผัสได้นั้นมันมีพลังเหนือกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเหตุผลที่เขาเรียกดาบอสูรมายาออกมาในทันที
“ ข้าถามว่าใคร!! “
แอเรียสประกาศกร้าวออกมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะไร้วี่แววของผู้ใด มันมีเพียงเงาของวิหคที่พึ่งบินผ่านไปกับเสียงของเขาที่ก้องไปบริเวณรอบๆเท่านั้น ไม่มีแม้แต่เสียงหรือเงาของผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
แม้จะไม่พบเจอผู้ใดแต่แอเรียสก็ยังคงไม่ได้ลดดาบในมือลง เมื่อเขาให้พลังเวทตรวจสอบไปรอบๆบริเวณก็กลับไม่พบผู้ใดเลยแม้แต่ผู้เดียว สายตาของแอเรียสสอดส่องไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปเพื่อหาสัญญาณของผู้คน แต่มันก็กลับพบเพียงความว่างเปล่า บริเวณนี้ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเขา
“ หรือว่าข้าจะหวาดระแวงไปเอง“
แอเรียสค่อยๆลดดาบในมือลงอย่างช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อหยดเล็กๆที่ไหลรินออกมาจากแผ่นหลัง เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ แม้เขาจะไม่ได้มองเห็นด้วยดวงตาแต่สัญชาตญาณมันบอกเขาเอาไว้เช่นนั้น ในเสี้ยววินาทีที่เขาสัมผัสได้ว่ามีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขารับรู้ได้ถึงพลังที่แข็งแกร่ง บางทีมันอาจจะเป็นระดับเดียวกันกับฟาร์ฮานหรือเหนือกว่านั้น
“ ดูเหมือนดินแดนภูตสวรรค์จะไม่ธรรมดาเสียแล้วสิ หรือว่าจะเป็นภูตสักตนที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้ “
แอเรียสส่องสายตาไปยังที่รอบๆอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเก็บดาบอสูรมายาเข้าไปในแหวนมิติอีกครั้ง ความรู้สึกที่ราวกับถูกผู้ใดกำลังจับจ้องเขาอยู่นั้นมันทำให้เขาเริ่มคิดได้ว่าดินแดนแห่งนี้มันอาจจะไม่ได้มีเพียงพวกเขาสิบคนเท่านั้น
แม้จะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่ค่อยน่าไว้วางใจแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้แอเรียสรู้สึกวางใจได้เล็กน้อย เขาสัมผัสไม่ได้ถึงจิตมุ่งร้ายหรือจิตสังหาร หากผู้ที่มีพลังระดับเดียวกับฟาร์ฮานคิดจะสังหารเขาแล้วล่ะก็ การที่เขาจะเอาชีวิตรอดไปได้นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย
“ โชคดีที่เจ้านี่ไม่เป็นอะไร“
แอเรียสเดินไปเก็บสมุนไพรต้นที่พึ่งโยนทิ้งไปเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะใช้ปากเป่าไปยังต้นสมุนไพรเพื่อไล่ฝุ่นที่เกาะอยู่ออกไป ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาแอเรียสพบต้นสมุนไพรหายากหลายต้น รวมถึงต้นสมุนไพรที่เขาพึ่งเก็บเข้าไปในแหวนมิติเมื่อครู่นี้ด้วย หากนับมูลค่าสมุนไพรทั้งหมดที่เขาเก็บได้ระหว่างทางแล้วมันก็คงมีมูลค่าหลายพันเหรียญคริสตัลและสมุนไพรบางต้นก็ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านสมุนไพรทั่วไปได้อีกด้วย การเข้ามายังดินแดนภูตสวรรค์ของแอเรียสนับว่าไม่ได้สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะสามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรได้เหมือนกันกับแอเรียสทั้งหมด หากเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความรู้ในเรื่องการปรุงยาและเรื่องสมุนไพรแม้จะพบเจอกับสมุนไพรล้ำค่าเพียงใดพวกมันก็คงมองสมุนไพรเหล่านั้นเป็นเพียงแค่วัชพืชหรือต้นไม้ทั่วๆไปเท่านั้น
“ เจ้าเด็กนั่นดูเหมือนจะไม่ใช่นักเวทธรรมดา ดูเหมือนว่ามันรับรู้ได้ถึงตัวตนของพวกเรา “
อีธานเอ่ยกับฟาร์เมียด้วยสีหน้าที่ดูสงสัยเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของแอเรียส
“ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น“
ฟาร์เมียที่นั่งอยู่บนบ่าของอีธานพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของอีธาน นางเองก็แปลกใจเช่นกันที่แอเรียสรับรู้ถึงการเฝ้ามองของพวกเขาทั้งสองได้ แม้นางจะพยายามคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญแต่ท่าทางของแอเรียสมันบ่งบอกอย่างชัดเจนว่านั่นหาใช่เรื่องบังเอิญไม่
พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงดวงจิตเท่านั้นหาได้มีกายหยาบเฉกเช่นสิ่งมีชีวิตทั่วไป หากพวกเขาไม่ได้ต้องการให้รับรู้มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้ใดสัมผัสได้ถึงตัวตนของพวกเขา การที่แอเรียสสัมผัสได้ถึงตัวตนของพวกเขาเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย