การเทศนาดำเนินต่อไปถึงสามวันหลังจากสามวันพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้จึงกักตนบำเพ็ญต่อเหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายที่มาวัดอันเหรินต่างพากันทยอยแยกย้ายกลับ
ซูหว่านซีรั้งมือเฉินจิ้งเจียไว้อย่างตัดใจไม่ลง“รอเจ้ากลับไปแล้วต้องไปหาข้าที่จวนเสนาบดีนะ!”
“ข้าไปแน่นอนเจ้าค่ะพี่หญิง”เฉินจิ้งเจียส่งยิ้มให้ซูหว่านซี
ทั้งสองรั้งมือกันไว้ท่าทางดูอารมณ์ดีไม่เบาหากแต่เฉินจิ้งโหรวที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับเหมือนเป็นเพียงของตกแต่งประดับงานอย่างไรอย่างนั้นไม่มีใครเรียกทักทาย และไม่มีใครสนใจนางเช่นกัน
“คุณหนูเฉิน”เสียงสดใสของใครคนหนึ่งดังขึ้น เฉินจิ้งเจียเงยหน้ามองตาม เป็นซ่งหยวนหยวนนั่นเองรอยยิ้มบนใบหน้าแย้มกว้างมากขึ้นกว่าที่เคย
“คุณหนูซ่งทั้งสองท่านจะกลับแล้วหรือ?” นางเอ่ยปากถาม
ซ่งหยวนหยวนพยักหน้า“ใช่แล้วละ พวกเราจะกลับแล้ว” พูดไปพลางเผยท่าทีเสียดาย “กว่าจะได้ออกมาคราหนึ่งกลับต้องไปแค่ฟังเทศน์ฟังธรรมเท่านั้นข้ายังไม่ทันได้เที่ยวเล่นดีก็ต้องกลับเสียแล้ว...” นางแลดูเสียใจเล็กน้อย
ซ่งฟางฟางข้างๆยกมือผลักนางเบาๆ อีกฝ่ายถึงได้รู้ตัวมองเฉินจิ้งเจียอย่างละอายขอโทษ “คุณหนูเฉินประเดี๋ยวเรากลับเมืองแล้ว มาเยือนสกุลเราบ้างเป็นอย่างไร? บ้านเราไม่เหมือนจวนนายใหญ่สกุลอื่นหรอกนะ!”
นางพูดจบเหล่าฮูหยินที่อยู่หน้าประตูแทบทุกคนต่างหยุดชะงักบทสนทนาของตนบ้างเผลอตัวมองมายังพวกนาง
บ้างหาญกล้ากระทั่งเริ่มเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับพวกนางต่อหน้าตรงนี้เสียอย่างนั้น
“นี่นี่เจ้าได้ยินหรือไม่ แม่หนูจวนเสนาบดีกรมโยธาเชิญชวนคุณหนูใหญ่จวนป๋อชางโหวละ”
“ได้ยินแล้วได้ยินแล้ว พวกเจ้าว่าคุณหนูจวนป๋อชางโหวผู้นั้นจะตอบรับหรือไม่เล่า?”
“ตอบรับไปแล้วอย่างไรบอกดิบดีว่าจากนี้จะไป แต่ใครเล่าจะรู้ว่าจากนี้คือเมื่อไรน่ะ?”
…
คำพูดเหล่านี้แม้แต่เฉินจิ้งเจียยังได้ยินแน่นอนว่าซ่งฟางฟางและซ่งหยวนหยวนที่ผ่านการฝึกจากกองทัพมาย่อมได้ยินชัดเจน
เฉินจิ้งเจียขมวดคิ้วมองพวกนางทั้งสองแต่กลับเห็นท่าทางพวกนางยังคงดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลงกระทั่งราวกับว่าไม่ได้รับผลกระทบใดทั้งสิ้นทำเอานางอดที่จะชื่นชมเสียมิได้ว่าช่างทัศนคติดียิ่งนัก!
นางยังไม่ทันเอ่ยปากนายหญิงชั้นสูงที่อยู่ไม่ไกลตาคนหนึ่งพลันพรวดพราดเข้ามาด้วยความกริ้วโกรธพุ่งมือเข้าคว้าหมับเข้าคอเสื้อซ่งฟางฟางและซ่งหยวนหยวนไว้ทันใด
เฉินจิ้งเจียที่ไม่ทันเตือนรีบพุ่งมือเข้าไปมาดหมายดึงทั้งสองไว้ไม่ให้ถูกลากตัวไป
ทว่าซ่งฟางฟางกลับส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเสียอย่างนั้น“นี่คือท่านแม่ของข้า คุณหนูเฉินไม่จำเป็นต้องตกใจไป”
นางเพิ่งเอ่ยจบฮูหยินที่หิ้วคอเสื้อพวกนางพลันเอ่ยต่อทันที “เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นแม่เจ้าอยู่หรือข้าคอยแล้วคอยเล่ารอพวกเจ้าอยู่บนรถม้า พวกเจ้าก็ไม่มาเสียทีที่แท้กลับมัวเอาแต่คุยกับแม่นางน้อยคนงามนี้จนลืมไปแล้วสิท่า?”
เอ๋? แม่นางน้อยคนงาม หมายถึงนางอย่างนั้นหรือ? เฉินจิ้งเจียอดคิดเช่นนั้นเสียมิได้
“มิเช่นนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกลับบ้านแล้วไปพร้อมกับแม่นางน้อยผู้นี้เสียเถิด ดูว่าใครเขาขาดสาวใช้เทกลิ่นราตรี[1]หรือไม่แล้วพวกเจ้าทั้งสองค่อยแย่งกันทำดีหรือไม่เล่า?” นายหญิงผู้นั้นสาดต่อไม่ยั้ง
เฉินจิ้งเจียมองภาพเบื้องหน้าอย่างตกตะลึงนางไม่เคยเห็นฮูหยินสกุลใหญ่แบบนี้มาก่อนและไม่เคยเห็นฮูหยินที่พูดจากับลูกสาวของตนเช่นนี้อีกด้วย
ไม่คอยให้นางทันตอบรับคำเชิญของซ่งฟางฟางคุณหนูทั้งสองถูกฮูหยินซ่งลากตัวไปด้วยสีหน้าราบเรียบทันที
ครั้นมาถึงรถม้าฮูหยินซ่งถึงได้ปล่อยคอเสื้อสองพี่น้อง ยกมือขึ้นตบอกตัวเองเบาๆ
“ข้าตกใจแทบตาย”นางเอ่ยพลางถลึงตาใส่สองพี่น้องเบื้องหน้า“พวกเจ้าช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆคนผู้นั้นเป็นใครพวกเจ้ายังกล้าปรี่เข้าไปเชิญชวนเขาอีก?”
คนขับนอกรถม้าสะบัดลงแส้ม้าออกตัวตะบึงวิ่งตาม ฮูหยินซ่งแหวกเปิดม่านรถม้า สายตาสอดส่องไปทางเฉินจิ้งเจียก่อนพบเข้ากับเฉินจิ้งเจียที่ยกยิ้มบางประดับหน้าฮูหยินซ่งมือสั่นระริกรีบปิดม่านลงทันใด
นางมองสองพี่น้องตรงหน้า“ดีที่ข้าฉลาดพอไปช่วยพวกเจ้าทั้งสองมา หากโดนใครเขาปฏิเสธต่อหน้าเข้าละก็ต้องขายหน้าเป็นอย่างยิ่งแน่!”
ซ่งฟางฟางมองผู้เป็นมารดาของตนอย่างเหนื่อยหน่ายจนปัญญาบางคำไม่ต้องพูดออกมายังดีกว่าเสียอีกหากทำร้ายการเคารพในตนเองของใครเข้าคงไม่เป็นเรื่องดีแน่
“แต่ท่านบ่นด่าต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้แลดูจะขายหน้ายิ่งกว่านะเจ้าคะ” ซ่งหยวนหยวนมิได้คิดมากเกรงใจเท่าพี่สาวตนจึงเอ่ยปากบอกตามตรง
ฮูหยินซ่งที่กำลังกินขนมชะงักมือทันใดในหัวพลันนึกถึงท่าทางของตนก่อนหน้านี้เหมือนกับ...เหมือนกับว่าน่าขายหน้าไปสักหน่อยจริงๆ
นางฮึดฮัดในใจครู่หนึ่งมองบุตรสาวทั้งสองก่อนกระแอมไอ “พวกเจ้าไม่เข้าใจ ข้ายอมให้ตัวเองขายหน้าดีกว่าข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องมาขายหน้าไปด้วย นี่คือความรักของคนเป็นแม่พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก!”
อืมเอาเถิด ความขายหน้าส่วนนี้ถือเป็นความรักของแม่ก็แล้วกัน
คอยกระทั่งฝูงชนทยอยเร้นจากไปเฉินจิ้งโหรวถึงได้ก้าวขา ปรี่ไปยังเฉินจิ้งเจียทันที “ท่านพี่คาดไม่ถึงว่าคุณหนูเสนาบดีกรมโยธาจะเชิญท่านพี่ไปเยี่ยมเยือนหาที่บ้านนะเจ้าคะ”
เฉินจิ้งเจียหันมองเห็นหน้าเฉินจิ้งโหรวก็รู้ได้ในทันใดว่าในสายตานางนั้นเกรงว่าเสนาบดีกรมโยธาคงมิได้สลักสำคัญสักเท่าไร
“มีอันใดหรือ?” เฉินจิ้งเจียถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ มองไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือไม่กันแน่
“เสนาบดีกรมโยธามาจากกองทัพฮูหยินของเขา อ้อ คนที่ท่านเพิ่งเห็นเมื่อครู่น่ะ แต่ก่อนอยู่กระท่อมบนเขาซึ่งทั้งสองในยามนี้ปรับเปลี่ยนกลายเป็นเสนาบดีและฮูหยินเสนาบดีแล้วท่านว่าน่าขันหรือไม่เล่า?”
เฉินจิ้งโหรวเอ่ยไปสายตาพลางฉายแววเย้ยหยันเต็มประดา ราวกับว่าในสายตานางคนสถานะต่ำต้อยไม่คู่ควรที่นั่งในตำแหน่งสูงส่งอย่างไรอย่างนั้น
หากแต่นางกลับไม่ทันนึกว่ามารดาของนางนั้นก่อนที่จ้าวอี๋เหนียงจะกลายเป็นอี๋เหนียงของป๋อชางโหวก็มีต้นตระกูลถือกำเนิดสู้ฮูหยินของเสนาบดีกรมโยธาไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เป็ดป่านั้นต่อให้สวมอาภรณ์ขนงดงามเพียงใดก็ไม่มีทางกลายเป็นพญาหงส์ได้อยู่ดี”เฉินจิ้งโหรวเอ่ย “ฮูหยินและคุณหนูแต่ละสกุลล้วนไม่มีใครยอมคบค้าสมาคมกับพวกนางมองไม่ออกทีเดียวว่าท่านพี่จะเป็นที่โปรดปรานของใครเขาขนาดนี้”
เฉินจิ้งโหรวพยายามพูดมาดหมายโจมตีแทงใจเฉินจิ้งเจีย ทางที่ดีที่สุดต้องทำให้นางกริ้วโกรธจนคลั่งทำอะไรบางอย่างกับนางต่อหน้าธารกำนัลทั้งหลายเช่นนี้ถึงจะทำให้ฝูงชนได้เห็นธาตุแท้ของนางอย่างเต็มตาเสียที!
หากแต่เฉินจิ้งเจียกลับยังคงสีหน้าสงบราบเรียบนางเชิดคางมองเล็กน้อยสายตาเยือกเย็นปราดมองผ่านเฉินจิ้งโหรวไปราวกับมองก้อนหินข้างทางอย่างไรอย่างนั้น
“หึเฉินจิ้งโหรว เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าหรือ?”
เบื้องหน้ามีเฉินจิ้งโหรวเพียงคนเดียวเฉินจิ้งเจียจึงไม่แสร้งเป็นเด็กดีอีกต่อไปมองเฉินจิ้งโหรวเบื้องหน้าด้วยความเยือกเย็นวาจาและน้ำเสียงเสียดสีไม่ด้อยไปกว่าเฉินจิ้งโหรวเมื่อครู่ทีเดียว
ใช่นางกำลังเยาะเย้ยเฉินจิ้งเจีย! เยาะเย้ยว่าหามิตรสหายมิได้ทำได้เพียงคลุกคลีเล่นกับสองพี่น้องสกุลซ่งเช่นนั้น!
“ไหนเลยข้าจะกล้าเยาะเย้ยพี่หญิงเจ้าคะท่านเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหวเป็นคนที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กล่าวเองว่าจะประสบสุขชั่วนิรันดร์นี่!”เฉินจิ้งโหรวไม่เสแสร้งแกล้งลำบากใจอีก วาจาคำเสียดสีมีมากเท่าไรนางก็สาดคำเสียดสีไปมากเท่านั้น
เฉินจิ้งเจียหาได้สนใจนางยกเท้าขึ้นได้ก็สาวไปเบื้องหน้า เดินผ่านไปข้างกายเฉินจิ้งโหรวก่อนหยุดฝีเท้า“ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยก็ยังมีคนชวนข้าไปเที่ยวเล่นด้วย แต่น้องโหรวเอ๋อร์เล่าไฉนข้าถึงไม่เห็นใครมาทักทายเจ้าเลย?”
--------------------------------
[1]เทกลิ่นราตรี หมายถึง กลิ่นราตรีคือคำสละสลวยของอุจจาระในอดีตของเสียที่มนุษย์ขับถ่ายจากส้วมซึม บ่อเกรอะ หลุมส้วม ห้องใต้ดินและอื่นๆนั้นจะถูกนำไปเทรวมกันที่หอปฏิกูลโดยคนทำงานนี้จะเอาผ้าปิดจมูกแล้วเคาะตามบ้านยามกลางดึกตะโกนว่าต้าเย่เซียงหรือกลิ่นราตรี จากนั้นจะขนสิ่งปฏิกูลใส่รถไปบางครั้งก็นำไปนอกเมืองหรือขายเป็นปุ๋ยนั่นเอง