ฉันกำลังจะก้าวเท้าเดินหนี แต่เหม่ยอิงก็รีบหันกลับมาเรียกดึงแขนฉันไว้ จนตกใจหยุดชะงัก แล้วก็มองชุดที่ฉันสวมใส่ซึ่งเป็นชุดแบบเดียวกับฉิงคุน ด้วยสีหน้าหม่นหมองน้อยใจ พูดตัดพ้อว่าหมอจงรับฉันเป็นศิษย์ แต่ทำไมกับนางจึงปฏิเสธทุกครั้ง ทำไมไม่รับนางเป็นศิษย์บ้าง ฉันก็ตอบว่าไม่รู้ต้องไปถามกับหมอจงเอาเอง เหวินหลางก็ทำหน้าเข้มเสียงดุใส่ฉันหมายเอาเรื่อง ไม่สนว่าลูกใครจะเป็นชายหรือหญิง
เหวินหลาง : คุณหนูเฉิงถามเจ้าก็ตอบดีๆสิ! ไม่มีใครสอนเรื่องมารยาทรึไง?! ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะที่เจ้าจะเดินหนี!
อันฉี : เอ๊า! ข้าก็ตอบดีๆไปแล้วไงว่าไม่รู้ ข้าตอบผิดตรงไหน?!
เหม่ยอิง : เหวินหลาง! ช่างเถอะน่า นางคงไม่รู้จริงๆ
เหม่ยอิงแม้จะเป็นคุณหนูเอาแต่ใจขี้วีนเหวี่ยง แต่พอกำลังจะมีเรื่องกลับทำใจเย็นลงไม่ถือสาเอาความ ผิดกับเหวินหลางท่าทางดูเงียบขรึม แต่กลับจริงจังจะเอาความไม่ยอมให้ใครทำเมินใส่คุณหนูเฉิงของเขา จึงทำให้ฉันเริ่มรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเหวินหลางขึ้นมาทันที
และเริ่มทำหน้าบึ้งตึงพูดเสียงห้วนกับเหวินหลางว่า ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วให้ช่วยหลีกทาง เหม่ยอิงจึงพูดแทนเหวินหลางว่านางหมดธุระแล้ว ฉันจึงหันไปมองค้อนใส่เหวินหลางอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเดินออกไปจากบริเวณนั้น เหวินหลางมองฉันอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน แล้วหันไปพูดกับเหม่ยอิงว่า
เหวินหลาง : คุณหนูเฉิง ไม่น่าห้ามข้าเลย ข้ากำลังจะสั่งสอนนางสักหน่อย คิดว่าเป็นศิษย์ของหมอจงแล้ว จะกล้าไร้มารยาทเมินคุณหนูเฉิงได้งั้นเหรอ หึ!
เหม่ยอิง : ช่างเถอะน่า! เจ้าอย่าไปมีเรื่องกับแม่นางไป๋เลย ถ้านางไปฟ้องพี่หยูเพราะคิดว่าเรารังแก จะทำให้มีเรื่องผิดใจกันได้ จงอย่าทำให้ท่านพ่อต้องเสียเวลาเปล่า เพราะกว่าจะได้เจอตัวพี่หยูและยอมให้เข้าพบ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
เหวินหลาง : ข้าขออภัย! ข้าลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป แต่ดูจากเครื่องประดับที่นางใช้ เป็นปิ่นปักผมหยกเนื้องามราคาแพง หรือนางอาจจะเป็นลูกสาวขุนนางจากแคว้นอื่น ที่มียศตำแหน่งใหญ่โตกว่าท่านราชครูจึงมิยอมก้มหัวคำนับ และที่แปลกอีกอย่างคือนางคาดเข็มขัดเกล็ดงูขาว ข้าไม่เคยพบเกล็ดงูขาวชนิดนี้มาก่อนเลย นางเป็นสตรีแท้ๆทำไมจึงกล้าคาดเข็มขัดเกล็ดงู
เหม่ยอิง : ข้าก็สังเกตุว่านางแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่ช่างเถอะ! เดี๋ยวข้าจะเดินไปดูดอกบัวตรงโน้น ไหนๆเจ้าก็ตามข้ามาแล้ว เจ้าไปเก็บเม็ดบัวให้ข้าหน่อย ข้าอยากกินเม็ดบัว
เหวินหลางยิ้มที่เหม่ยอิงชวนเขาไปเก็บเม็ดบัว ชายหนุ่มจึงเดินตามนายหญิงน้อยของตนไปด้วยความเต็มใจ ส่วนฉันเดินกลับมาที่ห้องพัก เพราะวันนี้ไม่อยากไปเดินเล่นแล้ว จึงคิดว่าจะกลับไปเก็บกวาดจัดของในห้องพักให้เรียบร้อยดีกว่า ก็เจอกับเฟยเจินเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี
เฟยเจินก็ถามว่ามีคนมาพบหมอจงเหรอ ฉันตอบว่าเป็นราชครูมาจากในวัง พร้อมกับเล่าให้เฟยเจินฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องรับรองกับที่สวนสมุนไพร เฟยเจินก็บอกว่าเขาจะออกไปจัดการกับเหวินหลางให้ คราวหน้าจะได้ไม่กล้ามายุ่งอีก
จึงบอกเฟยเจินว่าไม่ต้องไปจัดการหรอก เรื่องแค่นี้อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่อยากมีปัญหากับใครอีกแล้ว จึงบอกให้เขามาช่วยกันจัดเก็บข้าวของภายในห้อง ที่ยังวางระเกะระกะ และเก็บกวาดขวดเหล้าหลายขวดที่ดื่มกันไว้เมื่อคืนด้วย เฟยเจินจึงนึกขึ้นได้ว่าซิ่นหลิงบอกให้เขาไปย้ายไหเหล้า แล้วนำไปแช่ที่ภูเขาไฟโทสะคลั่ง คงจะกลับมาประมาณค่ำๆ
ฉันก็พูดกับเขาว่าไปเถอะไม่ต้องกังวล เพราะอยู่ที่นี่ปลอดภัยจากปีศาจเยือกแข็ง ซึ่งหลังจากช่วยกันจัดเก็บห้องพักเรียบร้อยแล้ว เฟยเจินก็เดินไปที่มุมกำแพงลับตาคนแล้วโผบินออกไป ฉันจึงนั่งๆนอนๆอ่านตำราอยู่ในเรือนสักพักใหญ่ จนรู้สึกเบื่อจึงออกมานั่งเล่นรับลมเย็นๆที่หน้าเรือน
ก็เห็นหมอจงกำลังเดินไปส่งราชครูขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าทางเข้าเรือน แต่ตอนกลับฉันสังเกตุเห็นว่าราชครูกับเหม่ยอิงดูจะมีสีหน้ายิ้มแย้มกว่าตอนที่มา และเมื่อรถม้าของราชครูเฉิงวิ่งออกห่างเรือนไปไม่ไกลเท่าไหร่ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาดูดีมีสง่าราศรีกว่าคนทั่วไป อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับหมอจง และกำลังเดินตรงเข้ามาหาหมอจงที่ยืนอยู่
แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินกลับเข้ามาในเรือน แต่ท่าทางคนทั้งสองดูจะสนิทสนมกัน เพราะหมอจงพูดคุยกับชายคนนั้นด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง ดูผ่อนคลายกว่าคุยกับคนอื่นๆ จากนั้นฉิงคุนก็เดินออกมาต้อนรับชายแปลกหน้า ด้วยท่าทางสนิทสนมเป็นกันเองเช่นกัน
ฉันจึงเดินไปที่โรงครัวเพื่อจะช่วยฉิงคุนยกน้ำชา และจะถามด้วยว่าผู้ชายอีกคนที่มาพบกับหมอจงเป็นใคร ฉิงคุนก็บอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นสหายสนิทของหมอจง ชื่อจินหย่งเจิ้น แต่ฉิงคุนบอกฉันว่าไม่ต้องไปช่วยเขายกน้ำชาหรอก แต่ให้ฉันนั่งเล่นอยู่แถวๆนี้ ให้คอยดูว่าถ้ามีใครมาขอพบกับหมอจงอีก ให้ตอบไปว่าหมอจงออกไปข้างนอกกว่าจะกลับก็ค่ำๆ ส่วนวันนี้คงไม่ได้เรียนแล้ว เพราะหมอจงติดธุระพูดคุยกับท่านจิน คงใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่าท่านจินจะกลับ
ฉันพยักหน้าเข้าใจ เพราะคิดว่าที่ฉิงคุนให้คอยเฝ้าอยู่หน้าเรือน เพราะวันนี้หมอจงคงไม่อยากต้อนรับแขกขุนนางอีกแล้ว ฉันจึงเดินไปช่วยคนงานตากสมุนไพรที่หน้าเรือนและเฝ้าหน้าเรือนไปด้วยในตัว ครู่เดียวฉิงคุนก็เดินออกมาช่วยฉันกับคนงานตากสมุนไพรที่ลานหน้าเรือน
ฉันจึงถามฉิงคุนว่าท่านจินมาพบกับหมอจงบ่อยเหรอ ฉิงคุนบอกว่าไม่บ่อยหรอก มาแค่ไม่กี่ครั้ง เพิ่งจะมาช่วงที่ราชครูมาขอพบกับหมอจง และจะมาหลังจากราชครูกลับไปแล้ว คนทั้งสองจะอยู่พูดคุยกันนานกว่าจะกลับก็ตอนเย็น
ฉันก็ถามฉิงคุนอีกว่าวันนี้ราชครูผิดหวังกลับไปอีกหรือไม่ ฉิงคุนถอนหายใจก่อนจะตอบด้วยสีหน้าที่ดูหนักใจว่า หมอจงตอบตกลงจะไปทำงานรับใช้ราชครูที่จวน แม้ใจเขาจะไม่อยากให้หมอจงไปทำงานที่จวนราชครู แต่เขาก็เคารพในการตัดสินใจของหมอจง แต่หมอจงจะไปคนเดียวเท่านั้น ส่วนฉันกับเขาจะอยู่เฝ้าและทำงานที่เรือนนี้ต่อไป
ฉันก็ร้อง อ้าว! ขึ้นมาทันทีว่าเรียนยังไม่ถึงสัปดาห์เลย หมอจงจะไปทำงานที่อื่นเสียแล้ว อย่างนี้ฉันก็มาที่นี่เสียเวลาเปล่าน่ะสิ! ฉิงคุนก็บอกว่าหมอจงจะไปทำงานที่จวนราชครูแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะราชครูต้องการให้หมอจงไปรักษาบุคคลท่านหนึ่ง คงเป็นบุคคลสำคัญ หมอจงจึงตอบตกลงจะไปทำงานให้ราชครู แต่ยังไม่ได้ไปตอนนี้ เพราะหมอจงยังมีธุระต้องไปทำที่อื่นก่อน
ฉันก็ร้องอ๋ออออ! เพราะรู้สึกเบาใจที่รู้ว่าหมอจงจะไปทำงานกับราชครูแค่ชั่วคราวเท่านั้น ฉิงคุนก็พูดว่าอยู่กับเขาไม่ต้องกลัว เพราะเขาเป็นศิษย์พี่จะคอยดูแลฉันเองไม่ต้องกังวล กระทั่งเวลาเย็นท่านจินก็เดินออกมาพร้อมกับหมอจง เขาหันมามองแล้วยิ้มให้ฉันอย่างเป็นกันเองขณะเดินผ่านลานตากสมุนไพร
ฉันจึงยิ้มตอบแล้วก้มหน้าเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพ แต่ไม่กล้าค้อมตัวคำนับเพราะกลัวโดนฟ้าผ่า ท่านจินก็ทำหน้าสงสัยแปลกใจ หมอจงจึงพูดอะไรบางอย่างกับท่านจิน จากนั้นคนทั้งสองก็หันมามองทางฉันด้วยสีหน้าแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง หมอจงจึงเดินไปส่งท่านจินกลับที่หน้าประตู
หมอจงเดินกลับมาหาฉันกับฉิงคุน บอกว่าวันนี้ยุ่งทั้งวันจึงไม่มีเวลาสอน แต่คืนนี้หลังกินอาหารเสร็จแล้ว เขาจะสอนให้ฉันจับชีพจรและสอนวิธีเย็บแผล ฉันจึงบอกให้เขาพักผ่อนก่อนพรุ่งนี้ค่อยสอนก็ได้ แต่หมอจงบอกว่าสอนคืนนี้แหละ เพราะพรุ่งนี้เขาจะสอนการฝังเข็ม
เมื่อเรากินอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อย หมอจงก็เริ่มสอนจับชีพจรตั้งแต่ตอนหัวค่ำ เขาบอกให้ฉันลองจับชีพจรที่ข้อมือของฉิงคุนก่อน แล้วถามฉันว่าจังหวะชีพจรบอกอะไรบ้าง ฉันก็ตอบแบบซื่อๆว่า “ศิษย์พี่ยังไม่ตาย”
ฉิงคุนก็หัวเราะเพราะคิดว่าฉันเล่นมุกตลก ฉิงคุนจึงขอฉันจับชีพจรที่ข้อมือฉันบ้าง เพราะอยากอวดภูมิรู้ในฐานะศิษย์พี่ จึงยื่นข้อมือให้ฉิงคุนจับชีพจร แล้วเขาก็มีสีหน้าตกใจยกหลังมือขึ้นแตะที่หน้าผาก แตะที่แก้มฉันเพื่อวัดไข้ แล้วบอกหมอจงว่าชีพจรฉันปั่นป่วน ธาตุไฟกำเริบรุนแรงหรือธาตุไฟแตก แต่แปลกมากที่เนื้อตัวยังอุ่นปกติ พร้อมกับบอกหมอจงให้ลองจับชีพจรฉันดู
หมอจงจึงลองจับชีพจรดูบ้าง ก็มีสีหน้าและอาการเดียวกันกับฉิงคุน คือแตะหน้าผากแตะแก้มเพื่อวัดไข้ จับตามมือตามแขนและดูเปลือกตา เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า ได้ยินเสียงเลือดที่เดือดพล่านดุจเพลิงเผาไหม้ ฉันจึงรีบชักมือออกเพราะไม่คิดว่าหมอจงแค่จับชีพจร ก็ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเลือด ช่างสมฉายาหมอเทวะจริงๆ
หมอจงยังพูดอีกว่าขอดูหยดเลือดหน่อย แค่เลือดหยดเดียวเท่านั้น เพราะอยากเห็นหยดเลือดว่าทำไมเลือดสามารถเดือดได้ ฉันรีบตอบทันทีว่าไม่ให้ดู เลือดมันไม่ได้ผิดปกติอะไรมันก็เป็นแค่เลือดธรรมดา ฉิงคุนจึงช่วยพูดให้ฉันยินยอมว่า
ฉิงคุน : ศิษย์น้อง! ให้อาจารย์ดูเลือดเถอะ ถ้าธาตุไฟแตกเจ้าอาจจะตายนะ!
อันฉี : ข้าไม่ตายหรอก! พวกท่านต่างหากที่จะตาย!
หมอจง : อันฉี! ให้ข้าดูเลือดของเจ้าแค่หยดเดียวไม่เจ็บหรอก
ฉันรีบลุกขึ้นจะเดินกลับห้องพัก แต่ถูกหมอจงคว้าจับที่ข้อมือไว้ไม่ให้ลุกหนี พร้อมกับบอกฉิงคุนให้หยิบมีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆส่งมาให้เขา ฉันจึงพยายามดิ้นหนีร้องโวยวายว่ามีเลือดออกไม่ได้ แต่ถูกหมอจงกอดรัดตัวเอาไว้ไม่ยอมให้หนี แล้วคว้ารับมีดจากฉิงคุนเพื่อจะกรีดที่ปลายนิ้ว โดยมีฉิงคุนช่วยจับแขนและนิ้วมือให้อยู่นิ่งๆ แต่ปลายมีดยังไม่ทันจะได้กดลงบนนิ้ว เพราะฉันรีบคว้าจับมือของหมอจงไว้ได้ทัน
แต่ทันไดนั้นเสวี๋ยฉีก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง ด้วยอาการโกรธจัดสะบัดพิษใส่หมอจงทันทีจนล้มลงไปนอนหงายหลังตึงกับพื้น ฉิงคุนตกใจร้องเสียงหลงรีบขยับเข้าประคองหมอจงไว้ในอ้อมแขน
เสวี๋ยฉีไม่รอช้าเรียกกระบี่บินหยกขาวออกมาจากที่ซ่อนในแขนเสี้อ ขยับตัวจะพุ่งเข้าแทงหมอจงซ้ำ กะว่าจะไม่ให้หนีรอดไปได้ ฉันจึงส่งเสียงดังตวาดด้วยวาจาสิทธิ์ “เสวี๋ยฉีหยุดนะ!!!” ทำให้เสวี๋ยฉีหยุดชะงักทันทีแล้วหันมามองหน้าฉันพร้อมกับพูดว่า
เสวี่ยฉี : อันฉี!!! เจ้าหมอสวะกำลังจะทำร้ายเจ้า สั่งให้ข้าหยุดทำไม?!!!
อันฉี : อาจารย์ไม่ได้ทำร้าย!!! เขาแค่จะดูหยดเลือด
เสวี๋ยฉี : แต่เจ้านั่นมันหันคมมีดใส่เจ้า ข้าจะฆ่ามัน!!!
เสวี๋ยฉีจึงขยับตัวอีกครั้งจะพุ่งแทงหมอจงด้วยกระบี่ ฉันจึงสั่งให้เขานั่งลงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นทันที และห้ามขยับจนกว่าฉันจะสั่งให้ลุกขึ้น ซึ่งเสวี๋ยฉีก็นั่งลงคุกเข่าตามคำสั่ง แม้จะพยายามฝืนแต่ก็ฝืนคำสั่งไม่ได้
ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงของฉิงคุนดังแทรกเข้ามาว่า “อาจารย์แย่แล้ว!!! พิษชนิดใดกันนี่รุนแรงเหลือเกิน” ฉิงคุนรีบตรวจชีพจรที่ข้อมือของหมอจง พร้อมกับมองดูผิวขาวๆของหมอจงกำลังเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำในเวลาอันรวดเร็ว