เทพสงครามหวนจุติ

    ลูกไม้ของราชวงศ์ร่มพฤกษา

    ตอนที่ 61


    ลูกไม้ของราชวงศ์ร่มพฤกษา




    ใจกลางอาณาจักรร่มพฤกษา มีต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้อันเป็นสัญลักษณ์ประจำอาณาจักร ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารยิ่ง หากไม่มีผู้ใดทราบรู้ ว่ามันมีอายุอยู่มานานเท่าใด 


    นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งอาณาจักรมา ต้นไม้ต้นนี้ ก็คงอยู่มาก่อนนานแล้ว นานจนคล้ายว่าจะนานยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คน บ้างจึงกล่าวกันไปว่า มันเกิดมาพร้อมๆกับโลก บ้างก็กล่าวกันว่ามีมาก่อนโลก ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของโลกที่อาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะเป็นตำนานเรื่องเล่าใด ทุกผู้คน ต่างล้วนเรียกขานนามของต้นไม้ต้นนี้ว่า...


    “ ต้นไม้เทวโลก”


    เป็นเสียงของหานเฟิงที่บอกกล่าวต่อสหาย


    “ ต้นไม้เทวโลก?” ซวงเอ๋อร์ที่พลันได้สติกล่าวคำขึ้น


    “ ใช้แล้ว มันถูกเรียกขานเช่นนั้น”


    “ ปีนขึ้นไปได้หรือไม่?” นี่จึงเป็นความคิดแวบแรกของเด็กๆทุกคน


    “ ไม่ได้ ชาวอาณาจักรร่มพฤกษาเคารพต้นไม้นี้ดุจเทพเทวา ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจลบหลู่ดูหมิ่น”


    คำตอบของหานเฟิงพาให้ซวงเอ๋อร์ต้องมุ่นหน้าอย่างขัดใจ เห็นเช่นนั้นหานเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม จึงกล่าวขึ้นต่อว่า


    “ เชื่อเถอะ ถึงจะขึ้นไปยืนที่บนนั้น ก็มิได้ทำให้เจ้ามองเห็นสิ่งที่งดงามไปกว่าหุบเขาจันทร์ฟ้าของเจ้า” 


    “ ท่านกล่าวราวกับเคยขึ้นไปบนนั้นมาแล้ว”


    หานเฟิงยิ้ม ไม่ตอบคำ มันย่อมเคยขึ้นไปมาก่อนในชีวิตที่แล้ว มันเคยขึ้นไปสำรวจตรวจสอบต้นไม้ที่แปลกประหลาดต้นนี้ หากกลับพบเพียงแค่ว่า เป็นต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่ง ทั้งเป็นต้นไม้ที่หยุดการเจริญเติบโต คล้ายกับว่า วิญญาณของมันได้ตายจากไปเนิ่นนาน


    “ เอาละ พวกเจ้าทั้งสิบ ข้าจะพาพวกเจ้าไปเข้าพักที่ในวัง...”


    ชายกลางคนกล่าวขึ้น เรียกความสนใจของกลุ่มคน ให้หันมอง


    “ ส่วน ผู้ติดตามของเจ้า ไม่อาจพาเข้าไป” 


    คำกล่าวนี้ย่อมเป็นกล่าวต่อหานเฟิง กล่าวจบก็เดินนำกลุ่มคนจากไป หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็หันไปหาจิ่วโม่และซวงเอ๋อร์ มอบเหรียญทองออกไปจำนวนหนึ่ง กำชับทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะตบเท้าติดตามกลุ่มคนไป


    กลุ่มคน ทอดเดินอยู่บนเส้นทางที่สองฟากเต็มไปด้วยบ้านเรือนร้านค้า ทิศทางมุ่งไปยังใจกลางเมือง ซึ่งก็คือบริเวณโคนของต้นไม้ยักษ์ เพราะวังหลวงที่ว่า ปลูกสร้างอยู่รอบบริเวณโคนต้น หากระยะทาง มองดูแล้วยังคงอีกยาวไกลยิ่ง ชายกลางคนจึงเรียกหารถม้ามาสามคัน รถม้านำพากลุ่มคนแล่นจากไป


    หานเฟิงที่นั่งอยู่ในรถม้า ทอดตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่มิได้ต่างจากนครหลวงแห่งอื่นสักเท่าไร หากที่แปลกออกไปเสียหน่อย ก็เห็นจะเป็นร้านขายโอสถเม็ดยา ที่ตลอดทอดสายตา สามารถพบหาได้อย่างเรียงราย


    “ นั่นร้านวิจิตรโอสถ...”


    เป็นเสียงของซ่งจางหมิงที่ดังขึ้น บนรถม้าที่หานเฟิงนั่งอยู่นี้ มีซ่งจางหมิง กับบุรุษอีกสองคน


    “ ส่วนนั้นก็ร้านโอสถนวดารา”


    “ ยังมี หากคิดจะซื้อหาเม็ดยาคุณภาพดี ต้องร้านนี้…”


    ซ่งจางหมิงกล่าวพร้อมชี้ไปยังเรือนอาคารหลังใหญ่ที่รถม้ากำลังแล่นผ่าน


    “ ร้านร่มโอสถ”


    “ ร้านร่มโอสถ เป็นร้านค้าของทางราชวงศ์ร่มพฤกษา ซื้อหาเม็ดยาจากที่นี้ เชื่อถือได้…”


    จากนั้นก็เป็นคำกล่าวพรรณนาของซ่งจากหมิง ตลอดทาง มันพบเห็นสิ่งใด ก็บอกเล่าเท้าความราวกับเป็นผู้รอบรู้ หานเฟิงก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง หากขบคิดในใจว่า คนผู้นี้ช่างเจรจาเสียจริง



    กระทั่งที่รถม้าควบพามาถึงแนวรั้วสูงตระหง่าน ทุกคนจึงลงจากรถม้า สิ่งแรกที่มองเห็นก็เป็นลำต้นที่ใหญ่โต ขนาดของมันราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ที่ต่างก็แหงนหน้าชมมองจนโง่งม


    “ มาเถอะ”


    ชายกลางคนกล่าวเรียกให้ทุกคนได้สติ ก่อนนำพาผ่านซุ้มประตูที่แลดูหรูหราอลังการ กระทั่งเข้ามาแล้ว ก็มองเห็นเป็นเส้นทางที่เงียบสงบ สองฟาก หากมิใช่ตำหนักอาคาร ก็เป็นสวนหย่อมแมกไม้ บรรยากาศร่มรื่น ทั้งกลิ่นหอมโอสถที่ฟุ้งกำจาย ก็พาให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มมึนเมา


    ชายกลางคนนำพากลุ่มคนทอดเดินไปตามเส้นทาง ตลอดสองฟากมองเห็นบรรดาทหารที่เคร่งครัดในวินัย ทุกผู้จึงถูกบรรยากาศพาให้สงบเงียบ แม้แต่คนช่างพูดเช่นซ่งจางหมิงยังมิกล้าจะกล่าวคำ กระทั่งที่มาถึงเรือนอาคารแห่งหนึ่งก็หยุดลง


    “ พวกเจ้าพักกันที่นี่ ด้านในมีสองห้อง บุรุษสตรีไปแบ่งแยกกันเอาเอง หลังจากนี้ จะมีคนมาแจ้งกำหนดการต่างๆต่อพวกเจ้า จำไว้ว่าอย่าได้เที่ยวเดินเพ่นพ่าน ที่นี่เป็นในวัง”


    กล่าวจบก็จากไป ทิ้งให้สิบชีวิตเหลียวหน้ามองกันตาปริบๆ ก่อนจะมีคนผู้หนึ่งสืบเท้านำเข้าไปก่อน คนผู้อื่นจึงพากันตามเข้าไป


    เข้ามาแล้ว ก็พบว่าเป็นโถงกว้าง ด้านในมีห้องนอนที่แบ่งออกเป็นสองห้อง สตรี ที่มีกันอยู่เพียงแค่สองคน ได้ไปห้องหนึ่ง บุรุษทั้งแปด จึงต้องเบียดเสียดรวมกันอยู่ในห้องเดียว


    หากเพราะยามนี้ยังคงเป็นช่วงเที่ยงวัน จึงไม่มีผู้ใดใคร่คิดหลับนอน หลายคนออกมาเดินสูดอากาศอยู่ในสวนด้านนอก บ้างก็นั่งทำสมาธิอยู่ในเรือนอาคาร


    ส่วนหานเฟิง ที่ยามนี้ก็นั่งแกร่วอยู่ริมสระ มองดูหมู่มัจฉาที่แหวกว่ายไปมา ก็รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่ง ตนอยู่ที่นี่ อยู่ในวังหลวงเช่นนี้ ไร้อิสระให้กระทำสิ่งใด แต่พอกล่าวถึงวังหลวง ก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงเสวี่ยเอ๋อร์ เป็นนางเองก็อยู่ในวังหลวง หากไกลห่างไปยังอาณาจักรนภาทมิฬ เรื่องการประลองครานี้ นางเองก็คงทราบแล้ว ทั้งยังคงทราบอีกเช่นกันว่า การแข่งขันนี้มีความนัย


    “ หวังว่าคงได้พบเจ้าที่นั่น” หานเฟิงทอดใจรำพัน


    “ เป็นเจ้าอยากพบผู้ใด?...” 


    กลับเป็นเสียงกล่าวที่ไม่ได้รับเชิญดังขึ้น ผู้กล่าวเป็นช่างเจรจาซ่งจางหมิง มันที่พอมาถึงก็หย่อนก้นลงนั่งใกล้ๆ หยิบหินได้ก้อนก็ขว้างลงไปในบ่อปลา


    “ จ๋อมม…” 


    “ ทราบแล้วหรือไม่ ค่ำนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับ”


    หานเฟิงส่ายหน้า กล่าวคำ “ งานเลี้ยงต้อนรับ?” อย่างงุนงง


    “ เป็นเมื่อครู่ มีคนมาบอกข่าว เย็นนี้ให้ทุกคนเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตำหนักกลาง เป็นองค์จักรพรรดิคิดเลี้ยงต้อนรับพวกเรา ผู้เข้าร่วมการทดสอบ”


    “ เพียงพวกเรา?”


    ซ่งจางหมิงส่ายหน้า “ ย่อมเป็นทั้งหมด คนจากอีกสิบสี่เมืองก็มากันแล้ว”


    หานเฟิงพยักหน้ารับเป็นอันเข้าใจ



    ช่วงค่ำ คนทั้งหมดก็ไปรวมตัวกันที่ตำหนักกลาง ตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า คนกว่าร้อยก็มิทำให้แลดูอึดอัดคับแคบแต่อย่างใด หานเฟิงเองก็ต้องมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธ พิธีการเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีสุราอาหารจัดเลี้ยงต้อนรับพอสมควร องค์จักรพรรดิ ที่เสด็จมากล่าวโอพาปราศัย กล่าวเสร็จก็เสด็จจากไปอย่างรวดเร็ว จนดูไม่คล้ายว่าจะใส่ใจต่อการจัดเลี้ยงสักเท่าไรนัก ซึ่งหานเฟิงชมดูก็หาได้รู้สึกแปลกใจ ในเมื่อตัวแทนถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้ว เรื่องอื่นเพียงทำเป็นพิธีก็พอ งานเลี้ยงจึงคงเหลือไว้เพียงรัชทายาทมู่หวังจื่อ องค์ชายสี่มู่หวังจง และองค์หญิงห้ามู่หนิงเอ๋อร์


    หานเฟิงที่ยามนี้ยืนกอดอกหลังพิงผนัง สายตาทอดมองเหล่าราชนิกูล มันไม่รู้ว่า ทางราชวงศ์ร่มพฤกษาจัดการวางแผนไว้เช่นไร จึงอดที่จะสนใจระแวดระวังขึ้นมาไม่ได้ แต่จากที่มันเห็น ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ สุราอาหารล้วนเป็นของดี ทั้งไม่มีสิ่งใดเจือปน


    “ มายืนอยู่นี่เอง” ควางสงบของหานเฟิงถูกทำลายลงด้วยการมาถึงของซ่งจางหมิง


    “ ดูอะไรอยู่?...” ซ่งจากหมิงที่มองตามสายตาของหานเฟิงไป ก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาไม่ได้


    “  องค์หญิงห้ารึ? เจ้านี่มันคางคกริอาจกินเนื้อหงส์ชัดๆ นางเป็นถึงองค์หญิง ไหนเลยจะคู่ควรกับเจ้า”


    หานเฟิงได้ยินคำเหลียวหน้ามองซ่งจางหมิง เห็นมันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็ทราบรู้ว่าเพียงแค่กล่าวเล่น จึงอดไม่ได้ที่หานเฟิงจะส่ายหน้าอย่างระอา หากในใจขบคิดว่า...


    ‘ ไหนเลยที่ข้าจะไม่มีภรรยาเป็นองค์หญิงผู้หนึ่ง กระทั่งตัวข้าเอง ที่ถ้าหากราชวงศ์เซี่ยไม่ถูกโค้นล้ม ก็ยังนับว่าเป็นรัชทายาทผู้หนึ่ง ไหนเลยคำคางคกเจ้าจะคู่ควร...’


    หานเฟิงมิได้กล่าว แต่ที่กล่าวเป็นซ่งจางหมิง มันที่พอกล่าวคำ ก็พาให้หานเฟิงต้องเหลียวหน้ามองอย่างงุนงง


    “ หากข่าวลือเป็นจริง ก็นับว่านางน่าสงสารไม่น้อย...”


    ซ่งจางหมิงที่พอเห็นสีหน้าของหานเฟิง ก็เลิกคิ้วกล่าวคำอย่างสงสัย “ เจ้าไม่ทราบ?...”


    เห็นหานเฟิงยังคงนิ่งงัน ก็ยื่นปากเข้าไปไกล้หู “ ก็เรื่องขององค์หญิงห้า มู่หนิงเอ๋อร์อย่างไร” 


    มันกล่าวกระซิบกระซาบ เหลือบมองซ้ายขวาคราหนึ่ง แล้วจึงค่อยกล่าวขึ้นต่อ


    “ มีข่าวลือว่านาง มิใช่บุตรีที่เกิดจากองค์จักรพรรดิ หากชายชู้เป็นทหารคนสนิทของมารดานาง…”


    หานเฟิงฟังความก็นิ่งเงียบ เป็นมันมิได้รู้สึกรู้สาอันใด


    “ อันใดของเจ้านี่ ตกลงเป็นเจ้าทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว?...” เป็นซ่งจางหมิงที่เห็นว่าหานเฟิงไม่มีท่าทีตอบสนอง จึงเข้าใจผิดว่ามันทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว


    “ เพ่ย ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว...” 



    ล่วงเข้ายามดึก งานเลี้ยงที่จัดขึ้นตามทำเนียมย่อมไม่ยืดเยื้อเนิ่นนาน ผู้คนแยกย้ายกลับที่พัก หานเฟิงก็เช่นกัน หากมันมิได้หลับ คนส่วนมากก็มิได้หลับ ต่างคนต่างนั่งหลับตาขัดสมาธิ ห้องพักจึงเงียบสงบ กระทั่งที่ถ้อยประโยคหนึ่งแว่วดังมา…


    “ นายท่าน…”


    เป็นเสียงของสตรีที่แผ่วเบา คล้ายล่องลอยมาตามสายลม หานเฟิงลืมตาขึ้นมอง สดับรับฟัง ครู่หนึ่ง เสียงกล่าวเรียก “ นายท่าน…” ก็ดังขึ้นอีก มันเหลียวมองคนอื่นๆที่ในห้อง กลับพบว่า ทุกคนสงบนิ่ง ที่หลับก็หลับ ที่ทำสมาธิก็หาได้ลืมตาขึ้นมา


    “ นายท่าน…”


    กระทั่งที่เสียงกล่าวเรียกดังขึ้นมาอีกคำรบ หานเฟิงก็มั่นใจแน่แล้ว ว่าตนมิได้หูฝาด หากไม่ทราบรู้ว่าเป็นเสียงกล่าวจากผู้ใด แม้ตนจะใคร่คิดสงใส หากใจกลับมิคิดออกไปชมดู เพราะพรุ่งนี้มันมีการทดสอบ มันไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันอันใด ดังนั้น มันจึงหลับตา เข้าฌานสมาธิ ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงกล่าวนั้นไป




    รุ่งเช้ามาเยือน สนามประลองกว้างใหญ่รายล้อมไปด้วยผู้คนเนืองแน่น ผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งร้อยห้าสิบ ที่บัดนี้ ต่างยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ที่บนลานประลอง


    พิธีการเริ่มขึ้น องค์จักรพรรดิเป็นผู้กล่าวเปิดงาน จากนั้นโฆษกประจำพิธีก็รับช่วงต่อ เท้าความถึงการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ กระทั่งกรรมการผู้คุมการทดสอบก้าวขึ้นเวทีมา ประกาศระเบียบการสำหรับการทดสอบ ก็บังเกิดเป็นเสียงฮือฮาจากผู้ชม แต่กับผู้เข้าร่วมการทดสอบแล้ว พวกมัน กลับกลายเป็นอึงงัน


    “ สำหรับการทดสอบ เป็นการแข่งขันแบบกลุ่ม…”


    “ สิบ ต่อ สิบ...”


    “ กลุ่มที่ชนะ จะได้เป็นตัวแทนอาณาจักร ไปร่วมการแข่งขันในงาน เทียบเชิญแด่เทพสงคราม ที่วังมังกร...”


    ผู้เข้าแข่งขันหลายคนได้ยินความก็เริ่มหันหน้ามองกัน บางส่วนเริ่มมีคำถาม ว่าจะจัดตั้งกลุ่มกันเช่นไร กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาดังขึ้น หลายคนก็ปรากฏสีหน้ายินดี หากมีหลายคนที่สีหน้ามิบ่งบรรยาย


    “ เป็นกลุ่มสิบคน ตามเมืองที่พวกเจ้าจากมา...”


    สิ้นคำก็เห็นว่าผู้เข้าแข่งขันหลายคนเริ่มจับกลุ่มรวมตัว หานเฟิงเองก็เห็นว่า กลุ่มที่มาจากเมืองใบไม้ร่วงของตน ได้เริ่มรวมตัวกันแล้ว และที่เป็นจุดใจกลางของกลุ่ม ก็หนีไม้พ้นผู้ที่อยู่ขอบเขตปราณนภาเพียงหนึ่งเดียว มันผู้นั้น ที่พอถูกล้อมหน้าล้อมหลัง ก็แอ่นอกเชิดหน้า กล่าวคำอย่างภูมิใจ


    “ มิต้องกังวล ความคาดหวังของพวกเจ้า ข้า หลิวอี้ชิวผู้นี้ จะแบกรับเอาไว้เอง”


    คำกล่าวของมันพาให้กลุ่มคนรู้สึกตื่นเต้นยินดี หากแต่ยินดีใจกันได้มิทันไร เสียงกล่าวจากกรรมการผู้คุมการทดสอบ ก็พาให้พวกมันต้องเหลียวมองอย่างงุนงง


    “ เพราะผู้เข้าร่วมการทดสอบมีเพียงสิบห้ากลุ่ม การแบ่งสายการแข่งขันจึงไม่ลงตัว ทางราชวงศ์ร่มพฤกษา จึงได้เพิ่มกลุ่มการแข่งขันเข้ามาอีกหนึ่งกลุ่ม…”


    กล่าวถึงตรงนี้ ก็มองเห็นกลุ่มคนสิบคนตบเท้าเดินขึ้นเวที ซึ่งนำโดย…


    “ อ องค์ชายสี่!!!…” 


    “ นั่นมันองค์ชายสี่ มู่หวังจง มิใช่หรือ?!!!...”


    “ ต ต้องประลองกับองค์ชายสี่ น นี่...”


    ผู้เข้าแข่งขันที่เห็นเช่นนั้นก็พากันกล่ำกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ต่างคนต่างก็พากันรู้สึกหมดหวัง การแข่งขันเพื่อเฝ้นหาตัวแทนในครั้งนี้ ผู้ชนะ คงไม่แคล้วต้องเป็นกลุ่มขององค์ชาย


    “ เช่นนี้เอง…”


    เป็นเสียงกล่าวอย่างแผ่วเบาของหานเฟิง มันจับจ้องมองกลุ่มขององค์ชายที่ตบเท้าก้าวขึ้นมาบนเวที แต่ละคนล้วนมีระดับความสำเร็จไม่ต่ำทราม ตัวมันมิอาจตรวจสอบได้แม้เพียงผู้เดียว ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า กลุ่มขององค์ชายสี่…


    “ ล้วนเป็นชนชั้นปราณนภา”


    หานเฟิงยกยิ้มมุมปาก ในใจขบคิดว่า... 


    ‘ ที่แท้ก็มีลูกไม้เช่นนี้เอง ให้แข่งขันแบบกลุ่ม ฝั่งตนเองจัดตั้งกลุ่มที่กอปรได้ด้วยชนชั้นปราณนภานับสิบ ทั้งยังนำมาด้วยองค์ชายที่สร้างความเกรงขามต่อผู้คน เช่นนี้ ชัยชนะจึงไม่หลุดลอยไปที่ใด…’


    ห่านเฟิงส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย เป็นผู้อื่นล้วนหวาดเกรงต่อองค์ชาย หวาดกลัวต่อราชวงศ์ แต่ไม่ใช่กับมัน…


    “ ยังคิดได้ตื้นเขินเกินไป ลูกไม้เช่นนี้ ยังคงหยุดข้าไม่ได้…”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน