ร่างของหลินมู่หยางนอนเหยียดยาวอยู่บนบันไดหินขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงหอเมฆา อีกเพียงนิดเดียวเขาจะไปถึงเป้าหมายของตนเอง แต่คนกลับสิ้นเรี่ยวแรงเสียก่อน ทำให้มาถึงเพียงเท่านี้
หลินมู่หยางได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้มากมายในค่ายกลมายา แม้บาดแผลเหล่านั้นจะไม่ใช่ของจริง แต่ความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดที่ได้รับกลับเป็นของจริง บัดนี้ยังคงตกค้างอยู่ในจิตใจ หากมิได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำลายจิตวิญญาณได้
ค่ายกลสี่ภัยพิบัติมิใช่ของเล่น แม้ในยามนี้จะสำแดงอานุภาพออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่ตกอยู่ในค่ายกลได้รับบาดเจ็บ หากฝีมืออ่อนด้อยแล้วฝืนฝ่าภัยพิบัติที่อยู่ในค่ายกล อาจเลวร้ายถึงขั้นเสียชีวิตได้
เหนือร่างของชายหนุ่มมีบุรุษสูงวัยสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งร่างสูงใหญ่ กำยำ หนวดเครารกรุงรัง เสื้อผ้าหยาบกระด้าง อีกคนหนึ่งแต่งกายเรียบง่าย สีหน้าไม่แสดงอารมณ์มากนัก ทั้งสองพินิจดูอาการบาดเจ็บของหลินมู่หยางอย่างละเอียด
เป็นเถียวซานเค่อกับกุยเฉาเค่อ
“มันคงมิได้บาดเจ็บหนักจนวิถียุทธ์เสียหายกระมัง”
“ไม่หรอก เด็กคนนี้จิตวิญญาณแข็งแกร่งกว่าเราท่านเสียอีก ในค่ายกลสี่ภัยพิบัติของเรา ภัยพิบัติฝันร้ายอันตรายที่สุด ไม่เคยมีผู้ใดช่วยเหลือคนในฝันร้ายให้รอดชีวิตได้มาก่อน แต่เขาสามารถทำได้ น้องทั้งสองคนสามารถเข้าประตูหลบหนีจากกรงเล็บสัตว์อสูร ไม่แน่ว่า...หลังจากนี้วิถียุทธ์ของเขาอาจก้าวหน้ากว่าเดิมก็เป็นได้”
เถียวซานเค่อผงกศีรษะเห็นด้วยกับคำพูดของกุยเฉาเค่อ ศิษย์หอเมฆาทุกคนที่สามารถฝ่าด่านภัยพิบัติฝันร้ายมาได้ ล้วนตัดใจละทิ้งจุดอ่อนในจิตใจ จึงสามารถก้าวเดินมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย มีแต่ชายหนุ่มตรงหน้าที่กระทำการแตกต่างจากผู้อื่น
"เรามีความเห็นว่า...ให้เขาผ่านการทดสอบเถอะ เด็กคนนี้มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว หากมิใช่เพราะสูญเสียพละกำลังบางส่วนในการช่วยเหลือสหายตอนผ่านด่านสามภัยพิบัติ บางทีบันไดขั้นสุดท้ายนี้อาจรั้งเขาไว้ไม่อยู่..."
เถียวซานเค่อจ้องมองร่างที่นอนสลบไสลบนพื้นอย่างลึกซึ้ง วาจาที่กล่าวออกมาล้วนมาจากใจจริง เขารู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มผู้นี้ มันมีส่วนที่คล้ายคลึงกับตนเองยามหนุ่มฉกรรจ์
"กฎก็คือกฎ หากยังไม่สามารถผ่านบททดสอบได้อย่างครบถ้วน ก็ไม่ถือว่าผ่านบททดสอบ"
กุยเฉาเค่อตอบเสียงเรียบ คนผู้นี้ไม่ยอมโอนอ่อนต่อเหตุผลที่ผู้อื่นกล่าวอ้าง เถียวซานเค่อมองอีกฝ่ายด้วยสายตามึนงง โดยปกติแล้วฝ่ายตรงข้ามต้องหาทางช่วยให้ศิษย์ผ่านการทดสอบ ไฉนวันนี้กลับเถรตรงอย่างน่าประหลาด จึงว่า
"เจ้าจะเคร่งครัดไปถึงไหน กฎทุกข้อเราล้วนเป็นคนตั้งขึ้นมา ผ่อนปรนไปรอบสองรอบก็ไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิ อีกอย่างวาจาของเราเป็นประกาษิตในสถานศึกษาแห่งนี้ ยังต้องกลัวอันใด?"
"วันนี้อนุโลมให้คนหนึ่ง วันหน้าก็ต้องอนุโลมให้คนที่สอง ตามมาด้วยคนที่สาม คนที่สี่ห้าหก เมื่อกฎสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความรู้สึกของผู้มีอำนาจ ท้ายที่สุดแล้วกฎก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป"
เถียวซานเค่อไม่อาจโต้เถียงได้อีก แม้ในใจจะคัดค้านและไม่เห็นด้วย แต่ก็รู้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีเหตุผล จนใจที่ไม่สามารถหาคำพูดมาโต้แย้งอีกฝ่าย จึงว่า
“เช่นนั้นก็ส่งมันไปอยู่หอวาตะเถอะ น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆ”
เขาหันกลับไปมองหลินมู่หยางอีกครั้ง สายตาบ่งบอกชัดเจนว่าเต็มไปด้วยความเสียดาย ที่เขาชอบเด็กคนนี้ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะนิสัยของหลินมู่หยางฉายภาพสมัยก่อนของตนเองออกมา หากได้อยู่หอเมฆา จะมีโอกาสได้ฝึกยุทธ์เขา ถึงเวลานั้นเด็กคนนี้จะต้องกลายเป็นยอดฝีมือในอนาคตได้อย่างแน่นอน
“เด็กคนนี้มาไกลเกินกว่าจะกลับไปอยู่หอวาตะ เมื่อไปไม่ถึงหอเมฆาอย่างที่คาดหวัง งั้นก็มาอยู่หอไผ่เขียวของเราเถอะ”
กุยเฉาเค่อแสดงความเห็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม แต่เถียวซานเค่อกลับทวนคำ ‘หอไผ่เขียว’ ซ้ำไปซ้ำมา หันไปจ้องหน้าสหายคนสนิท เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“หอไผ่เขียว? หอไผ่เขียวมาจากที่ใด ไฉนเราไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”
"หอไผ่เขียวเป็นที่พักของศิษย์สายตรงของเรา วันนี้ก็ถึงเวลารับศิษย์คนแรกเสียที หวังว่าท่านจะเห็นด้วยและไม่เอ่ยปากคัดค้านออกมา"
เถียวซานเค่อส่งเสียงหัวเราะออกมายาวนาน ส่ายหัวไปมาพร้อมกับเอ่ยคำว่า ‘ไม่มีทาง’ ออกมาหลายรอบด้วยเสียงอันดัง
“ไม่ได้เด็ดขาด ศิษย์ทุกคนต้องอยู่ในหอพักที่ทางเราเตรียมไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แม้แต่เจ้า...ก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น เราไม่ยอมให้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ต้องมาปลูกสมุนไพร นั่งดูต้นไม้ใบหญ้าเหมือนกับเจ้าอย่างแน่นอน”
“แต่เจ้าแพ้พนัน”
กุยเฉาเค่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง คำพูดทั้งหมดตั้งแต่เริ่มล้วนถูกกลั่นกรองมา มีแต่ต้อนสหายสนิทข้างกายผู้นี้ให้จนมุมเสียก่อน ถึงสามารถหยิบก้อนเนื้อออกจากปากของมันได้
"เจ้า...เจ้า...คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ช่างวางหมากได้แนบเนียนนัก วันนี้เสียท่าให้กับจิ้งจอกเฒ่าอย่างเจ้าอีกจนได้ เจ็บใจนัก...เจ็บใจนัก..."
เถียวซานเค่อกระทืบเท้าเดินจากไปด้วยความโมโห การแพ้พนันครั้งแรกในรอบสามปีทำให้เขาสูญเสียศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดในรอบสามปี จึงทำได้เพียงหลบลี้หนีหน้าไปก่อนที่จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ถึงกระนั้นยังแว่วเสียงกุยเฉาเค่อดังไล่หลังมาว่า
“ให้ศิษย์ของท่านไปเก็บของออกจากกระท่อมด้วย จากนี้เป็นต้นไปมันจะกลายเป็นหอไผ่เขียว หลังหนึ่งเป็นของเรา อีกหลังหนึ่งเป็นของศิษย์ ช่างลงตัวนัก ฮา ฮา”
เถียวซานเค่อยิ่งโมโหกว่าเดิม แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงระบายอารมณ์ใส่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หมัดของเขากระแทกเข้ากลางลำต้น เพียงหมัดเดียวก็ทำให้เกิดรูกลมใหญ่กลางต้นไม้ต้นนั้น สักพักก็หักโค่นลงมาดังครืน
กุยเฉาเค่อหัวร่อออกมาด้วยความสมใจ พลางก้มลงยกร่างไร้สติบนพื้นขึ้นมาวางบนบ่า แบกหลินมู่หยางขึ้นไปยังยอดเขาเทียนเฟิง