มารราคะ

    ตอนที่ 43 บริวาร

    ตอนที่ 43

    บริวาร

     

                    “ระวังด้วยนะเจ้าคะพวกนางแข็งแกร่งมาก” แม้แต่ฟางอู่กับฟางเกอที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักเพื่อทำงานเป็นสาบสืบก็ยังมีท่าทีหวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวทั้ง4 คนที่ออกมารับหน้าแทนจางเหว่ย พวกนางแต่ละคนไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลยหากเทียบระดับพลังพวกนางอาจจะฝีมือสูสีกับเหล่าองครักษ์ทั้งสี่ของหวังอี้ฝู่เลยก็ได้

     

                    ฟุบ!

     

                    ท่าทางสำหรับหญิงสาวที่โดนมนตร์เสน่ห์เข้าครอบงำแล้วการทำร้ายมารราคะผู้ปล่อยมนตร์เสน่ห์เข้าใส่จะถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเป็นอย่างมากพวกนางมองมาทางชุนหยางด้วยสีหน้าเคียดแค้นแถมหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มก็ยังพุ่งตัวเข้ามาหาชุนหยางก่อนที่จางเหว่ยจะสั่งเสียอีก

     

                    “...”ความเร็วของนางทำให้นางเข้ามาประชิดชุนหยางได้แทบจะภายในอึดใจเดียวแต่ก็ยังโชคดีที่นางอยู่ห่างกับชุนหยางพอสมควรทำให้ชุนหยางมีเวลาตั้งตัวและวางนิ้วลงบนสายพิณอีกครั้ง

     

                    เคร๊ง!!

     

                    คลื่นเสียงที่ชุนหยางปล่อยออกไปโดนกระบี่ของหญิงสาวตรงหน้าฟันทิ้งต่อหน้าต่อตาทำเอาชุนหยางรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากนางอยู่ใกล้เกินไปก็เลยใช้บทเพลงที่มีกำลังทำลายสูงแต่ต้องรวบรวมพลังนานไม่ได้ แต่กำลังทำลายของตัวโน้ตเพียงตัวโน้ตเดียวก็ทำอะไรนางไม่ได้เลย

     

                    เคร๊งๆๆๆ

     

                    ยิ่งชุนหยางเล่นเพลงอย่างต่อเนื่องหญิงสาวตรงหน้าก็ยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆกระบี่ของนางฟันฝ่าคลื่นเสียงที่ควรจะมองไม่เห็นได้อย่างง่ายดายแถมท่วงท่าของนางก็ยังดูสง่างามราวกับกำลังเต้นรำตอบรับกับบทเพลงของชุนหยางเสียอีก

     

                    “นางคือศิษย์ของหุบเขากล้วยไม้”ฟางเกอที่จ้องมองกระบวนท่าอยู่ข้างหลังเห็นกระบวนท่าของนางก็จำได้ทันทีว่ากระบวนท่าของนางคือกระบวนท่าของสำนักใดเพื่อจะเป็นสายสืบให้กับราชสำนักฟางเกอต้องเรียนรู้เรื่องราวในอาณาจักรเอาไว้กับตัวเป็นจำนวนมากขอเพียงได้เห็นกระบวนท่าพื้นฐานของสำนักใดสำนักหนึ่งนางก็สามารถแยกได้ทันทีว่าผู้ใช้กระบวนท่าคือคนของสำนักใด

     

                    “เจ้าบังอาจจะทำร้ายท่านจางเหว่ย...”หญิงสาวผู้เป็นคนของสำนักหุบเขากล้วยไม้เหวี่ยงกระบี่มาถึงตัวชุนหยางเข้าจนได้ นางมีฝีมือสูงกว่าระดับศิษย์ของสำนักหุบเขากล้วยไม้เสียอีกอย่างน้อยๆนางก็ต้องเป็นระดับผู้ฝึกสอนหรือไม่ก็อาจารย์ท่านหนึ่งของสำนักนั้นแน่ๆไม่น่าเชื่อเลยว่าคนระดับนี้จะมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าจางเหว่ยได้

     

                    เปรี้ยง!!

     

                    ก่อนที่หญิงสาวตรงหน้าจะเข้าถึงตัวชุนหยางฝ่ายฟางอู่ที่ไม่อาจยอมให้ชุนหยางเป็นอะไรได้กลับใช้ร่างของตัวเองเข้าไปขวางหญิงสาวคนนั้นเอาไว้ก่อนจะใช้เท้าถีบไปที่ท้องของนางเข้าอย่างจังทำให้กระบี่ของนางพลาดไปจากตัวชุนหยางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     

                    “อย่าเพิ่งฆ่ามัน”กำลังของฟางอู่ไม่ได้มากมายขนาดจะผลักหญิงสาวคนนั้นออกไปได้ เพียงนางตั้งหลักเล็กน้อยก็สามารถเหวี่ยงกระบี่เข้ามาใส่ชุนหยางได้อีกครั้งโดยที่ฟางอู่ไม่อาจขัดขวางได้อีกแต่ก่อนที่นางจะใช้กระบี่ฟันใส่ร่างของชุนหยางคนที่ออกปากห้ามกลับกลายเป็นจางเหว่ยผู้ใช้มนตร์เสน่ห์ใส่นางเสียได้คำสั่งของจางเหว่ยถือเป็นคำขาดของเหล่าบริวารนางจึงต้องหยุดกระบี่เอาไว้กลางคันก่อนจะใช้มือจับไปที่ต้นคอของชุนหยางแล้วกดร่างชุนหยางลงไม่ให้เขาสามารถเล่นพิณได้อีก

     

                    “ท่าทางเจ้าเองก็มีบริวารที่น่าสนใจดีนี่นาแต่น่าเสียดายที่บริวารของเจ้าท่าทางจะกระจอกไปเสียหน่อยคงจะเอามาเทียบกับบริวารของข้าไม่ได้หรอกนะ”จางเหว่ยเห็นว่าผู้หญิงของตนสู้กับชุนหยางได้อย่างง่ายดายก็ฉีกยิ้มออกมาก่อนจะเดินเข้ามาหาชุนหยางพร้อมกับสาวๆคนอื่นแต่ถึงคำพูดของมันจะน่าโมโหแต่ทั้งจูอิง ฟางอู่ และ ฟางเกอ ต่างก็ไม่อาจเถียงกลับมันได้เพราะเพียงหญิงสาวเพียงคนเดียวจากทั้ง4 คนที่ออกมาป้องกันจางเหว่ยก็ทำให้พวกนางรับมือไม่ได้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าระดับฝีมือของพวกนางอ่อนด้อยกว่าพวกนางอย่างชัดเจน

     

                    “แล้วพวกนางปกป้องเจ้าด้วยใจจริงหรือไม่ล่ะ”ชุนหยางที่โดนกดเอาไว้กับพื้นเวทีฝืนมองขึ้นไปยังใบหน้าของจางเหว่ยถึงใบหน้าของมันจะหล่อเหลาก็จริงแต่ยามมันยิ้มออกมากลับให้อารมณ์ความรู้สึกน่ารังเกียจอย่างประหลาดแต่สิ่งหนึ่งที่ชุนหยางสัมผัสได้ชัดเจนเสียยิ่งกว่ารอยยิ้มน่ารังเกียจนั่นก็คือท่าทีของหญิงสาวรอบๆตัวของจางเหว่ยถึงพวกนางจะดูมีความสุขดีกับการอยู่ข้างกายจางเหว่ยแต่ดวงตาของพวกนางไม่มีใครดูมีความสุขเลยสักคน

     

                    “ใจจริง? หึหึ...ด้วยใบหน้านี้ข้าหาสาวงามผู้มีใจรักจริงได้ไม่ยากหรอกแต่ผู้หญิงแบบนั้นมันน่าเบื่อ” แทนที่จะโกรธจางเหว่ยกลับส่ายหน้าช้าๆก่อนจะเดินเข้านั่งยองๆเพื่อจะดูหน้าชุนหยางชัดๆอีกที

     

                    “ข้าชอบผู้หญิงที่มักจะต่อต้านข้ามากกว่าดูอย่างคนนี้สิ นางเป็นศิษย์ของสำนักบุปผาหยก ความจริงสำนักของนากจะต้องครองพรหมจรรย์ไม่ยอมให้ชายใดแตะต้องข้าก็เลยให้บริวารของข้าจับนางเอาไว้แล้วพรากพรหมจรรย์ของนางโดยไม่ได้ใช้มนตร์เสน่ก่อนด้วย”จางเหว่ยหัวเราะออกมาก่อนจะลากหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาโอบเอวเอาไว้ข้างๆแต่ถึงจะพูดใส่นางอย่างนั้นนางก็ยังหัวเราะคิกคักราวกับกำลังฟังเรื่องตลกเสียอย่างนั้น

     

                    “ตอนนั้นนางร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจแต่พอโดนมนตร์เสน่ห์เข้าไปนางก็ถ่างขาขอร้องให้ข้าหลับนอนกับนางอีกครั้งแทน เจ้าไม่คิดว่าแบบนี้มันสะใจบ้างหรือ”จางเหว่ยหัวเราะออกมาก่อนที่สายตาของมันจะหันไปมองเหล่าหญิงสาวที่มากับชุนหยางฟางอู่ และ ฟางเกอ นั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามมากทีเดียวแถมพวกนางยังเป็นพี่น้องกันทำให้พวกนางมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกันมากอีกด้วยแต่สายตาของจางเหว่ยกลับไปหยุดมองที่จูอิงเสียมากกว่า เพราะมันสัมผัสไอมารไม่ได้ก็เลยไม่รู้ว่าจูอิงเป็นผู้ฝึกฝนวิชามารราคะเหมือนกันแต่เพราะใบหน้าที่ทั้งงดงามและน่ารักของจูอิงทำให้รอยยิ้มของจางเหว่ยยิ่งกว้างขึ้น

     

                    “เจ้าว่าข้าจะสะใจแค่ไหนกันนะหากข้าข่มขืนบริวารต่อหน้ามารราคะของพวกนาง”จางเหว่ยยามเห็นความงดงามของจูอิงกลับบังเกิดความคิดชั่วร้ายออกมาบริวารที่โดนมนตร์เสน่ห์จะรักมารราคะผู้นั้นอย่างหมดใจ หากโดนข่มขืนต่อหน้ามารราคะที่เป็นผู้ใช้มนตร์เสน่ห์พวกนางคงทุกข์ทรมารราวกับตกนรกแน่ๆเมื่อทำให้พวกนางทรมานจนพอใจก็ค่อยฆ่าไอ้เจ้ามารราคะตรงหน้าซะจะได้ปลดพวกนางออกจากมนตร์เสน่ห์แล้วใช้มนตร์เสน่ห์ของตนเข้าไปควบคุมพวกนางแทน

     

                    “หากเจ้าอยากทำเช่นนั้นก็ต้องรอดชีวิตให้ได้เสียก่อนนะ”จูอิงที่นั่งอยู่ข้างหลังไม่มีท่าทีโกรธแค้นหรือจะหลบหนีแต่อย่างไรนางดูจะนิ่งกว่าพวกฟางอู่และฟางเกอเสียอีก ท่าทางจูอิงจะรู้ตัวแล้วว่าชุนหยางต้องการจะทำอะไรตั้งแต่ตอนที่ถามจางเหว่ยว่าผู้หญิงของมันปกป้องมันด้วยใจจริงหรือไม่

     

                    “รอดชีวิต...รอดชีวิตจากอะไร จากพวกเจ้างั้นหรือ”จางเหว่ยหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่เพราะเห็นๆกันอยู่ว่าพวกชุนหยางไม่มีความสามารถจะรับมือกับบริวารของมันแต่ก่อนที่จางเหว่ยจะได้ทำอะไรต่อหญิงสาวผู้จับชุนหยางกดเอาไว้กับพื้นกลับปล่อยให้ชุนหยางเป็นอิสระด้วยท่าทีเหมือนกำลังตกใจกับอะไรบางอย่างเสียอย่างนั้น

     

                    “ไม่ใช่จากพวกข้าหรอก”ชุนหยางจับไปที่คอของตัวเองก่อนจะมองไปทางหญิงสาวที่อยู่รอบๆ พวกนางดูตื่นตกใจมากว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่ๆพวกนางก็หลุดจากมนตร์เสน่ห์ของเจ้าสารเลวจางเหว่ยเสียเฉยๆทั้งๆที่พวกนางพยายามแทบตายก็ไม่อาจทำอะไรกับมนตร์เสน่ห์ของมันได้เลยแท้ๆ

     

                    “ใครสั่งให้ปล่อยมันไม่ทราบจับมันเอาไว้เหมือนเดิมเดี๋ยวนี้” จางเหว่ยยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น มันเห็นว่าหญิงสาวที่กดชุนหยางเอาไว้ปล่อยมือโดยที่มันไม่ได้สั่งก็เลยหันไปต่อว่าหญิงสาวคนนั้นก่อนจะง้างมือของตัวเองพร้อมตบไปที่ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นด้วยท่าทีเคยชินแต่ฝ่ามือของจางเหว่ยยังไม่ทันจะไปถึงใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นมือของนางก็คว้าข้อมือของจางเหว่ยเอาไว้เสียก่อน

     

                    “ขอบคุณเจ้าค่ะ”หญิงสาวคนนั้นหันไปทางชุนหยางเหมือนจะรู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น นางกล่าวขอบคุณชุนหยางก่อนจะจับข้อมือของจางเหว่ยเอาไว้แน่นจนข้อมือของจางเหว่ยเริ่มเขียวคล้ำเพราะไม่มีเลือดไหลไปเลี้ยง

     

                    “นี่เจ้ากำลังทำอะไร อ้าก” จางเหว่ยโดนบีบข้อมือแรงขึ้นเรื่อยจนกระทั่งรู้สึกเจ็บปวดราวกับกระดูกกำลังจะโดนบีบให้แตกคามือแต่ความเจ็บปวดเพียงแค่นี้ไม่อาจทำให้หญิงสาวรอบๆตัวมันสาแก่ใจได้เลย

                   

                    “ฮึก...” หญิงสาวบางคนก็หันไปลงมือแก้แค้นหญิงสาวบางคนก็ทิ้งตัวลงนั่งร่ำไห้กับพื้นวันเวลาที่ต้องตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของจางเหว่ยราวกับฝันร้ายบางคนโดนมันกระทำย่ำยีทั้งๆที่ไม่ยินยอม บางคนต้องช่วยเหลือมันกระทำเรื่องชั่วช้าที่ตัวเองไม่เคยอยากจะทำความรู้สึกที่ต้องมือแปดเปื้อนเพราะโดนมนตร์เสน่ห์นี้ราวกับร่างกายแปดเปื้อนไปด้วยโคลนตมไม่มีผิด

     

                    “พวกท่านไม่เป็นอะไรนะขอรับ”ชุนหยางเดินลงจากเวทีก่อนจะเข้าไปหาเหล่าหญิงสาวที่พากันเศร้าเสียใจด้วยท่าทีเป็นห่วงดูเหมือนการควบคุมไอมารของชุนหยางจะเหนือกว่าจางเหว่ยมากเพียงใช้ไอมารเข้าไปแทรกแซงก็สามารถปลดมนตร์เสน่ห์ของจางเหว่ยได้อย่างง่ายดายแล้ว

     

                    “แล้วแบบนี้ข้าจะกลับไปหาท่านอาจารย์ได้อย่างไร”หญิงสาวที่จางเหว่ยบอกว่าเป็นศิษย์ของสำนักบุปผาหยกร้องไห้ออกมาอย่างหนักเพราะสำนักของนางต้องถือพรหมจรรย์และรักษาศิลป์อย่างเคร่งครัดนอกจากจะโดนพรากพรหมจรรย์ไปแล้วระหว่างโดนมนตร์เสน่ห์นางยังทำเรื่องผิดศิลป์ไปตั้งมาก

     

                    “คุณชาย ท่านเป็นคนถอนมนตร์เสน่ห์ให้พวกเราหรือเจ้าคะ”ระหว่างกำลังปลอบใจหญิงสาวจากสำนักบุปผาหยกหญิงสาวคนอื่นๆก็เหมือนจะแก้แค้นจางเหว่ยกันพอประมาณแล้วทำเอาสภาพของจางเหว่ยในตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าโครงของมารราคะอยู่เลยหลังจากได้ระบายอารมณ์แล้วก็มีหลายคนในกลุ่มพวกนางที่เดาได้ว่าคนที่ช่วยปลดมนตร์เสน่ห์ให้พวกนางน่าจะเป็นชุนหยางนี่เอง

     

            “จะว่าแบบนั้นก็ได้ขอรับ”ชุนหยางตอบพลางมองท่าทีของเหล่าหญิงสาวที่โดนมนตร์เสน่ห์ที่เหลือ บางคนก็นิ่งเงียบและแสดงสีหน้าเศร้าหมองออกมาบางคนก็ดูเหมือนจะยังไม่หายโกรธและพยายามจะเข้าไปซ้ำจางเหว่ยอีกสักรอบ แต่ไม่ว่าจะแสดงท่าทีเช่นไรพวกนางก็ดูไม่มีความสุขเลย

     

                    “คุณชายขอบคุณที่ช่วยเหลือพวกเราเจ้าค่ะ พระคุณของท่านข้าจะจดจำไม่มีวันลืม แต่ว่า...ที่สวนยังมีคนที่โดนมนตร์เสน่ห์อยู่อีกท่านพอจะไปช่วยพวกนางได้หรือไม่” หญิงสาวที่ดูเหมือนจะออกมาเป็นตัวแทนของคนอื่นๆพูดด้วยท่าทีกังวลใจพวกนางไม่ทราบว่าจะปลดมนตร์เสน่ห์ได้อย่างไรเลยได้แต่ขอความช่วยเหลือจากชุนหยางเท่านั้นแน่นอนว่าชุนหยางเองก็ไม่อาจทนดูพวกนางต้องทนทุกข์ทรมานได้เสียด้วยทำให้ชุนหยางตัดสินใจจะตามพวกนางไปอย่างง่ายดาย

     

                    “ฟางอู่ เท้าของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แต่ก่อนจะเดินทางไปกับพวกนางชุนหยางกลับมองเห็นท่าเดินที่ผิดปกติของฟางอู่เข้าพอดีก่อนหน้านี้นางเตะใส่ร่างของหญิงสาวที่จะเข้ามาฟันชุนหยางแต่ระดับพลังของพวกนางห่างกันเกินไปท่าทางเท้าของฟางอู่จะได้รับความเสียหายไม่ใช่น้อยเลย

                   

                    “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...แต่ดูเหมือนเจ้านั่นจะไม่ใช่ผู้ฝึกฝนวิชามารธรรมดานะเจ้าคะ”ฟางอู่ส่ายหน้าช้าๆเพื่อปฏิเสธเพราะเรื่องข้อเท้าของนางนับเป็นเรื่องเล็ก แต่ก่อนหน้านี้นางมองว่าจางเหว่ยเป็นเพียงผู้ฝึกฝนวิชามารปลายแถวนั้นคงจะผิดพลาดเสียแล้วมารราคะที่ควบคุมหญิงสาวที่เก่งกาจขนาดนี้ทีเดียวหลายคนคงจะสร้างอำนาจไว้ไม่น้อยการที่มันอยู่ในเขตเต่าทองคำก็คงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเต่าทองคำไม่น้อย บางทีมันอาจจะเป็นเบาะแสพาชุนหยางไปพบกับคนของเต่าทองคำก็เป็นได้