ท่ามกลางพื้นห้องสีขาวสนิทที่ถูกบดบังด้วยความมืดมิดนั้น มีร่างของเด็กหนุ่มคนนึงนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ และในตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาก็มีแสงสว่างปริศนาส่องลงมายังตรงที่เขานั่งอยู่ในทันที
"ที่นี่...ที่ไหนกัน?"
เด็กหนุ่มที่ลืมตาขึ้นนั้นเอามือบังแสงที่จู่ๆก็ส่องลงมาอย่างกระทันหันก่อนที่ดวงตาของเขาจะเริ่มชินกับแสงนั้น เด็กหนุ่มคนนี้คือ"เรน"ตัวเอกของเื่ราวนี้ ที่ต้องจบชีวิตอย่างน่าสมเพชเพราะถูกคนรักหักหลังจนจิตใจแตกสลาย....สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเพื่อน ทั้งความสนใจจากครอบครัว และแม้กระทั่งคนรัก...
เรนลืมตาตื่นขึ้นในสภาพที่สวมชุดเหมือนก่อนตายเป๊ะทั้งเสื้อนักเรียนสีขาวกับกางเกงนักเรียนสีกรมท่าและเสื้อกันหนาวสีม่วง และเพียงครู่เดียวก็มีแสงส่องลงมาอีกครั้งตรงพื้นที่ข้างหน้าของเขา นั่นทำให้ปรากฏหญิงสาวรูปงามที่นั่งอยู่บนชุดโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ที่ทำมาจากไม้ และบนโต๊ะนั้นก็มีกล่องสีแดงตั้งอยู่
"สวัสดีค่ะ ดิฉันมีนามว่า อิลิธน่า เป็เทพธิดาของห้องนี้ค่ะ"
หญิงสาวรูปงามพูดออกมาเช่นนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอมีดวงตาสีฟ้าดูสดใสและมีผมสีเหลืองทองยาวถึงกลางหลัง สวมชุดที่มีเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกระโปรงยาวเป็สีขาว บนศีรษะของเธอนั้นประดับไปด้วยสิ่งที่เหมือนปีกนกสีขาวขนาดเล็กที่ติดไว้ด้านข้างของศีรษะทั้ง2ด้านอย่างสง่างาม แต่ที่แปลกที่สุดก็คือเธอนั้นมีปีกนกสีขาวอันใหญ่ติดอยู่ข้างหลังของเธอด้วย ราวกับว่าตัวเธอหลุดออกมาจากนวนิยายแฟนตาซีอย่างไรอย่างนั้น
"เทพธิดา?"
"ใช่ค่ะ ฉันคือเทพธิดาที่คอยรับใช้พระเ้าค่ะ และตอนนี้คุณน่ะ...ได้ตายไปแล้วค่ะ"
เทพธิดาอิลิธน่าพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเหมือนเป็เื่ปกติที่ต้องพูด และตอนนั้นเองที่เรนคิดว่า"ไอคำพูดแบบนี้นี่มันอย่างกับว่าหลุดมาจากอนิเมต่างโลกเลยแหะ"แต่เขาก็ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอจะพูดต่อเพื่อจะยืนยันว่าตรงกับสิ่งที่ตัวเองคิด
"ต่อจากนี้ดิฉันจะส่งคุณไปใช้ชีวิตในโลกใหม่ค่ะ"
"(อืมมมม ชัดเจน...นี่เราถูกรถชนตายตามคอนเซ็ปท์อนิเมต่างโลกเลยสินะ)"
เรนรู้ทันทีหลังจากที่เทพธิดาอิลิธน่าบอกมาเช่นนั้น และคิดว่าตอนนี้ตนเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบในอนิเมต่างโลกชัดๆ แถมยังเพราะโดน"ทรัคซัง"ชนอีกต่างหาก และเทพธิดาอิลิธน่าก็อธิบายต่อหลังจากนั้น
*(สำหรับคนไม่รู้"ทรัคซัง"เป็คำล้อเลียนเกี่ยวกับวิธีไปต่างโลกโดยโดนรถบรรทุกหรืออื่นๆชน ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในอนิเมต่างโลกจึงทำให้คนเรียกว่า"ทรัคซัง"น่าจะประมาณนี้มั้ง)
"ดิฉันจะให้พลังพิเศษติดตัวคุณไปค่ะ โดยคุณต้องนำมือมาวางไว้บนกล่องสีแดงที่อยู่บนโต๊ะค่ะ และพลังที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมค่ะ"
เทพธิดาอิลิธน่ากล่าวเช่นนั้นพร้อมผายมือไปที่กล่องสีแดงบนโต๊ะที่อยู่ด้านขวามือของเธอ เรนที่ได้ฟังดังนั้นก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะเอ่ยปากพูดออกไป
"เอ่อ...งั้นผมขอถามอะไรหน่อยนะครับ ที่ให้ไปที่โลกใหม่นี่เพื่อกำจัดจอมมารหรืออะไรทำนองนั้นงั้นหรอครับ?"
"แหม~~รู้อยู่แล้วอย่างนี้ก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยค่ะ ใช่แล้วค่ะ พวกเราจะส่งคุณไปเพื่อกำจัดจอมมารค่ะ เพราะที่โลกนั้นกำลังเกิดาระหว่างมนุษย์และปีศาจอยู่ จึง้าพลังของคุณค่ะ ส่วนเื่ภาษาแล้วก็พวกเงินสนับสนุนเบื้องต้น หลังจากถูกวาร์ปไปที่โลกนั้นแล้วก็จะมีอยู่ในกระเป๋าที่แถมไปด้วยค่ะ"
แม้ตอนแรกเรนจะรู้สึกลังเลอยู่บ้างแต่ก็คิดว่า"การไปต่างโลกครั้งนี้ก็ถือว่าชดเชย่ชีวิตที่เสียไปกับความทรมานละกัน" เมื่อคิดได้เช่นนั้นเรนจึงวางมือลงบนกล่องใบนั้นนั้น แต่ทว่าในตอนที่มือของเรนวางลงไปนั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น
"เอ๊ะ!?นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?"
เรนรู้สึกว่าสถานที่ที่เขาอยู่นั้นบิดเบี้ยวไปมา ทั้งแสงสีเสียงและพื้นที่นั้นอยู่ไม่คงที่ ราวกับว่ามิติที่เขาอยู่กำลังบิดเบี้ยว แต่เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็เหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เทพธิดาอิลิธน่าเองก็ยังยืนยิ้มอยู่ที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน นั่นจึงทำให้เรนเกิดความสับสนจึงถามออกไปด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย
"เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น!?"
"ก็ไม่มีอะไรนี่คะ? แต่ว่าดูเหมือนคุณจะได้รับพลังเรียบร้อยแล้วนะคะ"
เทพธิดาอิลิธน่าพูดพร้อมกับชี้ไปที่่หน้าจอสีฟ้าโปร่งรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกลางที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเรนเหมือนโฮโลแกรม ดูเหมือนเธอจะไม่รู้สึกถึงสิ่งแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นและยังปฏิบัติหน้าที่เทพธิดาต่อ เรนเองหลังจากที่ได้ยินเทพธิดาอิลิธน่าพูดเช่นนั้น เขาก็มองไปบนหน้าจอที่เขียนอะไรบางอย่างอยู่ แต่ตัวอักษรที่ปรากฏนั้นไม่สามารถอ่านเป็ประโยคได้ เป็ภาษาที่แปลกประหลาดและไม่มีอยู่บนโลกเก่าของเรน แต่เรนก็คิดว่าอาจจะเป็เพราะนั่นคือภาษาของต่างโลก เรนที่ยังไม่มีได้รับข้อมูลด้านภาษาจึงไม่สามารถอ่านได้
"งั้นจากนี้ไปให้เข้าไปในประตูนั้นนะคะ จากนั้นคุณก็จะได้ไปใช้ชีวิตในโลกใบใหม่แล้วล่ะค่ะ"
"อ่ะ! ครับ"
เทพธิดาอิลิธน่ากล่าวเช่นนั้นพร้อมผายมือไปที่ด้านหลังของเธอ คราวนี้สิ่งที่เธอผายมือไปคือประตูมิติสีทองอร่ามขนาดั์ที่ข้างในประตูมีแต่สีดำสนิท ซึ่งปรากฏขึ้นข้างหลังเธอั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และเรนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปทางประตูมิติสีทองอร่ามบานั์ตรงหน้าและคิดกับตัวเองอีกครั้ง
"(ต่อจากนี้ไป จะขอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขชดเชยส่วนที่เสียไปล่ะนะ)"
"ขอให้โชคดีนะคะ"
สิ้นสุดเสียงอวยพรจากเทพธิดาอิลิธน่า เรนก็เดินเข้าไปในประตูนั้น แม้ตอนมองจากภายนอกจะเห็นว่าในประตูนั้นข้างในมีแต่ความมืดมิดแต่ตอนเข้าไปทุกอย่างกลับเป็สีรุ้งที่พอมองๆดูก็สามารถทำให้คนตาลายได้ สิ่งที่จะเริ่มขึ้นต่อไปนี้คือเื่ราวอันแสนสงบสุข?ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีในโลกใหม่นั้นเกิดขึ้นในจิตใจของเรน
"อะ อะไรวะเนี่ย!?"
ทว่า...ในขณะที่เรนเดินอยู่ภายในประตูมิตินั้น ทุกอย่างก็ดูบิดเบี้ยวอีกครั้ง จากรอบๆที่เป็สีรุ้งที่ชวนลายตาตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็สีดำทมิฬและมีสายฟ้าสีม่วงช็อตอยู่รอบๆตัวของเรนตลอดเวลา เหมือนกับว่ามิติได้บิดเบี้ยวอีกครั้ง เรนที่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหาสุดทางของประตูมิติ เรนวิ่งไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีแสงหรือสิ่งใดเลย และในที่สุดสติของเขาก็เลือนลางไป...
*
"...เป็อะไรไหม?...เห้!!"
เสียงของหญิงสาวดังขึ้นในหัวของเรน เป็เสียงที่ดูร่าเริงสดใสต่างจากเสียงของผู้หญิงเสแสร้งที่เคยได้ยินประจำ เรนเริ่มรู้สึกตัวก่อนจะลืมตาขึ้นและพบกับร่างของหญิงสาวคนนึงยืนอยู่
"อึก...ที่นี่...ที่ไหน?..."
เรนเอ่ยถามขึ้นในขณะที่ใช้มือบังแสงแดดอันอบอุ่นที่ส่องลงมาจากท้องฟ้า เรนกรอกดวงตามองไปรอบๆหลังจากที่พยุงตัวลุกขึ้นมาในท่านั่ง และพบว่าตนเองนั่งอยู่กลางป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพื้นหญ้าสีเขียวชะอุ่ม
"ห่ะ!?อย่าบอกนะว่านายหลงทางน่ะ!?"
หญิงสาวที่เป็เ้าของเสียงที่เรนได้ยินในตอนแรกได้พูดขึ้น เรนจึงมองไปทางเธอ เธอมีหน้าตาที่สง่างามด้วยั์ตาและผมสีเขียวอ่อนที่ยาวถึงกลางหลัง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมด้วยเสื้อแขนยาวสีเขียวอ่อน สวมกระโปรงสั้นสีเขียวอ่อนที่ขาดเข็มขัดสีน้ำตาล2เส้นพาดกันเป็ตัวXเอียงๆพร้อมถุงเท้ายาวถึงน่องขาที่มีลายสีเขียวอ่อนกับสีแดงตัดกันเป็ทางม้าลาย และที่เอวของเธอนั้นมีหน้าไม้ขนาดกลางห้อยเก็บไว้อยู่ที่เข็มขัด รวมถึงมีกระบอกใส่ลูกธนูสะพายอยู่ข้างหลังของเธอเช่นกัน
"แล้วสรุปนายมาทำอะไรตรงนี้กันล่ะ?"
หญิงสาวพูดเช่นนั้นในขณะที่ยืนกอดอกมองมายังเรนที่สับสนอยู่ ราวกับเป็ตำรวจที่กำลังสอบสวนคนร้ายอยู่อย่างไรอย่างนั้น
"คือผม ผมหลงทางน่ะ"
เรนตอบไปเช่นนั้นโดยไม่คิดที่จะกล่าวถึงเื่ที่ตนมาจากโลกอื่น และหญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเอามือกุมขมับเลยทีเดียว ดูท่าว่าการมีคนหลงทางจะเป็เื่ใหญ่หรือเื่น่ารำคาญพอตัวสำหรับเธอ
"เฮ้อ...ให้ตายสิน่า แล้วนายมาจากไหนล่ะ?พวกเมืองหรือหมู่บ้านน่ะ"
หญิงสาวพยายามถามข้อมูลต่างๆเพื่อหาทางช่วยคนที่อยู่ในสถานะหลงทางอย่างเรน แต่เรนเองก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกใบนี้ รู้เพียงแค่ภาษาที่ถูกป้อนข้อมูลมาทางสมองเท่านั้น นั่นจึงทำให้เรนฟังหรืออ่านภาษาในโลกนี้ได้
"เอ่อ...คือผมเองก็ไม่รู้อะไรเลยครับ ตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว เื่มาจากที่ไหนผมก็ไม่รู้เลยครับ"
"เอ๋!? อย่างนี้ก็แย่สิ"
"อ่ะ อ่า...ก็คงอย่างนั้นแหละครับ ฮ่ะๆๆ"
หญิงสาวพูดเสียงดังออกมาเช่นนั้น ก่อนจะเกาหัวด้วยถ้าทางเหนื่อยใจแล้วพูดกับเรนอีกครั้ง
"อ่าาา เอาเป็ว่าฉันจะพาไปที่หมู่บ้านก่อนละกัน เดี๋ยวจะหาทางช่วยละกันนะ"
หญิงสาวพูดเช่นนั้นก่อนจะยื่นมือไปหาเรนที่นั่งอยู่ เรนที่เห็นดังนั้นก็จับมือของเธอก่อนที่เธอจะดึงเรนให้ลุกขึ้นมายืน
"อ่ะ!ขอบคุณครับ อ่า...คุณ?"
"ฟอร่าน่ะ ฉันชื่อฟอร่า เดไวล์ด แล้วนายล่ะ?"
ฟอร่าบอกชื่อของตนเองให้กับเรนที่ไม่รู้ชื่อของเธอ และเธอก็ถามถึงชื่อของเรนเช่นกัน แต่ว่าเรนในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกตนเองว่าอะไรดี จะให้ใช้ชื่อจริงก็กระไรอยู่ ดังนั้นเรนจึงใช้ชื่อที่ดูเข้ากับฐานะตัวเองตอนอยู่โลกเก่าเพื่อที่จะไม่ลืมความเจ็บแค้นที่เคยเผชิญมา
"อ่า...ผมชื่อเรน...เรน แรนคอร์(Rain Rancor)"
เรนกล่าวชื่อของตนไปเช่นนั้น โดยใช้ชื่อจริงเป็"เรน(Rain)"และใช้นามสกุลเป็"แรนคอร์(Rancor)"ซึ่งมีความหมายว่า"ความเคียดแค้น" พอรู้ความหมายแล้วก็ดูเหมือนตั้งมาเอาเท่อย่างเดียว แต่สาเหตุที่เรนใช้นามสกุลนี้นั้นเพราะจะได้ไม่ลืมสิ่งที่ตนเองเคยโดนกระทำ แม้จะตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตในโลกใหม่แล้วก็ตาม แต่จะให้ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ไม่ได้ ทุกสิ่งที่เรนเคยถูกกระทำนั้นยังฝังลึกอยู่ในสมองและจิตใจ เพราะงั้นการใช้ชื่อที่สื่อถึงความแค้นนั้นก็เพื่อที่จะไม่ลืมสิ่งเคยโดนกระทำ พวกคุณบางคนอาจจะคิดเกี่ยวกับหลักธรรมอะไรทำนองนั้นอยู่เช่นการอโหสิกรรม,ยอมให้อภัย,การปล่อยวาง แต่ว่านะ...หลักธรรมบางอย่างก็ใช้กับใครบางคนไม่ได้ ถ้าคุณเคยถูกย่ำยีชีวิตเช่นเรนแล้วสามารถให้อภัยคนเ่าั้ได้ก็ถือว่าดี แต่สำหรับเรนในตอนนี้การปล่อยวางมีแต่จะทำให้เขาทุกข์ใจ เพราะงั้นการที่ได้สาปแช่งทุกวันนั้นคงเป็สิ่งที่รองรับอารมณ์ได้ดีที่สุด อย่างน้อยก็สำหรับเขา
"งั้นขอเรียกว่าเรนละกัน หลังจากนี้ฉันจะพานายไปที่หมู่บ้านของฉัน แล้วจะหาทางช่วยเอง"
"อืม...ขอบคุณครับ คุณฟอร่า"
เรนกล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับให้ แม้จะ(เคย)เป็คนไทยแต่เรนก็ชอบที่จะใช้การโค้งคำนับมากกว่าการไหว้ ส่วนนึงก็เพราะซึมซับมาจากการดูอนิเมด้วย ส่วนฟอร่าที่เห็นเรนพูดสุภาพและโค้งคำนับนั้น เธอก็พูดออกไปแบบเกรงใจและอยากให้เป็กันเองมากกว่า
"ฮ่ะๆๆมะ...ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นหรอกเรียกแค่ฟอร่าก็พอแล้ว อีกอย่างนายควรจะเงยหน้าขึ้นมาได้แล้วนะ"
"อ่ะ อืม...ถ้าพูดอย่างงั้นล่ะก็นะ"
หลังจากที่จบบทสนทนาฟอร่าก็เดินนำเรนไปที่หมู่บ้านของเธอ ทั้ง2เดินทางผ่านต้นไม้นับไม่ถ้วน ทั้งต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบๆทุกอย่างเป็สีเขียวไปหมด แม้จะเดินในป่าแต่แสงแดดก็ยังส่องลงได้ในหลายๆจุด ผ่านป่าในต่างโลก กระทบกับแสงแดดของต่างโลก เรนกำลังคิดถึงชีวิตของตนว่าจะทำอะไรดีในโลกใหม่ใบนี้ จนเขาลืมบางอย่างไป...พลังที่เขาได้มานั้น จะเป็จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตเขาเอง
*
หลังจากที่เดินอยู่ในป่าได้เกือบ10นาทีพวกเขาก็มาถึงหมู่บ้าน เมื่อเดินผ่านเข้าไปในประตูหมู่บ้านที่ทำจากไม้แล้วนั้น ด้านหลังของกำแพงและประตูไม้บานั์ก็คือบ้านเรือน พร้อมกับผู้คนที่เดินไปมา ตัวอาคารเป็แนวmedieval villageหรือหมู่บ้านยุคกลาง เสื้อผ้าของชาวบ้านก็เป็แนวยุคกลางเช่นกัน ทุกอย่างให้บรรยากาศของความเป็ต่างโลกได้เป็อย่างดี และที่ใจกลางของหมู่บ้านนั้นจะเป็พื้นที่ว่างเป็วงกลมที่ตรงกลางจะมีไม้กางเขนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งน่าจะเป็เพราะยุคกลางน่าจะมีพวกพิธกรรมการเผาแม่มดอะไรทำนองนั้นอยู่
"เอาล่ะ นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวจะจัดการเื่ให้"
ฟอร่ากล่าวเช่นนั้นหลังจากที่พาเรนเข้ามาในอาคารหลังนึงและจับเขานั่งลงบนเก้าอี้ หลังจากนั้นฟอร่าก็เดินไปคุยอะไรบางอย่างกับคนที่อยู่หลังโต๊ะขนาดใหญ๋ ในอาคารหลังนั้นมีแบ่งออกเป็2ฝั่งโดยคั่นกลางด้วยโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่ยาวติดกับพนังทั้ง2ด้าน ด้านหลังของโต๊ะนั้นมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่และมีคนประมาณ4คนนั่งประจำที่ในแต่ละจุดอยู่ พวกเขาทำงานกันเหมือนกันตำรวจ แต่ด้วยความที่ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเหมือนโลกเก่า จึงไม่มีทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใดๆ มีเพียงแค่สมุดหนังสือที่ไว้บันทึกสิ่งต่างๆเกี่ยวกับงานเพียงเท่านั้น เหล่าคนที่นั่งทำงานอยู่เองก็ไม่ได้มีเครื่องแบบตายตัวและสวมชุดเหมือนชาวบ้านปกติ ส่วนฝั่งที่เรนนั่งอยู่นั้นมีโต๊ะอยู่4ตัวพร้อมเก้าอี้แบ่งออกเป็2ฝั่งซ้ายขวาเพื่อไม่ให้ขวางทางเดินตรงกลางที่เป็ประตูเข้าออกที่นี่
"(จะว่าไป...เห็นว่าจะมีกระเป๋าด้วยนี่ แต่พอตื่นมากลับไม่มีอะไรเลย...นี่มันเื่อะไรกัน?)"
ในขณะที่เรนกำลังคิดเกี่ยวกับสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นนั้น ฟอร่าก็เดินมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเรนและเริ่มบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง
"อา...ฉันลองไปติดต่อเื่ให้แล้วนะ แต่ว่าจากข้อมูลที่มีอยู่นี้ไม่เคยมีตระกูลของเธออยู่เลยในอาณาจักรนี้เลย"
"(ก็แหงล่ะ นามสกุลนั่นเราเป็คนตั้งเองนี่หว่า)"
"อืม หลังจากที่ฉันลองคิดดูหลายๆอย่างแล้ว....เลยอยากถามว่านายน่ะจะใช้ชีวิตที่นี่เลยไหมล่ะ?"
"เอ๊ะ?คือว่า...ผมไม่มีเงินหรือที่อยู่เลยน่ะครับ"
ฟอร่าที่ได้ฟังที่เรนพูดนั้นก็ยิ้มขึ้นก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงและแฝงไปด้วยความอ่อนโยน
"ถ้างั้นก็มาอยู่ที่บ้านฉันสิ ส่วนเื่เงินฉันจะหางานให้นายเอง"
"จะ จะดีหรอครับ!?ผมว่ามันจะเป็การรบกวนเกิ-"
"ไม่ต้องห่วง ไม่รบกวนแน่นอน อีกอย่างนะเห็นฉันเป็อย่างนี้แต่ฉันเองก็เหงาเป็นะ ฉันน่ะเสียพ่อแม่ไปั้แ่ยังอายุ15ปีจนปัจจุบันผ่านมา5ปีแล้วล่ะ อยู่คนเดียวมันออกจะเหงาน่ะ แหะๆ"
ฟอร่ากล่าวเช่นนั้นพร้อมเกาแก้มด้วยนิ้วชี้พลางหัวเราะแหะๆ แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเด็กสาวร่าเริงออกห้าวๆหน่อย แต่ในใจเธอก็ยังมีความรู้สึกเหงาอยู่ เฉกเช่นเดียวกับเรนในโลกเก่า...เมื่อกลับไปที่บ้านก็ไม่มีแม้เสียงต้อนรับ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนของบ้านก็ไม่เคยที่จะเห็นใคร ตื่นเช้ามาบางวันก็เห็นพ่อกับแม่อยู่ที่ห้องทานอาหารแต่ส่วนใหญ่จะมีเพียงอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะและครอบด้วยฝาชีเท่านั้น ไม่รู้ว่าผ่านมานานแค่ไหนที่ไม่ได้คุยกันเลย ไม่ว่าจะเื่อะไรก็มีเพียงเรนที่ต้องหาทางแก้ไขเพียงลำพัง แม้ตอนนั้นจะยังมีคนรักอย่างเตยอยู่ แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่เคยที่จะสนใจเลย แค่กลับบ้านด้วยกันและไปเที่ยวในบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับคู่รักอื่นๆ และสิ่งเ่าั้ทำให้เรนมักจะสร้างจินตนาการของตนเองขึ้นมาในหลายๆครั้ง คิดว่ามีครอบครัวที่ใส่ใจ มีคนรักที่คอยเอาใจใส่ มีเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษา แต่มันก็เป็ได้แค่...จินตนาการ...
"เอ่อ...ถ้าฟอร่าพูดอย่างงั้น ผมเองหลังจากนี้ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ"
"อืม ฝากเนื้อฝากตัวเช่นกันนะเรน"
ฟอร่ายิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ไร้การเสแสร้งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอและเรนเองก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
"(นี่เรา...ไม่ได้ยิ้มด้วยความรู้สึกแบบนี้มา...นานแค่ไหนแล้วกันนะ?)"
เรนคิดเช่นนั้นในใจก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานทั้งเรนและฟอร่าก็ออกมาจากอาคารที่น่าจะเป็พวกสถานีตำรวจหรืออะไรทำนองนั้น และทั้ง2ก็เดินผ่านอาคารบ้านเรื่อนอีกหลายต่อหลายหลัง ผ่านผู้คนทั้งหญิงทั้งชายและเด็กๆภายใต้แสงแดดสีส้มที่ส่องลงมายังหมู่บ้านแห่งนี้ ตอนนี้เองก็น่าจะเริ่มเย็นแล้ว ไฟข้างทางเองก็เริ่มเปิดขึ้นแม้กระทั่งในบ้านของผู้คนก็เช่นกัน และในที่สุดทั้ง2ก็มาถึงบ้า่นของฟอร่า
บ้านของฟอร่าเป็เพียงบ้านชั้นเดียวและมีขนาดไม่ใหญ่มากที่มีเพียงไม่กี่หลังในหมู่บ้านนี้ บ้านทรงยุคกลางทีี่สร้างขึ้นจากไม้และอิฐอย่างปราณีตและหลังคากระเบื้องทรงสามเหลี่ยม สำหรับคนในโลกนี้ก็คงเป็บ้านธรรมดาแต่สำหรับเรนนั้นไม่ค่อยจะได้เห็นนัก ถ้าเป็ในไทยส่วนใหญ่ก็มีแค่คนมีฐานะที่มี ส่วนที่ยุโรปก็คงยังมีอยู่
"ที่นี่แหละบ้านของฉัน อาจจะรกๆหน่อยนะ"
ฟอร่ากล่าวเช่นนั้นหลังจากที่ทั้ง2เปิดประตูเข้ามาในตัวบ้าน ในตัวบ้านเมื่อเปิดเข้าไปก็เป็ห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารในห้องเดียวกัน ด้านในสุดจะมีอยู่3ห้อง ซึ่งเป็ห้องนอน2ห้องและห้องน้ำ1ห้อง ส่วนเครื่องครัวนั้นก็อยู่ตรงจุดทานข้าว ทั้งเตาอบอ่างล้างจานและอื่นๆ เป็3in1จริงๆทั้งห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร และห้องครัวอยู่ที่ห้องใหญ่ห้องเดียวทั้งหมด จุดที่เป็ห้องนั่งเล่นเองก็ไม่ได้มีอะไรมากมีเพียงแค่โซฟา2ตัวและเตาพิงเท่านั้น
"หลังจากนี้ที่นี่คือบ้านของนายนะ"
"อ่ะ ครับ"
ในตอนนี้ชีวิตใหม่แสนสงบสุข?ของเรนกำลังจะเริ่มขึ้น ไร้ความทรมาน?มีแต่ความสุข?ทุกๆอย่างจะต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น
*
"อึก...ที่นี่ที่ไหน?''
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งพูดขึ้นพร้อมลืมตาขึ้นมา ผมสีทองดูเป็ผู้ดี ั์ตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเสียงแรกที่พูดกับเขาก็ดังขึ้น
"อ่ะ...ตื่นแล้วหรือครับ?ท่านผู้กล้า"เฟล โรก้าไนท์"