โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 78 ร่วมวงรอบกองไฟ

    วันเวลาผ่านไปสองวันอย่างรวดเร็ว ในคืนวันที่สองท่ามกลางทะเลทรายนั้น อุณหภูมิที่สูงตลอดในตอนบ่ายได้ลดลงอย่างเฉียบพลัน นั่นทำให้นักเดินทางหรือนักผจญภัยหลายๆ คนต้องปรับตัวให้ได้ในสภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้

    แม้ว่าคณะเดินทางจากทั่วทั้งทวีปนั้นจะทำงานอย่างหนักในสองวันที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามพวกเขายังคงไม่ค้นพบสิ่งใดเลยนอกจากพวกมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งในสถานที่แห่งนี้

    ในเวลากลางดึกนั้นเอลลี่ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเรียนเพื่อนร่วมห้องกับเซนในอดีต เธอได้เข้ามาในดินแดนแห่งการทดสอบนี้เป็นเวลากว่าสองวันแล้วเช่นกัน พร้อมกับคณะเดินทางของเธอ ที่ประกอบไปด้วยสตรีสองคนรวมเธอด้วย และชายอีกสามคนเป็นห้าคนทั้งหมด

    ความสัมพันธ์และความคิดเห็นถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายในกลุ่มเพื่อนร่วมห้องหลังจากเหตุการณ์ที่คริสนั้นยึดครองบัลลังก์ของราชาประเทศเซนทอร์และใช้อำนาจความแข็งแกร่งที่ตนเองได้มาปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัว

    เมื่อความเห็นทั้งสองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วและไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เอลลี่จึงได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทางแยกจากเพื่อร่วมห้องของเธอผู้เดียว และเลือกที่จะไปฝึกฝนตนอยู่ที่ประเทศระดับแปดประเทศหนึ่ง

    ทางประเทศระดับแปดนั้นเห็นถึงความสามารถของเอลลี่ดังนั้นจึงได้ส่งเธอเข้ามาเป็นหนึ่งในคณะสำรวจในดินแดนแห่งการทดสอบแห่งนี้

    “อากาศเย็นจริงๆ บ้าเอ่ย”

    ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในวัยเดียวกันกับเอลลี่ได้กล่าวขึ้นในขณะที่นำมือเช็ดน้ำมูกของตนเองบริเวณใต้จมูก ชายหนุ่มคนนั้นมักจะมองมาที่เอลลี่ด้วยหางตาเสมอ เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเอลลี่นั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างแท้จริง

    “ทะเลทรายนี่นอกจากจะมีมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งแล้ว สภาพอากาศยังเลวร้ายกว่าทะเลทรายปกติอย่างยิ่ง!”

    ชายวัยกลางคน คนหนึ่งกล่าวต่อ ในเวลาช่วงนี้เป็นเวลาอาหารเย็นทั้งกลุ่มชายสามและหญิงสองคนต่างกำลังรอให้อาหารที่ต้มอยู่ในหม้อแบบพกพานั้นสุกดีจนสามารถทานได้

    ชายวัยรุ่นนั้นมีชื่อว่าเชน เขามีคลาสเป็นนักดาบ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักดาบที่โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง แต่รวมๆ แล้วฝีมือของเขานั้นนับว่าเกินกว่าอายุไปมาก

    ชายวัยกลางคนนั้นมีชื่อว่าแฮมเมอร์ เขาเป็นคลาสนักรบซึ่งเหมาะกับบุคลิกที่ดูดุดันของเขามากเพราะเขาเป็นชายร่างโต อาวุธที่เขาใช้เองก็เหมือนกับชื่อของเขามันคือค้อนขนาดใหญ่ที่สามารถบดขยี้กะโหลกของมอนสเตอร์ได้อย่างง่ายดาย

    ส่วนชายคนสุดท้ายที่นักเงียบที่สุดในกลุ่มนั้นมีชื่อว่าเซกอร์ เขาเป็นนักฆ่าที่มีฝีมืออันดับต้นๆ ของทวีปแห่งนี้ อย่างไรก็ตามบุคลิกของเขาค่อนข้างจะมีปัญหาและไม่ค่อยเข้ากับคนในทีม แต่ฝีมือของเขาเป็นของจริงดังนั้นทุกคนในทีมจึงสามารถยอมรับได้ เซกอร์นั้นยังมีศักดิ์ฐานะเป็นขุนนางอีกด้วย เขาได้รับมันมาด้วยความแข็งแกร่งของเขาเอง

    “มีนาเธอเป็นอะไรหรือเปล่าสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ?”

    เอลลี่กล่าวถามหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในกลุ่ม เธอมีชื่อว่ามีนาเธอกับเอลลี่นั้นเป็นเพื่อนกันได้สักพักแล้ว เธอเป็นจอมเวทผู้ใช้ธาตุลม อย่างไรก็ตามเธอมักจะมีนิสัยที่ร่าเริงอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับทำสีหน้าห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวาไม่เหมือนแต่ก่อน

    “เอ่อ…ไม่มีอะไรจ๊ะ”

    ทั้งกลุ่มต่างนักล้อมรอบกองไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย อย่างไรก็ตามร่างกายของพวกเขายังคงสั่นแม้จะอยู่ใกล้กองไฟเนื่องจากความหนาวเย็น

    ในเวลานั้นเองกลุ่มชายทั้งสามนั้นก็เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่างด้วยการพยักหน้าให้กัน ก่อนที่แฮมเมอร์จะลุกยืนขึ้นพร้อมกับกล่าว

    “พวกข้ามีความสุขจริงๆ ที่ได้เจ้า เอลลี่มาร่วมทีมกับพวกเรา พวกเรารอที่จะร่วมเดินทางกับเจ้ามานาน นานมากเหลือเกิน…”

    เมื่อแฮมเมอร์กล่าวขึ้นใบหน้าของเขารวมถึงชายอีกสองคนที่เหลือต่างก็ปรากฏรอยยิ้มที่แปลกประหลาดออกมา ในขณะเดียวกันมีนาก็พยายามจะหลบหน้าของเอลลี่อย่างไม่รู้ตัว

    หญิงสาวเริ่มร็สึกถึงความผิดปกติ เธอรีบลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามทันทีที่เธอลุกยืนขึ้นเธอก็รู้สึกหน้ามืดและอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    “ยาพิษ? ข้าคิดไว้อยู่แล้ว…ผู้ชายอย่างพวกเจ้ามันไว้ใจไม่ได้…มีนาช่วย…”

    เอลลี่ที่ถูกวางอย่างจากน้ำที่ดื่มไปก่อนหน้านี้มีสีหน้าซีดผิดปกติ พยายามที่จะหันมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเธอ อย่างไรก็ตามเมื่อเธอหันมาเพื่อนเธอ เพื่อนของเธอกับหันหน้าหนีไปทางอื่น นั่นบ่งบอกได้หลายสิ่งหลายอย่างทีเดียว “ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าไม่รู้เลยว่าเจ้านั้นถูกหลอกมาตั้งแต่ต้น”

    เชนได้กล่าวขึ้นในขณะที่เอาเศษไม้เล็กๆ เขี่ยกองไฟเล่น ในขณะที่สายตาของเขาที่มองเอลลี่นั้นเปลี่ยนไปใช้สายตาแทะโลมอย่างเปิดเผย

    “มีนามันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม?”

    เอลลี่กล่าวถามด้วยสีหน้ากระวนกระวาย พร้อมกับพยายามใช้แรงทั้งหมดเพื่อพยุงร่างกายของตนเองขึ้น อย่างไรก็ตามเธอกลับไม่สามารถทำได้

    “พวกเราเล็งเจ้าไว้ตั้งแต่ที่เจ้าเข้าร่วมกับคณะเดินทางแล้ว ต้องขอบคุณเส้นสายของเซกอร์นะที่ทำให้ย้ายเธอมาร่วมกลุ่มกับพวกเราได้…ไม่ใช่แค่นั้นยังต้องขอบคุณมีนาผู้แสนใจดีที่ยอมหักหลังเพื่อนตนเองโน้มน้าวเจ้ามาได้สำเร็จ…”

    เชนยังคงกล่าวต่ออย่างใจเย็น ในขณะที่เขาค่อยๆ ลุกและเดินมาหาเอลลี่พร้อมกับก้มลงมามองหน้าของหญิงสาวด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่จะจับมือที่อ่อนแรงของหญิงสาวขึ้นมาและดมมันด้วยความกระหาย

    “ซู้ดดดดด หอมจริงๆ นี่สินะร่างกายของหญิงสาวที่สูงศักดิ์ พวกข้าไม่เคยทำหญิงสาวงดงามเช่นเจ้ามาก่อน ข้าล่ะรอไม่ไหวแล้วจริงๆ”

    เชนกล่าวขึ้นในขณะที่ปลดกระดุมเสื้อของตนเอง ในตอนนั้นเองแฮมเมอร์ก็ได้กล่าวขึ้นขัดอารมณ์ของเชนว่า

    “เจ้าจะทำสิ่งใดกันเชน เราตกลงกันแล้วว่าจะให้ เซกอร์เป็นคนได้เธอคนแรกไปก่อน”

    “ชิ! ข้ารู้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านเซกอร์….”

    ในขณะที่เชนกำลังเชื้อเชิญเซกอร์อยู่นั้นชายหนุ่มก็ได้เหลือบไปเห็นบุคคลปริศนาคนหนึ่งที่อยู่ไกลจากแคมป์ไฟของพวกเขามากนักและคนคนนั้นกำลังเดินตรงมาหาพวกเขาอีกด้วย

    เอลลี่นั้นตกอยู่ในความสิ้นหวัง เธอตัดสินใจที่จะกัดลิ้นตนเองตายหากไม่สามารถทำอะไรได้ จิตใจของเธอนั้นต้องรับไม่ไหวแน่นอนหากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น มีเหยื่อนักเดินทางสาวมากมายถูกล่อลวงมาข่มขืนโดยกลุ่มชายทั้งสามคนนี้ เธอเคยได้รับข่าวเรื่องนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ตามด้วยความไร้เดียงสาของเธอ เธอจึงไม่อาจตามคนกลุ่มนี้ได้ทัน และไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองจะเป็นคนถูกล่อลวง

    “ข้าอยากกลับไปโลกเดิม…โลกนี้มันโหดร้ายเกินไป…”

    เอลลี่นั้นแม้ดูภายนอกจะเหมือนหญิงสาวที่ดูเข้มแข็งแต่อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้นเธอเองก็ไม่ต่างกับผู้หญิงธรรมดาผู้หนึ่ง เธอนั้นต้องการที่พักพิง การเดินทางในโลกนี้อย่างโดดเดี่ยวหลังจากแยกทางกับเพื่อนร่วมชั้นของเธอนั้นทำให้เธอแทบจะเป็นบ้า เธอทั้งกังวล และเหงาในเวลาเดียวกัน

    ในขณะที่หญิงสาวกำลังนึกย้อนไปถึงเรื่องราวต่างๆ ด้วยความเศร้านั้น บุคคลปริศนาที่ปรากฏขึ้นก็ได้เดินมานั่งข้างกองไฟโดยไม่สนท่าทีของคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย และทันทีที่ชายคนนั้นเห็นเอลลี่เขาก็ร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่ในมือของเขานั้นกำลังใช้ช้อนตักน้ำซุปในหม้อที่ทำทิ้งเอาไว้ทานอยู่

    “เอ๋ เอลลี่ไม่ใช่เหรอ?”

    บุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเซนนั่นเอง หลังจากเดินหลงทางอยู่ในทะเลทรายกว่าสองวันในที่สุดชายหนุ่มก็ได้เจอกับผู้รอดชีวิต และด้วยความเหนื่อยล้าเขาจึงได้นั่งพักที่กองไฟนี้พอดี

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน