หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 43

    ณ ยอดเขาร็อคโก้ ยามเย็น“นายท่าน พวกเราจัดทัพมอนสเตอร์เรียบร้อยแล้วขอรับ” เสียงแหบแห้งจากชายวัยกลางคนหน้าตาเจ้าเล่ห์ ผู้มีร่างผอมแห้ง และผิวหนังหยาบกร้านในผ้าคลุมสีดำ กำลังก้มหัวรายงานต่อเจ้านายของเขาที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำ“เจ้ามีความเห็นอย่างไรในแผนจู่โจมครั้งนี้” เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากหมวกเกราะสีดำน่าเกรงขามที่ปิดสนิท“ข้าคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตีเมืองให้แตก ถึงแม้กองทหารจากเมืองอื่นกำลังยกทัพเสริมใกล้เข้ามา แต่คนของเราใช้วิธีดักสกัดแบบกองโจรโจมตีแล้วหนีสลับกันไป สามารถถ่วงเวลาได้อีกยาวนานนัก อาจถึงขั้นทำให้บางทัพถึงกับแตกพ่ายได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้เราเพียงลองเชิงก็พอแล้วขอรับ” ชายผู้แห้งเหี่ยวให้คำตอบ“อืม...ถ้าเช่นนั้นการจัดทัพเข้าตีในวันนี้ เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน จงทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว กลัวจากการมุดหัวอยู่แต่ในบ้าน กลัวจนต้องออกมาโทษพวกเดียวกัน และจบที่ฆ่ากันเองแทนที่จะออกมาสู้กับศัตรูยังไงล่ะ ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...” ชายในชุดเกราะดำหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ณ ป้อมฟีนิกซ์“อื้ม รสชาติซุปวันนี้อร่อยมาก สมกับที่เป็นพ่อครัวอันดับหนึ่งแห่งแอนวีน” หัวหน้าฟลอยด์บอกกับหลงเฟย“ขอบคุณครับหัวหน้า เป็นเพราะทุกคนช่วยกันนั่นแหละครับ เรื่องซุปนี่ผมไม่ค่อยถนัดถ้าทำเองคนเดียวคงไม่ออกมาดีขนาดนี้” หลงเฟยขอบคุณอย่างถ่อมตัว“เมื่อตะกี้หัวหน้าป้อมก็ฝากชมมาด้วยนะ แต่พอข้าได้ทานเองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยิ่งกว่าคำชมของท่านซะอีก ส่วนวันนี้คงยังไม่มีเรื่องอะไรหรอก น่าจะแค่สังเกตการณ์กันไปก่อน ตอนนี้เจ้าก็ไปพักเถอะอีกเดี๋ยวก็ถึงเวลากลับค่ายแล้ว” ฟลอยด์บอกกับชายหนุ่ม“ครับ หัวหน้า”หลงเฟยตอบรับครูฝึกแล้วก็เดินกลับเข้าไปที่โรงครัวของโบสถ์ เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเพียงโทมัส และหญิงสาวที่พยายามตามติดหลงเฟยตลอดตั้งแต่เข้ามาทำอาหารเมื่อตอนบ่าย ชื่อของเธอคือไอรีน เป็นหญิงสาวผมทองยาว หน้าตาจัดว่าดูดี รูปร่างอวบเล็กน้อย ดูเหมือนชนชั้นสูงมากกว่าชาวบ้านทั่วๆไป แต่เธอก็ไม่เคยเกี่ยงงานหนัก และทำงานได้ดีทีเดียว หลังจากเห็นหลงเฟยเดินเข้ามา โทมัสก็เรียกเพื่อนของเขาทันที“หลงเฟยหัวหน้าว่ายังไงบ้าง ชอบซุปของพวกเรารึเปล่า” โทมัสกล่าวถาม“หัวหน้าต้องชอบอยู่แล้วล่ะ หลงเฟยเป็นคนปรุงด้วยตัวเองทั้งทีนี่” ไอรีนกล่าวยกยอชายหนุ่ม“จ่ะๆ แม่สาวจอมอวย อวยออกนอกหน้าแล้ว” โทมัสพูดขัดเธอ“ก็มันเรื่องจริงนี่ เจ้าควรจะดีใจนะที่ได้เป็นสหายกับพ่อครัวอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง” ไอรีนเถียงกลับ“พอก่อนน่าทั้งสองคน หัวหน้าชอบซุปของพวกเรามาก แม้แต่ท่านหัวหน้าป้อมก็ฝากคำชมมาด้วยนะ” หลงเฟยขัดบทสนทนาของทั้งสอง“หลงเฟย ระหว่างพักเราจะทำอะไรกันดี” โทมัสถาม“ก็นั่งพักน่ะสิ ฉันเพิ่งมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไม่นาน พวกนายช่วยแนะนำสถานที่ต่างๆในเมืองให้หน่อยสิ อืม...อย่างเช่นโบสถ์นี้ก็ได้ ที่นี่ใหญ่โตสวยงามน่าจะมีความสำคัญพอสมควรนะ แต่เหมือนไม่ค่อยได้รับการดูแล แล้วก็ไม่เห็นนักบวชสักคน” หลงเฟยตั้งใจจะหาข้อมูลของเมืองนี้เพื่อเตรียมตัววางแผนในอนาคต“หึ...เกิดสงครามแบบนี้พวกนักบวชเข้าไปรวมตัวอยู่ที่มหาวิหารกันหมด ไม่มีใครสนใจมาเป็นที่พึ่งให้พวกเราสักคน ทั้งที่ระดับเวทย์มนต์รักษา และพรศักดิ์สิทธิ์นั้นสูงกว่านักเวทย์รักษาของเราตั้งหลายเท่า สมควรแล้วที่ชาวบ้านจะไม่ให้ความนับถือ” ไอรีนกล่าวออกมาอย่างมีอารมณ์“โอ้โห พูดแรงขนาดนี้ถ้านักบวชชั้นสูงมาได้ยินนี่ เธอโดนจับขังห้องมืดให้สำนึกบาปแน่ๆ” โทมัสกล่าวอย่างตื่นเต้น“ถ้าพวกนั้นอยากเจอดีก็เข้ามาลองดูได้ ข้ามิได้กลัวพวกนั้นอยู่แล้ว” ไอรีนกล่าวอย่างมั่นใจ จากคำพูดเหล่านี้ทำให้หลงเฟยมั่นใจได้ว่าเธอต้องมาจากตระกูลขุนนางแน่ๆ“ถ้างั้นตอนนี้ใครเป็นคนดูแลโบสถ์นี้เวลาที่พวกนักบวชไม่อยู่นี่ล่ะ” หลงเฟยยังคงถามต่อ“ถ้าเป็นโบสถ์แห่งนี้ทหารจากป้อมฟีนิกซ์เป็นคนดูแล พวกเราถึงเข้ามาใช้ครัวที่นี่ไงเล่า กว้างขวางกว่าครัวในป้อมเยอะ” โทมัสชี้แจง ทั้งสามนั่งคุยกันอีกสักพักครูฝึกก็เรียกรวมพล ก่อนที่ทั้งหมดจะเปลี่ยนเวรเพื่อกลับค่ายไปพักผ่อน ณ ร้านของหลงเฟย วินเซนต์กำลังปาดสีลงในรูปภาพบนผ้าใบผืนเดิม ที่วาดค้างไว้เมื่อวาน ท้องฟ้าวันนี้ไม่เป็นใจเท่าไรชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูก เหมือนบรรยากาศโดยรอบดูหมองหม่นชอบกล เขาคิดว่าคงเป็นเพราะสงครามทำให้ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว แต่เขาก็ยังพยายามทำงานต่อไป จนกระทั่ง“แวน แวนเจ้าทำอะไรลงไป!” เสียงของแอนตะโกนออกมาดังลั่นมาจากในครัว เมื่อวินเซนต์ และเควินได้ยินจึงรีบวิ่งเข้าไปดูทันที“แอนเกิดอะไรขึ้น อ้ะ! แวนเจ้าทำอะไรน่ะ!” เควินเข้ามาถึงห้องครัวก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็น แอนกำลังล็อกตัวลูกชายของตนจากด้านหลัง เด็กน้อยในดวงตาปรากฏแสงสีแดงสด พร้อมกับดิ้นทุรนทุราย และคำรามอย่างบ้าคลั่ง“เควินช่วยลูกด้วย เขากินไม่หยุด แม้แต่ของดิบพวกนี้ก็กินเข้าไป ลูกเราคลุ้มคลั่งไปแล้ว” แอนเล่าให้สามีของเธอฟังอย่างกระวนกระวาย“เย้ย! แวนละเมอมากินเหมือนเมื่อคืนอีกแล้วเหรอ?” วินเซนต์มาถึงก็โพล่งขึ้นมา นึกถึงเรื่องที่หลงเฟยเล่าให้ฟัง“ท่านวินเซนต์ไปเอาเชือกมา ข้าจะมัดเขาไว้ก่อนที่จะควบคุมไม่อยู่” เควินตั้งสติได้ก็รีบเข้าไปล็อกตัวลูกชายไว้แทนภรรยาของเขา แล้วสั่งการกับศิลปินหนุ่มทันที สักพักพวกเขาทั้งสามก็จัดการเสร็จ หลังจากที่มัดแวนติดไว้กับเก้าอี้ และใช้ผ้าอุดปาก นั่นก็ไม่ได้ทำให้เด็กน้อยหายคลุ้มคลั่งแต่อย่างใด แต่พวกเขาก็พอจะมีเวลาสงบสติอารมณ์เพื่อคิดไตร่ตรองเรื่องราวต่อไปได้“อาการแบบนี้เขาเรียกผีเข้ารึเปล่า” เควินพูดลอยๆออกมา“ฮึก...ฮึก...ผีเข้างั้นเหรอ ลูกเราไปโดนของแบบนี้เมื่อไรกัน ฮึก...ฮึก...พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดแทบไม่คลาดสายตา ตั้งแต่หนีออกมาจากหมู่บ้านจนมาเป็นทาสเลยนะ” แอนร้องไห้สะอึกสะอื้นสงสารลูกชายสุดหัวใจ“ข้าก็ไม่เคยเห็นคนถูกผีเข้าด้วยสิ ได้ยินชาวบ้านบอกว่าตอนนี้นักบวชทั้งเมือง เข้าไปรวมตัวอยู่ที่มหาวิหารแล้วปิดล็อกประตูห้ามคนเข้าออก คงไปขอให้ช่วยคงไม่ได้แน่” วินเซนต์เครียดคิดไม่ตกจริงๆ“ถ้าอย่างนั้นเราต้องขอให้นายท่านช่วยแล้วล่ะ ท่านวิเซนต์” เควินกล่าวออกมา“คงต้องเป็นอย่างนั้น! ข้าจะรีบไปหาหลงเฟยพวกท่านใจเย็นไว้ก่อนนะ เดี๋ยวข้ากลับมา” ชายหนุ่มรีบวิ่งตรงไปที่ค่ายฝึกทหารทันที