ตอนที่ 10 ครอบครัวเริ่มยุ่งเหยิง (1)
งานเลี้ยงส่งท้ายปีของตระกูลมีการจัดโต๊ะให้นั่งแยกกัน ถึงอย่างไรหลังผ่าน่ฉลองปีใหม่ไป คุณชายเจ็ดและคุณชายแปดบ้านสามซึ่งอายุน้อยที่สุดก็จะห้าขวบแล้ว ตระกูลเหยียนอบรมลูกหลานอย่างเข้มงวดั้แ่เด็ก โดยเฉพาะเื่มารยาทของเด็กๆ
เหยียนจื่อม่อนั่งถัดจากเหยียนจื่อหลิงซึ่งนั่งข้างฮูหยินผู้เฒ่าตามธรรมเนียม โดยมีฮูหยินทั้งสามนั่งตามตำแหน่งที่นั่งของตนอยู่อีกฝั่ง ส่วนบุตรสาวสายรองที่เหลือนั่งเรียงกันตามลำดับอายุ คุณหนูหกเหยียนฟางนั่งติดกับฮูหยินสามจินซื่อ ในขณะที่โต๊ะฝั่งบุรุษจัดที่นั่งส่วนใหญ่คล้ายกัน ทว่ามีท่านเหยียนโหวเป็ศูนย์กลางของพวกเขา
ฮูหยินผู้เฒ่ามองสมาชิกในครอบครัวพลางแย้มยิ้มสดใส แม้กั๋วกงผู้เฒ่าจะด่วนจากไปั้แ่หลังศึกพิทักษ์บัลลังก์ ทว่าตระกูลเหยียนกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ บุตรชายทั้งสามของตนล้วนเป็ยอดคนในหมู่คน ส่วนบุตรสาวสายรองที่เคราะห์ดีรอดชีวิตมาได้ล้วนถูกส่งตัวไปแต่งงานยังที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้มาสร้างความวุ่นวายใจใกล้ๆ
“ตระกูลเหยียนของข้ายืนหยัดมาถึงทุกวันนี้ได้นับว่าสร้างเกียรติให้แก่วงศ์ตระกูลแล้ว ทว่าในภายภาคหน้ายังต้องยึดมั่นตามคำสอนของบรรพบุรุษต่อไป อนาคตที่ดีของลูกหลานคือรากฐานของความเจริญรุ่งเรือง พวกเ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี”
“รับทราบขอรับ/เ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของฮูหยินผู้เฒ่า คนตระกูลเหยียนต่างพากันทยอยตอบรับทีละคน เนื่องจากถ้อยคำที่เอ่ยถือเป็ธรรมเนียมปฏิบัติในงานเลี้ยงส่งท้ายปีประจำตระกูล ตอนแรกเหยียนจื่อม่อไม่เข้าใจกฎระเบียบที่สืบทอดต่อกันมาภายในตระกูลใหญ่ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าต้องกล่าวคำพูดเช่นนี้ในงานเลี้ยงส่งท้ายปีทุกปี จนกระทั่งยามฮูหยินผู้เฒ่าเสียไปจากการอดอาหารประท้วงในคุก นางถึงเพิ่งเข้าใจว่าความหวังและความสิ้นหวังเป็เื่เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
...การเริ่มงานเลี้ยงส่งท้ายปีสำหรับนางถือเป็การส่งมอบความหวังให้กับวงศ์ตระกูล ทว่าเื่ราวที่ประสบพบเจอหลังจากนั้นทำให้นางตระหนักถึงความสิ้นหวังของการมีของล้ำค่าในมือแต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ หากลูกหลานในตระกูลเหยียนเติบโตสมบูรณ์ครบทุกคน คงเป็เสาหลักของแคว้นและรากฐานความเจริญของตระกูลต่อไปได้แน่ น่าเสียดาย พวกเขากลับต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้เป็ดั่งดาวเคราะห์ร้าย...เว่ยซ่า!
“รับประทานอาหารกันเถอะ!”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
มื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบเชียบตามหลักปฏิบัติ ‘กินไม่พูด นอนไม่คุย’ จนกระทั่งมื้อเย็นจบลง บรรดาลูกหลานจึงมารวมตัวกัน ส่วนพวกผู้ใหญ่สนทนาเสียงเบาอยู่ไม่ไกล เนื่องจากโอกาสเช่นนี้สำหรับตระกูลเหยียนไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
เหยียนจื่อหลิงคล้ายกังวลว่าเหยียนจื่อม่อจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ไม่ว่านางจะเดินไปทางไหนมักดึงอีกฝ่ายไปด้วยเสมอ วาจาไพเราะน่าฟังที่ได้ยินจากเด็กสาวชวนให้คนเอ็นดูไม่น้อย โดยเฉพาะพวกพี่ชายใหญ่ยิ่งชมชอบนิสัยตรงไปตรงมาและเฉลียวฉลาดของเหยียนจื่อหลิง แม้จะดูไม่ถือกฎเกณฑ์เฉกเช่นสตรีสูงศักดิ์ทั่วไป แต่ก็ทำให้นางดูสดใสและน่ารักน่าชัง
เหยียนฟางชำเลืองมองท่าทางสนุกสนานของเหยียนจื่อหลิงขณะพูดคุยกับบรรดาพี่ชาย ก่อนจะแค่นเสียงเย็นพลางดึงเหยียนจื่อม่อเบาๆ “พี่หญิงห้า พี่หญิงสี่ลืมท่านแล้ว”
“ไม่ใช่ว่าข้ามีน้องหญิงหกอยู่เป็เพื่อนหรอกหรือ อีกอย่างพวกพี่หญิงใหญ่ก็อยู่ด้วย”
อาจเป็เพราะเหยียนจื่อม่อเคยเห็นภาพเช่นนี้มาไม่น้อย จึงไม่รู้สึกอะไรมาก ชาติก่อนบรรดาลูกพี่ลูกน้องชายในตระกูลเหยียนไม่ค่อยชอบตนเท่าไรนัก ชาตินี้นางไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับพวกเขาเช่นกัน สิ่งที่เหยียนจื่อม่อ้าในตระกูลเหยียนมีเพียงการดูแลและปลอบประโลมจากท่านแม่เท่านั้น
...ผู้คนต่างพูดกันว่าครอบครัวฝั่งมารดาเป็ที่พึ่งพิงยิ่งใหญ่ที่สุดของสตรีคนหนึ่ง คำพูดนี้นางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคราที่พึ่งพิงยิ่งใหญ่ที่สุดของสตรีก็คือตนเอง เพราะมีเพียงตนเองเท่านั้นที่จะไม่ทรยศต่อตนเอง
“พวกพี่หญิงใหญ่ไม่สนใจท่านด้วยซ้ำ!”
หลังได้ยินคำพูดของเหยียนฟาง เหยียนจื่อม่อเพียงหัวเราะเสียงเบา เหยียนจื่อหลิงมีอิทธิพลในหมู่พี่น้องผู้หญิงในตระกูลเหยียนมานาน แน่นอนว่าพวกนางคงไม่มาตีสนิทกับตนง่ายๆ ทว่าการยืนหยัดเช่นนี้คงไม่ยาวนานนัก
“เช่นนั้นเหตุใดเ้าต้องสนใจข้าด้วยเล่า”
เหยียนจื่อม่อหันไปมองเหยียนฟาง แม้นางจะอายุน้อยกว่าตนสองปี ทว่าหลังจากตระกูลเหยียนเกิดเื่ อีกฝ่ายกลับเป็คนที่มีชีวิตสุขสบายที่สุดในบรรดาบุตรสาวที่แต่งออกไปของตระกูลเหยียน แม้แต่เหยียนจื่อหลิงที่กลายเป็พระชายาผู้สูงศักดิ์ขององค์รัชทายาทยังไม่อาจเทียบได้