ลำนำชานมไข่มุก (ฉันทะลุมิติ ส่วนเขามาเกิดใหม่ในนิยายจีน)

    8 ไปพาผัวกลับบ้านกันเถอะ (2)

            ฉันไม่เห็นหน้าจ้าเจียวเลยในสี่ห้าวันที่ฉันนั่งรออยู่เปล่าๆพอพวกเรากำลังจะเดินทางตามหาเทียนหยากลับกลายเป็นว่าเขาโผล่หน้ามา

            “ท่านสังหารซือฟู่เรา”

            “...”

            เสวี่ยไช่นิ่งไม่ตอบจ้าเจียวกัดฟันกรอดและตะโกน

            “รับกระบวนท่า!”

            ตะเกียบโจมตีเข้ามาด้วยกระบวนท่าเผ็ดร้อนเสวี่ยไช่เอี้ยวหลบก่อนจะคว้าข้อมืออีกฝ่ายเด็กหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อข้อมือถูกน้ำแข็งจับจนขยับไม่ได้ เขาโดนจับทุ่มกับพื้นตะเกียบกระเด็นหลุดจากมือหักเป็นสี่ท่อน

            เสวี่ยไช่ยังไม่พูดอะไรเธอรอจนเขาลุกขึ้น พอเขาโจมตีอีกครั้งก็เตะเขากระเด็นอีกครั้ง

            จ้าเจียวไม่มีกำลังภายในเหลือเด็กหนุ่มไม่ได้ฝึกกำลังภายนอกและไม่อาจทำได้เพราะเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บเขามีแต่การเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อที่ฝ่อเพราะนอนพักรักษาตัวมานานการมองเขาถูกเสวี่ยไช่ทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นอะไรที่ทรมานมากแต่เขาก็ยังลุกขึ้นมาโจมตีเสวี่ยไช่เรื่อยๆ

            จ้าเจียวเดินโซเซไปตรงหน้าหญิงสาวเขาง้างหมัด จากนั้นก็ล้มลงไปกับพื้นก่อนหมัดจะถึงจมูกเธอไม่กี่เซน

            “...พอใจหรือยัง?”หญิงสาวถามเสียงเรียบโดยไม่ปรายตามองเขาด้วยซ้ำจ้าเจียวนอนนิ่งบนพื้นจนฉันสงสัยว่าเขาตายแล้วหรือเปล่า แต่อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มพลิกตัวนอนหงาย ใบหน้าเริ่มบวมเป่งและตามตัวก็มีแต่รอยฟกช้ำ

            “จบแล้วหรือ?”

            “จบแล้วเจ้าตายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องล้างแค้นให้ผู้ใดอีก”

            น้ำตาหยดหนึ่งไหลจากหางตาเด็กหนุ่มเขายกแขนก่ายหน้าผากและสะอื้น เสวี่ยไช่ก้าวข้ามร่างเขา

            “พวกเราเดินทางต่อ”เธอพูดเสียงเรียบ เข่าเมี่ยนเปาเดินตามเธอไปพร้อมเถียนสือและชี่สุ่ยฉันหันหลังมองจ้าเจียวเป็นครั้งสุดท้ายก็เห็นทงฮูหยินสั่งคนรับใช้ให้พาลูกชายเข้าบ้าน

            “ทางนั้น”เถียนสือขึ้นเดินนำหน้า “เราจะเรียกรถ”

            เธอจัดการเรียกรถเสร็จสรรพและพวกเราก็บึ่งไปยังเป้าหมายซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าคือที่ไหน

            “เจเจ้ท่านว่าเจินเอ๋อจะยังอยู่ที่เดิมหรือไม่?” ชี่สุ่ยถาม

            “มันรออยู่เราแน่ใจ” พี่สาวคนโตตอบ “นี่อาจเป็นกับดัก เราทั้งหลายกำลังเดินเข้าสู่ฝ่ามือของมัน”

            “แต่...แต่มีบางเรื่องที่มิอาจไม่กระทำได้”เข่าเมี่ยนเปาพูด เธอเอากระบี่ออกมาเช็ดทั้งที่ก่อนออกมาเธอก็เช็ดไปแล้วรอบหนึ่ง“ข้าพเจ้ามิอาจไม่ไปช่วยเหลือลู่เซียนเซิง”

            “เพราะเจ้ารักเขารึ?”เสวี่ยไช่ถามตรงจุด คนถูกถามก้มหน้างุดและพยักหน้า “ความรัก...ช่างเป็นพลังอันน่าสะพรึงยิ่ง”

            “ท่านไปช่วยไห่หลัวเพราะรักเขาหรือ?”เข่าเมี่ยนเปาย้อนถามเข้าให้ ฉันนึกว่าคนฟังจะโกรธแต่เธอแค่มองทิวทัศน์ข้างนอกนิ่งๆ

            “หากขาดมันไปเราก็ไม่มีหนูตัวโปรดที่วิ่งเล่นในค่ายกลของเรา สัตว์เลี้ยงชั้นเลิศเช่นนั้นเราไม่มีวันปล่อยหลุดมือ...”เธอก้มมองสมบัติประจำตระกูลที่ถือไว้ในมือ“เราทราบนานแล้วว่าเรื่องราวในอดีตหาใช่ความผิดของมัน แต่เราต้องการแค้น... แค้นที่มันเปลี่ยนใจเราออกจากหนทางแห่งการหลั่งโลหิตไม่ได้แค้นที่เราต้องพบมันและหวั่นไหวเพราะมัน”

            หญิงสาวเก็บตำราที่แสนหวงแหนไว้ในอกเสื้อ

            “เราปล่อยมันตายไม่ได้”

            “จริงของท่านเสี่ยวหลัวไม่อาจตายได้จนกว่าจะขอขมาบรรพบุรุษและดื่มสุราแดงร่วมกับท่าน”ชี่สุ่ยแซวก่อนจะควักเหล้าออกมาดื่ม

            “ชี่สุ่ย...”เถียนสือคว้าจอกจากมือน้องและวางกระแทกลง “เราไม่ชอบกลิ่นสุราบอกกี่คราก็ไม่เคยสนใจฟัง”

            “ในยามแบบนี้เจินเอ๋อมักกล่าวว่าหากฟ้าไม่รักสุรา ดาวสุราก็จักไม่คู่ฟ้า”

            “เรามิใช่ฟ้าและมิสนใจให้ดาวสุรามาประดับบารมีครอบครัว”

            “...”ชี่สุ่ยมองเถียนสือแบบที่ฉันสามารถจำกัดความได้ในสองพยางค์ว่า มองแรง

            “อ้าวแต่ทำไมตอนนั้นถึงให้คนรับใช้ยกสุราไปที่ห้องเหรอคะ?” ฉันถาม

            “เราใช้ทำแผล”หญิงสาวกล่าว “นอกจากใช้ล้างเครื่องมือแล้วเวลากลั้นใจดื่มสุราจนเมามายเท่ากับความเจ็บปวดลดไปส่วนหนึ่ง”

            “แล้วทำไมไม่เรียกให้ช่วย?!” ชี่สุ่ยประท้วงเสียงดังลั่นเถียนสือเอาขนมยัดปากน้อง

            “ก็เพราะเจ้าเป็นเสียแบบนี้ฝีมือการทำแผลก็ด้อยยิ่งกว่าเด็กทารก”

            “อึก...”ชี่สุ่ยเคี้ยวขนมไม่เถียง

            เสวี่ยไช่ที่โดนแซวเรื่องสุราแดงไปตอนแรกโต้ตอบน้อยกว่าที่คาดเหมือนเธอไม่ได้สนใจฟังคำพูดของใครแล้วเธอแย่งไหจากชี่สุ่ยมาดื่มสองอึกก่อนส่งให้เข่าเมี่ยนเปาเธอดื่มอึกหนึ่งก็ส่งคืนชายหนุ่ม

            “ท่านดื่มด้วยไหมจะได้ครบวงพอดี?” ชายหนุ่มยื่นจอกให้ฉันเหมือนอยากถามเหลือเกินว่าแย่งเหล้าเสร็จครบทุกคนแล้วหรือยังฉันส่ายหน้าเพราะยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งนึกถึงเหล้าหิมะขาวที่ดื่มกับเจินจูในโรงเตี๊ยม

            “สี่ตัวประหลาดตระกูลเซียงเป็นปีศาจสุรายกเว้นเจเจ้เราเห็นทีต้องให้เจินเอ๋อมาเป็นสี่ตัวประหลาดแทน”ชี่สุ่ยส่งเหล้าเข้าปากก็ดูอารมณ์ดีขึ้น

            “เราไม่ได้ต้องการฉายาไร้แก่นสารเช่นนั้น”เถียนสือถอนหายใจ แกะลูกอมส่งเข้าปากหนึ่งเม็ด“เราสมควรบอกกล่าวแก่พวกเจ้าไว้ก่อนว่าอย่าได้ผลีผลามเทียนหยาผู้นี้มีสหายแข็งแกร่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์หรือภูตผี”

            “เราควรสู้กับเทียนหยาจริงเหรอคะ?”ฉันเม้มปากและดึงถุงผ้าที่บรรจุม้วนภาพออกมา “...สัญญากับเจินจูไว้แล้วก็จริงแต่เทียบระหว่างได้กลับบ้านกับได้เขากลับมา... ขอเลือกได้เขากลับมายังจะดีกว่าเพราะฉะนั้นถ้าการยกม้วนภาพให้เทียนหยาจะทำให้เราไม่ต้องสู้...”

            “เราดีใจที่เจ้าเอ็นดูน้องต่างมารดาของเรา”เถียนสือผลักมือฉันที่กำลังจะส่งม้วนภาพให้เธอ“แต่หากนั่นคือคำมั่นสัญญาระหว่างพวกเจ้า ก็จงรักษาไว้จนกว่าจะจวนตัวสองตัวประหลาดอยู่ที่นี้ ไม่มีวันพลาดท่าโดยง่าย”

            “เจเจ้แย่งชิงคำพูดข้าพเจ้าหมดสิ้น”ชี่สุ่ยหัวเราะและคลี่พัด “กูเหนียงอีกสองท่านที่มาด้วยล้วนมากฝีมือท่านอย่าห่วงไปเลย”

            ฉันกอดม้วนภาพแน่นและพยักหน้า

             

            เถียนสือชี้ให้คนรถเลี้ยวซ้ายขวาบางทีก็ถามเส้นทางแถวนี้ก่อนจะบอกให้ใช้เส้นทางไหนฉันเดาว่าเถียนสือคงเป็นคนที่เจินจูเคยพูดถึงว่าสามารถใช้คลื่นแม่เหล็กหาตัวศัตรูและนำทางได้ไม่แน่ใจว่าเธอมีฝีมือขนาดไหนแต่ถ้าชี่สุ่ยยังออกปากยอมรับเองฉันก็ไม่มีเหตุผลต้องสงสัยในความสามารถเจ๊ใหญ่ของบ้าน

            “ท่านไม่ได้มาทางเดียวกับที่หนีมาหรอกหรือ?”ฉันถาม

            “เราเลี่ยงการใช้เส้นทางเดิม”หญิงสาวตอบ “ใกล้ถึงแล้ว พวกท่านเตรียมตัวให้ดี”

            เข่าเมี่ยนเปากำฝักกระบี่แน่นเสวี่ยไช่หลับมาตลอดทางในที่สุดก็ลืมตา

            “มีใครหิวไหม?ไม่มีพิษแน่นอนเพราะข้าทำเอง” ฉันดึงห่อซาลาเปาออกมาเถียนสือดมแล้วดมอีกก็ตกลงว่ากินได้กัดไปคำหนึ่งก็พบว่าเป็นซาลาเปาไส้พุทราที่ฉันคิดไอเดียเองแต่สั่งให้คนอื่นทำเพราะฉันทำไม่เป็นนอกจากไส้พุทราก็มีไส้งาดำ ไส้ครีมที่รสชาติทะแม่งๆและไส้เผือกกวนที่ไม่รู้คนครัวผสมอะไรลงไปเลยมีสีแปลกๆ

            พุทราจีนมีความหวานหอมเฉพาะตัวเวลาเอามาทำไส้จะรสชาติเข้มข้น ส่วนไส้ครีมที่ทำออกมาก็เละไปนิดหน่อยแถมมีกลิ่นไข่ไส้เผือกกวนแทนที่จะเป็นสีขาวออกม่วงดันมีสีเหลืองมาด้วยฉันก็คร้านจะถามว่าสีเหลืองคืออะไร ฉันยื่นลูกนั้นให้ชี่สุ่ย

            พวกเรากินกันเงียบๆคนรถก็บอกว่าเขามาส่งได้แค่นี้ จ่ายค่ารถเรียบร้อยก็ลงจากรถและเดินต่อ

            รายทางไม่มีกับดักป่าที่ต้นไม้สูงทะมึนเงียบเป็นป่าช้า ไม่มีสัตว์เลยแม้แต่ตัวเดียวท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีเทาเกือบขาว เหมือนโดนครอบไว้ด้วยถ้วยกระดาษ

            “...ที่นี่เหรอ...?”ฉันหวั่นใจเล็กน้อยแต่ยังก้าวไปข้างหน้า เถียนสือแตะหางตามองซ้ายมองขวาและพยักหน้า

            “ยอดเขา”

            กว่าจะถึงยอดเขาก็เล่นเอาเหนื่อยหอบที่ยอดเขาเห็นแต่กำแพงสูงประมาณคนหนึ่งล้อมรอบตึกหลังใหญ่โตขนาดสามชั้นที่อยู่ด้านในตัวตึกเป็นสีขาวปลอดชวนให้รู้สึกไม่ดี

            “บนพื้นนี่มัน...ผงปูนรึ?” เข่าเมี่ยนเปาย่อตัวลงก็เห็นว่าพื้นที่โดยรอบมีผงสีขาวโรยอยู่เต็ม

            “อาจเป็นลิ่นทางที่ดีอย่าสัมผัสเลย” ชี่สุ่ยยกพัดบังใบหน้าครึ่งล่าง

            “ลิ่น...?”ฉันงงตึ้บ ถ้ามีเจินจูอยู่ด้วย เขาคงช่วยบอกได้ว่ามันคืออะไร แต่เขาไม่อยู่...

            “พวกเราเข้าไปเสี่ยงดวงสักคราแม้สถานที่แห่งนี้เป็นถ้ำเสือวังมังกรอันใด เราจะพาผู้คนของเราคืนกลับมา”เถียนสือถีบประตูทีเดียวก็กระเด็น ฝุ่นสีขาวฟุ้งกระจายจนฉันยกแขนเสื้อปิดหน้าแทบไม่ทันทว่ายังไม่ทันกระดิกตัวก็ได้ยินเสียงอาวุธปะทะกัน ฉันถูกใครบางคนกระชากไปด้านหลังก่อนจะมีเสียงแกรกเมื่อเสวี่ยไช่สร้างกำแพงน้ำแข็งป้องกันเราไว้

            “วิ่ง!” เธอตะโกนสั่ง

            “วิ่งอะไรมองไม่เห็น—ว้าย!”

            ฉันโดนเสวี่ยไช่กระชากเห็นชายเสื้อสีดำของชี่สุ่ยและเถียนสืออยู่แวบๆ

            “ตามเสียงเรามา!” เถียนสือตะโกน “ทางนี้!”

            เข่าเมี่ยนเปาคว้าชายเสื้อฉันไว้กันหลงฉันได้แต่ตั้งสมาธิวิ่งตามเสวี่ยไช่ได้ยินเสียงอาวุธพุ่งผ่านตัวและเสียงเคร้งเมื่อเข่าเมี่ยนเปาใช้กระบี่ปัดป้องฉันโดนอะไรก็ไม่รู้เฉี่ยวแขนแต่ไม่มีเวลาสนใจ ฝุ่นขาวเริ่มจางแล้วฉันโดนกระชากวิ่งลอดกำแพงที่เจาะประตูทรงกลมไว้ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นจากตาก็เห็นเถียนสือพังเข้าไปในบ้านแล้ว

            อาวุธลับมากมายพุ่งเข้าใส่เธอราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องเข้าทางนี้ชี่สุ่ยออกรับแทนพี่สาว ส่งอาวุธเหล่านั้นกระเด็นไปทั่วแต่ไม่ได้เฉียดเข้าใกล้พวกเราเสวี่ยไช่สร้างกำแพงน้ำแข็งสูงท่วมกำแพงด้านหลังกันไม่ให้พวกข้างนอกตามเข้ามาก่อนที่เราจะเข้าไปในตัวบ้าน

            ในบ้านเป็นสีขาวทั้งหมดมันเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์แต่ฉันกลับนึกถึงห้องแล็บขององค์กรวิทยาศาสตร์ลับที่เห็นได้บ่อยๆในเกมหรือหนังไซไฟ องค์กรประเภทนี้มักทดลองมนุษย์แบบโชกเลือดยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหวั่นแต่ฉันบังคับตัวเองให้ขยับขาไปข้างหน้าเพราะถ้าไม่ไปก็ไม่เจอเจินจู

            “...ท่าน?!” เสียงชี่สุ่ยทำฉันสะดุ้งคนที่ยืนประจันหน้าเราในทางเดินสีขาวที่ส่องสว่างด้วยหินประหลาดอะไรสักอย่างไม่ใช่ใคร...นอกจากคุณหมอ

            คุณหมอยืนนิ่งไม่พูดและไม่ตอบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของฉัน

            “น้องเราอยู่ที่ใด?”เถียนสือถามเสียงต่ำ

            “...พวกท่านไม่อาจผ่านไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว”เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มตามฉบับ แต่เสียงที่สะท้อนก้องทำให้ฉันตัวสั่น

            “ท่านจะสังหารพวกเรารึ?”เสวี่ยไช่เลิกคิ้วข้างหนึ่ง “ไม่เห็นเคยทราบว่าหมอในแผ่นดินนี้ยังมีอาชีพเสริมเป็นการสังหารผู้คน”

            “...”คุณหมอไม่พูดอะไร แต่ด้านหลังเขามีคนปรากฏตัวจากผนังผ่านทางประตูกล... แปดบานทั้งหมดเป็นคนผมขาวฟูๆ เหมือนเจินจู แต่ละคนมีดวงตาสีดำสนิทไร้อารมณ์

            “...เค่อฟ่านเจ้ากับเถียนสือไปเสีย” เสวี่ยไช่พูดเสียงต่ำและยัดน้ำแข็งใส่มือฉันก้อนหนึ่งฉันใจเสียเพราะมันเป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อฉันและปกติในเวลาแบบนี้มักไม่ได้กลับมาเจอกันอีก“เจ้ามีเวลาจนกระทั่งน้ำแข็งก้อนนี้ละลาย เมื่อนั้นเราจะนำคนที่เหลือหนีไป”

            “แม้ข้าพเจ้าฝีมืออ่อนด้อยข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้พวกมันตามท่านได้ ไปเสีย!” เข่าเมี่ยนเปาชักกระบี่และถีบตัวเข้าใส่ศัตรูตั้งแต่ประตูกลยังไม่เปิดดี

            เสวี่ยไช่กระทืบเท้าขัดกลไกของประตูส่วนชี่สุ่ยเดาะลิ้นทีหนึ่ง

            “เราไม่เสียท่าให้วิชาของพวกท่านซ้ำสอง!” พูดจบก็รวบพัดและเข้าร่วมวงต่อสู้แม่เหล็กเหลวถูกสนามแม่เหล็กจากร่างเจ้าตัวแปรสภาพเป็นหนามที่ปล่อยพลังงานออกจากปลายยอดคุณหมอยังยืนนิ่ง ไม่กระดิกแม้เถียนสือจะลากฉันวิ่งผ่านหน้าไปเฉยๆฉันเหลียวหลังก็ได้ยินเขาพึมพำเหมือนรู้ว่ายังไงฉันก็ได้ยิน

            “ล้วนเป็นเจตนาของฟ้า”

            “...?”

            และเราก็มาถึงประตูสีขาวบานใหญ่ที่ฉันสังหรณ์ว่าเป็นบานสุดท้าย

             

    คล้ายกับเรื่องลำนำชานมไข่มุก (ฉันทะลุมิติ ส่วนเขามาเกิดใหม่ในนิยายจีน) ที่คุณอ่าน