อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 107 ความรู้สึกแปลกใหม่

            ยามเช้าวันรุ่งขึ้น

            ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เออร์วินถูกเจ้าหญิงลิลิธพี่สาวของเขาจับทำมาเป็นหมอนข้าง แล้วก็เป็นอีกวันที่เรเชลน้องสาวของเขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับชวนเขาไปอาบน้ำด้วยกันแล้วก็ตามมาด้วยการทะเลาะวิวาทกันของสองเจ้าหญิงพี่น้อง เสียงทะเลาะวิวาทกันของทั้งสองคนดังมาถึงห้องของเรเวนที่อยู่ติดกัน ซึ่งตอนนี้ทั้งเรเวนและโซอี้ต่างก็คุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะโซอี้ที่ตอนแรกนั้นดูตื่นตกใจไม่น้อยแต่ตอนนี้เหมือนเธอจะชินกับเรื่องแบบนี้ไปเสียแล้ว

            ซึ่งตอนนี้ทั้งเรเวนและโซอี้ต่างก็ตื่นกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนนี้ลูซี่กับเดซี่ได้ช่วยกันกับพวกเธอตัดชุดสปอร์ตบรากับชุดชั้นในคนละชุดจนเสร็จ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยการที่เห็นว่าผ้ามันเหลือเธอจึงทำการตัดเผื่อ จูน อันนาแล้วก็เนียโดยไม่ถามความเห็นของพวกเธอเลยแม้แต่น้อย

            ในขณะที่ห้องข้างๆ เจ้าหญิงสองพี่น้องกำลังทะเลาะกันอยู่นั้นเรเวนยืนถือชุดสปอร์ตบราค้างไว้อย่างนั้น ซึ่งเธอยืนท่านี้มาพักหนึ่งแล้วส่วนโซอี้ก็มองเรเวนก่อนจะถามว่า

            “คุณเรเวนจะใส่มันจริงๆ เหรอคะ”

            เรเวนเจ้ามองชุดสปอร์ตบราในมือพลางตอบว่า

            “ก็ไม่ได้อยากใส่หรอกเพียงแต่ว่าไหนๆ ก็ตัดมาแล้วเลยคิดว่าจะใส่สักหน่อยน่ะ”

            คำพูดของเรเวนทำให้โซอี้ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะเมื่อคืนนี้พวกเธอนั้นสนุกกันมากทั้งช่วยกันตัดเย็บชุดและปรึกษากันไปมา จนรู้สึกเสียดายหายแต่ทิ้งมันไปโดยที่ไม่ลองใส่มันเลย

            แต่ฉันจะให้ใส่มันก็ยังรู้สึกอายอยู่ดีเพราะว่ามันเป็นชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังมากยังดีที่ท่อนล่างเป็นกางเกงแต่ว่ามันก็เผยให้เห็นความเรียวของท่อนขาอยู่ดี โซอี้ที่เข้าใจความรู้สึกของเรเวนจึงเสนอเธอไปว่า

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะคะถ้าชุดมันน่าอายไปลองเป็นชุดชั้นในไหมคะ เพราะเมื่อคืนพวกคุณก็ตัดชุดชั้นในด้วยนี่คะ”

            คำพูดของโซอี้ทำให้เรเวนได้คิดเธอพบว่าเธอโฟกัสกับการที่ต้องใส่สปอร์ตบราออกไปข้างนอกมากเกินไป ทางที่ดีจริงๆ แล้วยังมีชุดชั้นในแบบ 2 ส่วนที่พวกเธอได้ตัดเย็บกันเมื่อคืน ถึงมันก็ยังน่าอายอยู่ดีแต่เธอก็อยากลองดู

            “ถูกของเธอจะลองดูก็ได้”

            เรเวนพูดจบก็กว่าจะสปอร์ตบราในมือลงแล้วหยิบชุดชั้นในท่อนบนบนเตียงขึ้นมามองดู เนี่องเพราะต้องการความเรียบง่ายเออร์วินจึงเพราะวาดชุดชั้นในท่อนบนให้เป็นแบบผูกเชือกซ้ายขวา 2 ข้างเพราะว่ามันยังง่ายกว่ากันทำเป็นแบบตะขอหลัง เธอใช้เวลาทำใจพักหนึ่งก่อนจะสูญหายใจเข้าปอดลึกๆ และพยักหน้า 

            เรเวนเริ่มจากการถอดชุดของตัวเองออกเผยให้เห็นปทุมถันสองคู่ที่ทั้งงดงามและเต่งตึง ก่อนจะหยิบชุดชั้นในท่อนบนหรือบราขึ้นมาใส่เธอดูเคาะเขินเล็กน้อยขณะใส่มัน จนเธอผูกเชือกทั้งสองข้างเสร็จกับพบความประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ เธอรู้สึกได้ถึงความมั่นคงไม่ว่าเธอจะขยับไหล่หรือโยกย้ายไปทางไหน ปทุมถันคู่งามของเธอก็ไม่แกว่งไกวเกะกะ เธอรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากเพราะเธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน มันให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและไม่อึดอัดเหมือนกับการใส่คอร์เซ็ต เรเวนมั่นใจว่าแต่ถ้าสิ่งที่อยู่ใต้ร่มผ้าของเธอคือชุดชั้นในแบบนี้ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวแบบไหนเธอก็สามารถทำมันได้อย่างคล่องแคล่ว

            โซอี้มองเรเวนที่ลองขยับเคลื่อนไหวไปมาเธอสังเกตได้ถึงความรู้สึกทึ่งจากสายตาของเรเวน ด้วยความสงสัยจึงถามเธอไปว่า

            “คุณเรเวนคะรู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ”

            เรเวนหันมายิ้มให้โซอี้ก่อนจะตอบว่า

            “ถึงจะรู้สึกอายอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก”

            “เอ๊ะ?”

            “มันให้ความรู้สึกมั่นคงคล่องตัวไม่เกะกะ”

            คำพูดของเรเวนทำให้โซอี้มองชุดชั้นในของเธอแล้วรู้สึกอยากลองขึ้นมาทันที เธออยากรู้ว่ามันจะให้ความรู้สึกแบบเดียวกับที่เรเวนพูดไหม เรเวนพูดจบก็หันไปมองกางเกงในของเธอที่วางอยู่บนเตียง ความรู้สึกดีที่ได้ใส่บราทำให้เธอตัดสินใจอยากลองใส่เจ้าสิ่งนี้ดูด้วยเธอจึงก้มไปหยิบกางเกงในขึ้นมาใส่

            ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงความสะอาดและการปกปิดรู้สึกเหมือนได้รับการปกป้องปลอดภัย แม้ว่ามันจะน่าอายอยู่บ้างแต่เธอพบว่าการใส่พวกนี้ไว้ใต้ร่มผ้ามันให้ความรู้สึกดีกว่าชุดชั้นในแบบเก่า และเธอพบว่าเธอไม่อยากจะกลับไปใส่ชุดชั้นในแบบนั้นอีกแล้ว

            โซอี้มองเรเวนที่ตอนนี้มีสิ่งปกปิดเพียงแค่ 2 ชิ้นแต่สีหน้าของเธอกลับดูตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก ขณะที่เธอสงสัยก็ได้ยินเรเวนพูดว่า

            “ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าสิ่งที่เขาคิดจะขายคือสิ่งนี้แล้วก็ฉันมั่นใจว่ามันต้องขายได้แน่เพียงแต่ว่าตอนแรกอาจจะขายยากซะหน่อย”

            โซอี้แปลกใจที่ได้ยินเรเวนพูดเช่นนั้นเพราะต่อให้ชุดที่น่าอายนี้มันจะดีอย่างที่เรเวนพูด แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนมากล้าซื้อของแบบนี้หรอก ที่เรเวนพูดว่าตอนแรกอาจจะขายยากซะหน่อยในความรู้สึกของเธอแล้วมันคงขายไม่ออกเลยล่ะ เรเวนที่ไม่รู้ความคิดของโซอี้จึงหันมาพูดกับเธอว่า

            “เธอเองก็ลองใส่ดูสิฉันจะช่วย”

            โซอี้ที่แม้จะรู้สึกอายแต่ก็ยังอยากลองใส่ดูแต่ก็ยังอยากลองใส่ดูเพื่อดูว่าเธอจะรู้สึกแบบเดียวกับเรเวนหรือไม่ จึงพยักหน้า

            “ค่ะรบกวนด้วยนะคะคุณเรเวน”

            เรเวนทำหน้าบึ้งตึงเล็กน้อยพูดว่า

            “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกฉันว่าคุณ”

            โซอี้รีบพูดว่า

            “ขะขอโทษค่ะคุณเอ่อ..เรเวน รบกวนด้วยนะคะเรเวน”

            แล้วเรเวนก็เข้าไปหมายจะช่วยโซอี้ถอดเสื้อ โซอี้นี่พูดว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกฉันทำเองได้ค่ะ”

            เรเวนรู้ว่าโซอี้ไม่ต้องการทำเหมือนคนไร้ความสามารถ ดังนั้นสิ่งไหนที่เธอสามารถทำได้เธอก็เลือกจะทำด้วยตัวเองอยู่เสมอ เรเวนก็ไม่พูดอะไรเพียงยืนรอให้โซอี้ถอดเสื้อผ้าออกจนเผยให้เห็นปทุมถันที่ทั้งเต่งตึง ความร่างกายเธอยังคงมีรอยแผลเป็นให้เห็นอยู่บ่งบอกถึงเรื่องร้ายๆ ในอดีตที่เธอเคยเผชิญ แต่สภาพจิตใจของเธอตอนนี้ก็นับว่าดีขึ้นมาก

            เมื่อโซอี้ถอดชุดเสร็จแล้วเธอก็หยิบชุดชั้นในท่อนบนขึ้นมาใส่ให้โซอี้จนเสร็จแล้ว ส่วนท่อนล่างนั่งโซอี้ขอใส่เอง เรเวนถามเธอด้วยแววตาที่อยากรู้อยากเห็นว่า

            “ใส่ดูแล้วรู้สึกเป็นยังไงบ้าง”

            โซอี้ก้มมองร่างกายตัวเองก่อนจะพูดด้วยความรู้สึกทึ่ง

            “รู้สึกดีผิดพลาดอย่างที่เรเวนบอกเลยค่ะ”

            เรเวนยิ้มออกมา

            “ใช่ไหมล่ะฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกันเลยว่าไปแล้วมันก็น่าทึ่งเหมือนกันนะ ที่เขาสามารถคิดของแบบนี้ออกมาได้”

            โซอี้ทำหน้าตาสงสัย

            “แต่เขาบอกว่าไม่ได้เป็นคิดเองไม่ใช่หรอคะ”

            เรเวนก็รู้สึกสงสัยเช่นกันเพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับเออร์วิน ล้วนแต่แปลกประหลาดและไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินจากที่ไหนทั้งสิ้น บางครั้งพอถามว่าใครเป็นคนคิดค้นสิ่งเหล่านั้นถ้าไม่บ่ายเบี่ยงก็จะพูดชื่อที่เธอไม่คุ้นหูออกมา ขณะกำลังครุ่นคิดสายตาของเรเวนก็เหลือบไปเห็นปทุมถันคู่ของโซอี้ จึงก้มไปลงไปมองพร้อมกลับพูดว่า

            “จะว่าไปแล้วส่วนนี้ของเธอมันก็ใหญ่ใช้ได้เลยนะ ขอลองจับหน่อยแล้วกัน” พูดเธอก็เอื้อมมือทั้งสองไปจับปทุมถันคู่นั้น โซอี้ตกใจกับการกระทำของเธอ

            “เดี๋ยวสิคะคุณเรเวนอยู่ๆ ก็ทำอะไร…” โซอี้พูดยังไม่ทันจบก็ต้องรู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อยเพราะเรเวนทำการบีบปทุมถันคู่ของเธอ

            “ตอนแรกฉันก็นึกว่าของฉันใหญ่แล้วนะไหนแต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะไม่น้อยหน้าฉันเลย” พูดจบเธอก็บีบอีกทั้งยังเค้นคลึงไปมา จนโซอี้ต้องเอาแขนขวาจับมือเธอไว้ร้องขอด้วยเสียงอ่อนแรงว่า

            “คุณเรเวนคะได้โปรดอย่าทำแบบนี้คะ”

            ทว่าเรเวนที่ตอนนี้กลับนึกสนุกไม่มีความคิดที่จะหยุดมือตามที่โซอี้ร้องขอ

            “ไม่ได้หรอกเธอต้องโดนลงโทษเพราะฉันบอกเธอแล้วนี่นะว่าอย่าเรียกฉันว่า ‘คุณ’ อีก” ก่อนที่จะออกแรงบีบอีกรอบ แต่คราวนี้กลับมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อประตูห้องที่เชื่อมห้องของเรเวนกับห้องของเออร์วินเปิดอ้าเล็กน้อยจนเห็นช่องเล็กๆ ก่อนจะมีใบหน้าที่คุ้นเคยของเด็กชายอายุ 10 ขวบยื่นเข้ามา ใบหน้าของเด็กคนนี้โผล่มาในบริเวณใกล้พื้นคล้ายกับว่าเขากำลังคลานเข้ามา นันย์ตาสีแดงของเขามองมาที่เรเวนพร้อมกับถามว่า

            “พี่สาวครับไม่ทราบว่าตื่นหรือยัง…”

            เออร์วินพูดยังไม่ทันจบก็นิ่งค้างไปเพราะภาพที่เขาเห็นคือเรเวนกับโซอี้ที่ทั้งสองต่างก็สวมเพียงชุดชั้นใน และเหมือนกำลังจะทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง ส่วนเรเวนกับโซอี้นั้นต่างก็พากันนิ่งค้างเป็นรูปปั้น สายตาทั้ง 2 คู่นั้นต่างก็พากันหันมาจ้องมองเออร์วินเป็นตาเดียว ทันใดนั้นคล้ายกับว่าเวลาได้หยุดนิ่งลงก่อนที่สองสาวจะพากันแหกปากกรี๊ดออกมา

            “ “กรี๊ด!!!” ”

            เออร์วินร้องในใจว่า 

            ‘ซวยล่ะตู’ ก่อนจะพยายามถอยหลังหนี แต่เรเวนไม่ยอมให้เขาทำอย่างนั้นเธอยื่นแขนของเธอเข้าไปในเงา แล้วแขนของเธอก็โผล่ออกมาจากเงาของเออร์วินทำการคว้าท้ายทอยเขาไว้แล้วเหวี่ยงตัวเขาเข้ามาในห้องจนต้องร้องออกมา

            “แอ๊ก!!!” การฝึกฝนกล้ามเนื้อและการใส่กำไรถ่วงน้ำหนักของเรเวนเห็นผลได้อย่างชัดเจนมาก

            เออร์วินยันตัวเองลุกขึ้นมานั่งกับพื้นกับต้องเห็นเงาพาดบนตัวเขา พอเงยหน้ามองก็เห็นเป็นเรเวนที่อยู่ในชุดชั้นในกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา

            “สรุปก็คือเป็นโรคจิตจริงๆ ด้วยสินะ” เรเวนพูดออกมาพร้อมกับเอามือเท้าสะเอว

            เออร์วินตั้งใจจะแก้ตัวว่าเขาไม่ได้ตั้งใจกลับได้ยินเสียงพี่สาวดังจากประตูว่า

            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ เอ๊ะแล้วทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนั้น”

            เออร์วินหันไปมองเห็นเป็นลิลิธพี่สาวเขาข้างๆ มีเลยเรเชลน้องสาวของเขายืนอยู่ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองได้ยินเสียงกรี๊ดของเรเวนกับโซอี้จึงทำการยุติศึกลงชั่วคราวแล้วมาดูที่ห้องของเรเวนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และภาพที่ทั้งคู่เห็นคือเรเวนที่อยู่ในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเออร์วินที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนพื้น พริบตานั้นภาพในหัวของทั้งคู่ก็เป็นไปในทางเดียวกัน

            ‘  ‘หรือว่าผู้หญิงคนนี้คิดจะใช้ร่างกายของเธอล่อลวงเออร์วิน’ ’

            “นี่หล่อนคิดจะทำอะไรเขาน่ะถอยออกมาจากเขาเดี๋ยวนี้นะ” ลิลิธพูดด้วยท่าทางโกรธเกี้ยวพร้อมกับมีประจุไฟฟ้าปรากฏขึ้นรอบๆ เธอ ด้านเรเชลก็ไม่น้อยหน้าด้านข้างซ้ายขวาของเธอปรากฏวงแหวนเวทย์มนต์ตามด้วยแขนดินเหนียวขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากวงแหวนเวทมนต์นั้น

            เรเวนที่เห็นดังนั้นกลับไม่มีท่าทีกลัวเกรงเธอยังคงทำเป็นมองไม่เห็นทั้งสองคนแล้วเอาแต่จ้องมองเออร์วินที่นั่งอยู่บนพื้น กลับเป็นโซอี้ที่รีบพูดว่า

            “องค์หญิงทั้งสองทรงใจเย็นก่อนเพคะ”

            ลิลิธไม่สนใจโซอี้

            “ถอยออกห่างจากเขาเดี๋ยวนี้ซะเธอมันไม่คู่ควรกับเขา”

            คำพูดของลิลิธเบือนหน้ามาทางลิลิธแสยะยิ้มแล้วถามว่า

            “เอาอะไรมาตัดสินไม่ทราบเลยค่ะคุณเจ้าหญิงลิลิธว่าใครคู่ควรกับเขาหรือไม่คู่ควรกับเขา”

            นัยน์ตาสีแดงเพลิงของลิลิธจ้องมองในตาสีม่วงของเรเวนก่อนจะพูดว่า 

            “เพราะเธอมันก็แค่หมาที่ถูกเขี่ยทิ้งเพราะหมดประโยชน์น่ะสิ ฉันรู้นะว่าเธอเป็นคนตระกูลแบล็ควิงที่มีความแค้นกับพระราชาเบเนดิกแห่งอาณาจักรชีวาส”

            การที่ลิลิธพูดชื่อเบเนดิกออกมาทำให้เรเวนหันกลับมามองเธอด้วยสายตาไม่พอใจ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย

            “เจ้าหญิงลิลิธทรงปรีชายิ่งเพคะขนาดเรื่องที่อยู่ไกลขนาดนี้ยังสามารถทรงทราบได้ ไม่ทราบว่าเจ้าหญิงทรงทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรไหมเพคะ”

            ในตอนที่เรเวนได้สติใหม่ๆ เธอคิดว่าเมืองไพร์ล็อกคงอยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรชีวาส แต่พอได้รู้ถึงตำแหน่งเมืองจริงๆ เธอถึงกับต้องตกใจ เมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างไพร์ล็อกกับอาณาจักรชีวาสเป็นอะไรที่ไกลกันมากจนเธอไม่สามารถจะจินตนาการได้ เดิมที่เธอหนีมาได้นั้นก็เป็นเพราะจารึกมนตราชนิดหนึ่งที่ได้รับมาจากพ่อของเธอ มันเป็นจารึกมนตราที่บันทึกเวทย์มนต์เทเลพอร์ตแบบสุ่ม แม้ว่ามันจะมีข้อเสียที่ไม่สามารถระบุที่ที่จะไปปรากฏได้ แต่มันจะมีข้อดีตรงที่ยากแก่การติดตาม

            ซึ่งจากระยะที่ห่างไกลกันนั้นการที่เจ้าหญิงเมืองเล็กๆ ไพร์ล็อกรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอาณาจักรชีวาสได้จึงทำให้เรเวนตกใจไม่น้อย

            ลิลิธก็ไม่คิดจะอธิบายเรื่องของเกรซให้เรเวนฟังเพราะตอนนี้อารมณ์ของเธอกำลังขึ้นสุดขีด เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำการเปลี่ยนเรเวนให้กลายเป็นขี้เถ้าด้วยสายฟ้าของเธอ เดิมทีเธอนั้นก็ไม่ชอบขี้หน้าสาวใช้ส่วนตัวที่เออร์วินรับมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

            “ถอยออกห่างจากเขาซะแล้วฉันจะปล่อยเธอไปแบบมีชีวิต”

            ด้านเรเชลนั้นแม้เธอไม่ได้พูดอะไรแต่ก็ยังคงมองเรเวนด้วยสายตาที่เย็นชา จริงอยู่ที่เธอมักแสดงท่าทีที่อ่อนโยนและเป็นเมตตากับเหล่าสาวใช้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมให้สาวใช้เหล่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่ชายโดยที่เธอไม่ได้อนุญาต

            เรเวนให้รู้ว่าลิลิธคงไม่ยอมตอบคำถามเธอแน่ก็ไม่คิดจะซักไซ้ต่อไปแต่กลับเลือกจะหาทางออกจากสถานการณ์นี้แทนโดยการพูดว่า

            “เจ้าหญิงเพคะหม่อมฉันเกรงว่าเจ้าหญิงจะทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ ความจริงแล้วที่ทั้งหม่อมฉันกับโซอี้ต้องแต่งตัวน่าอายแบบนี้ก็เพราะเป็นคำสั่งของเจ้าชายเออร์วินเพคะ”

            คำพูดของเรเวนทำให้ลิลิธรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังโดนยั่วโมโห เพราะเธอไม่ใช่เด็ดขาดว่าน้องชายที่นิสัยดีชอบทำอาหารและเป็นมิตรกับคนงานทุกคนจะสั่งอะไรแบบนั้น เรเชลก็คิดแบบเดียวกัน จนกระทั่งได้ยินเรเวนพูดอีกว่า

            “ถ้าเจ้าหญิงทั้งสองไม่ทรงเชื่อล่ะก็ลองถามเขาได้เพคะว่าเป็นเขาเองใช่ไหมที่บอกให้หม่อมฉันตัดเย็บชุดแบบนี้”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน